FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

กระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis)

มารู้จักขบวนการพื้นฐานของพืช
ในเบื้องต้น กันดีกว่าไหม?

• ขบวนการสังเคราะห์แสง 
  (Photosynthesis)
• ขบวนการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส 
  (C6H12O6) ในพืช

• ขบวนการการสังเคราะห์แสง 
  (Photosynthesis) ของพืช 
โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มาสังเคราะห์กับน้ำ (H2O) ที่พืชดูดขึ้นมาทางราก โดยอาศัยคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นตัวรับพลังงานแสงมาแปลงเป็นพลังงานชีวเคมีเพื่อสังเคราะห์แสง เมื่อสังเคราะห์แล้วได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลักคือ กลูโคส (C6H12O6) ใบที่มีเม็ดสีคลอโรฟิลล์มากและมีคุณภาพดีจึงจะสามารถรับพลังงานแสงได้ดีและมากอย่างรวดเร็ว และจะทำให้การสังเคราะห์กลูโคสได้มากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นด้วย โดยพืชจะดูดธาตุอาหารทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม (ประกอบด้วย  N  P  K  Ca  Mg  S  Cl  Fe  Mn  Zn  B  Cu  Mo  และ  Ni) มาช่วยกันทำหน้าที่กันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนกลูโคส (C6H12O6) เพื่อให้เป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งพืชเองก็จะใช้ประโยชน์จากกลูโคสในการสร้างเนื้อเยื่อในเซลล์ต่างๆของพืช เช่น เซลล์เปลือกไม้ เนื้อไม้ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ยอดอ่อน ดอก ผล และอื่นๆ


• ขบวนการสังเคราะห์แสง   (Photosynthesis) ของพืช
เป็นขบวนการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์
เปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี โดยมีน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นวัตถุดิบใน
​ขบวนการสังเคราะห์แสง
- ในพืช C3 พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
   (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน
   3 ตัว คือ G3P (Glyceraldehyde-3phosphate)
   ใน Calvin Cycle และสาร G3P จะถูกเปลี่ยนเป็น
    สารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาลโดยตรงต่อไป
​- ในพืช C4 และพืช CAM พืชจะตรึงก๊าซ
    คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูป
    ของสารที่มีคาร์บอน 4 ตัว คือ มาเลท (Malate)
    เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการเปลี่ยนเป็นสารสะสม
    ต่างๆ ในพืชต่อไป ดังนี้

1) สารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาล 
 – พืช C4 และ CAM จะใช้มาเลท (Malate) เป็นสาร
    ตั้งต้น (Precursor) ให้คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ 
    Calvin Cycle ได้สาร G3P ก่อนสังเคราะห์เป็น
    แป้งและน้ำตาลต่อไป

2) สารสะสมประเภทโปรตีน, น้ำมัน, น้ำยาง, อัลคา
    ลอยด์, สี, กลิ่น, ฮอร์โมนพืช ฯลฯ 
 – พืช C4 และ CAM จะใช้ Pyruvate ที่ได้จาก
    Malate หลังจากปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
    (CO2) แล้ว มาใช้ในการสังเคราะห์สารประเภท
    ต่างๆ โดยมีขั้นตอน (Pathway) ตามลำดับต่อไป
    เช่น Pyruvate เป็นน้ำมันต่างๆ ได้โดยผ่าน
    Mevalonic Pathway เป็นต้น

• ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสง
   (Factor of Photosynthesis)

1. สภาพของพืช ได้แก่ สภาพทางสรีรวิทยา เช่น สรีระของใบ อายุของใบ การเข้าทำลายใบของโรคพืช ที่มีผลต่อสภาพรงควัตถุที่ใช้สังเคราะห์แสง สภาพทางพันธุกรรม ได้แก่ C3, C4, CAM มีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชนั้นๆ
.
2. แสง ได้แก่ ความเข้มของแสง ความเข้มของแสงสูงอัตราการสังเคราะห์แสงจะสูงแต่ถ้าเกินจุดอิ่มตัวจะทำให้ใบไหม้ได้ ความเข้มของแสงต่ำอัตราการสังเคราะห์แสงจะต่ำ แต่อัตราการหายใจไม่ขึ้นกับความเข้มของแสง ดังนั้นถ้าความเข้มของแสงต่ำเกินจุดอัตราสมดุลย์ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 และ O2 พืชก็จะเริ่มไม่เจริญและตายในที่สุด ความยาวช่วงแสง อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มเป็นสัดส่วนกับความยาวของช่วงวัน ความยาวคลื่นแสง พบว่าช่วงคลื่นแสงสีแดงและสีน้ำเงินมีผลต่อการสังเคราะห์แสงมากกว่าแสงในช่วงคลื่นอื่นๆ
.
3. อุณหภูมิ ถ้าสูงหรือต่ำเกินไปจะมีผลต่อการทำงานของเอ็มไซม์ในขบวนการ Dark Reaction ในอุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้ปากใบปิดอัตราการหายใจสูงและอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง
.
4. ความเข้มข้นของก๊าซในบรรยากาศ เช่น CO2 มากทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงมากขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัวอัตราการสังเคราะห์ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอีก O2 มากจะลดการสังเคราะห์แสงของพืช C3 เพราะแย่งการใช้วัตถุดิบ RuBP ตัวเดียวกับ CO2
.
5. ธาตุอาหาร มีผลต่อการสังเคราะห์ทั้งทางตรงและทางอ้อม แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ธาตุอาหารหลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในขั้นตอนการสังเคราะห์แสง
.
6. ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ เพราะน้ำเป็นแหล่งอิเลคตรอนที่ใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง น้ำมีผลต่อการปิดเปิดปากใบ ทำให้มีผลต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เข้าไปในใบ 
น้ำมีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในระดับเซลล์
ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือเมื่อสภาพของพืชไม่สมบูรณ์ พืชมักมีปัญหาจากการสังเคราะห์แสง พืชจะอยู่ในสภาพเครียด จากปัจจัยที่มีผลได้ข้างต้น 
“โออาร์จี-1” (ORG-1) สามารถปรับสภาพของพืชได้อย่างรวดเร็ว จากการให้สารตั้งต้น C4 หรือสาร “มาเลท” (MALATE) แก่พืชโดยตรง เพื่อชดเชยการขาดสารมาเลท (MALATE) จากการสังเคราะห์แสงที่มีปัญหาของพืช
.
พืชสังเคราะห์แสง ได้กลูโคส (C6H12O6) ได้
พืชก็จะนำใช้ไปใช้ในกิจกรรมหลักๆของพืชก่อน อาทิ 
- การนำไปใช้เป็นพลังงานในกิจกรรมดำรงชีพ 
- การนำไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการทำลาย
   ของแมลงศัตรูพืช เชื้อรา และความเสียหายอื่นๆ 
- เมื่อเหลือแล้วจึงจะนำไปสร้างการเจริญเติบโต
   และสร้างการติดดอกออกผลของพืชเองต่อไป 
.
การที่พืชสังเคราะห์แสงได้ดี
และได้ "น้ำตาลกลูโคส" มากๆ 
ก็จะสร้างการเจริญเติบโตและติดดอกออกผล
ได้มาก ผลผลิตก็จะดีและมีคุณภาพสูงมากขึ้น 
.
ดังนั้น..
.
- น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ที่พืชสังเคราะห์ได้ 
   จึงนับว่าเป็นความสำคัญมากต่อการสร้างปริมาณ
   และคุณภาพของผลผลิต 
- ถ้าพืชสังเคราะห์กลูโคส (C6H12O6) ได้มาก 
   ก็ย่อมสร้างเนื้อเยื่อส่วนสำคัญและจำเป็นต่างๆได้
   เป็นจำนวนมาก เพราะ
   - พืชสามารถนำน้ำตาลกลูโคสนี้ ไปสังเคราะห์เป็น
      ทุกสิ่งทุกอย่างในพืชเอง เริ่มตั้งแต่
    • พลังงานชีวเคมีต่างๆในการดำรงชีวิต 
    • การสังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) ต่างๆ
      โดยกระบวนการของเอ็นไซม์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ
       ไม้, เปลือกไม้, ใบ, ยอดอ่อน, ตาดอก, ผล,
       ล้วนแล้วเกิดมาจากการสังเคราะห์น้ำตาล
       กลูโคสทั้งสิ้น

- เมื่อใบพืชมีความสมบูรณ์ดีขึ้น ก็จะสามารถ
   สังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น 
   • ได้น้ำตาลกลูโคสเร็วขึ้นและมากขึ้น 
      และมีส่วนเหลือเพื่อไป
      - สร้างความเจริญเติบโตให้ต้น ได้ดีขึ้น
      - สร้างผลผลิต ติดดอกออกผล ได้มากขึ้น 
      - สร้างยอดใหม่ ได้เร็วขึ้น 
      - สร้างยอดอวบอ้วน แข็งแรงขึ้น 
      - แตกใบอ่อนใหม่ ได้เร็วขึ้น 
      - ใบใหญ่เร็วขึ้นและแก่เร็วขึ้น 
      - ทำให้รอบของใบแก่สั้นลง 
         การออกดอกก็ได้เร็วขึ้น 

- การช่วยให้กระบวนการสังเคราะห์แสง มี
   ประสิทธิภาพ ย่อมสร้างน้ำตาลกลูโคส
   (C6H12O6) ได้เร็ว สามารถช่วยให้การฟื้นฟูต้น
   และใบหลังการเก็บผลผลิตได้เร็วด้วยยิ่งขึ้นไป พืช
   ย่อมใช้อาหารสะสมที่เป็นน้ำตาลสะสมในต้น มา
   เติมให้ส่วนที่เสียไปครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

สรุปว่า :
การสังเคราะห์แสงได้ดี 
การสังเคราะห์น้ำตาลได้มาก 
มีน้ำตาลสะสมไว้มาก 
ย่อมทำให้มีพลังงานสำรองไว้มาก 
ทำให้การออกดอกของพืชได้ง่ายและดี 
ช่อดอกยาว อวบอ้วน ช่อใหญ่ ดอกสมบูรณ์ 
เกสรแข็งแรงและรังไข่อวบอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง 
ติดดอกง่าย ดอกดก ให้ผลดก 
ผลใหญ่ เนื้อหนา เนื้อแน่น 
รสชาติดี มีความหวานสูง 

ปัจจัยหลักของการสร้างตาดอก 
คือการสะสมอาหาร 
ถ้าการสะสมอาหารมีไว้น้อย 
ต่อให้มีสารวิเศษใดๆ เข้ามาช่วย เข้ามาราด
ก็ไม่สามารถสร้างตาดอกได้ดี 
และ..ถ้าหากมีการสะสมอาหารไม่เพียงพอมาก่อน ต้องเน้นการสร้าง "พลังงานให้ล้น" 
ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด 
ถือว่าสุดยอดสำหรับการติดดอกออกผลของพืช

สอบถามเพิ่มเติม
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ 

https://lin.ee/nTqrAvO




• กระบวนการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) 
ในพืช

• การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ของพืช โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มาสังเคราะห์กับน้ำ (H2O) ที่พืชดูดขึ้นมาทางราก โดยอาศัยคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นตัวรับพลังงานแสงมาแปลงเป็นพลังงานชีวเคมีเพื่อสังเคราะห์แสง เมื่อสังเคราะห์แล้วได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลักคือกลูโคส (C6H12O6) ใบที่มีเม็ดสีคลอโรฟิลล์มากและมีคุณภาพดีจึงจะสามารถรับพลังงานแสงได้ดีและมากอย่างรวดเร็ว และจะทำให้การสังเคราะห์กลูโคสได้มากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นด้วย โดยพืชจะดูดธาตุอาหารทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม (ประกอบด้วย N P K Ca Mg S Cl Fe Mn Zn B Cu Mo และ Ni) มาช่วยกันทำหน้าที่กันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนกลูโคส (C6H12O6) เพื่อให้เป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งพืชเองก็จะใช้ประโยชน์จากกลูโคสในการสร้างเนื้อเยื่อในเซลล์ต่างๆของพืช เช่น เซลล์เปลือกไม้ เนื้อไม้ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ยอดอ่อน ดอก ผล และอื่นๆ
.
• กระบวนการสังเคราะห์กลูโคส คร่าวๆ เมื่อพืชดูดน้ำเข้าสู่ท่อน้ำ (xylem) น้ำจะถูกดูดด้วยแรงดึงดูดของการคายน้ำที่ใบ ทำให้น้ำผสมธาตุอาหารทั้ง 14 ธาตุ ลำเลียงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางที่น้ำผ่าน ธาตุอาหารที่ถูกดูดมากับน้ำก็จะถูกเซลล์ต่างๆนำเข้าสู่เซลล์เพื่อเตรียมใช้ทำกิจกรรมต่างๆตามหน้าที่ของแต่ละธาตุ ส่วนทีเหลือส่วนหนึ่งก็จะหลุดรอดไปถึงใบ ธาตุอาหารที่หลุดรอดไปถึงใบจะเป็นตัวกำหนดปริมาณและคุณภาพผลผลิต ถ้าใบได้รับธาตุอาหารมากพอและสัดส่วนระหว่างธาตุอาหารถูกต้อง ใบจะมีสีเขียวเข้มสม่ำเสมอทั้งใบ ใบเป็นมันวาว ซึ่งใบแบบนี้จะสามารถสังเคราะห์แสงได้ดีมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้การสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสได้มาก และรวดเร็วเช่นกันเมื่อน้ำและธาตุอาหารเข้ามาสู่ใบและเมื่อมีแสง กระบวนการสังเคราะห์แสงก็จะเกิดขึ้น โดยการสังเคราะห์น้ำ (H2O) กับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส โดยเริ่มต้นจากธาตุแมงกานีส (Mn) สร้างเอ็นไซม์แยกน้ำ (H2O) ออกเป็น ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) จากนั้นก็ปล่อยออกซิเจน (O) ออกสู่บรรยากาศ คงเหลือไฮโดรเจน (H) ไว้รอคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และธาตุคลอรีน (Cl) ก็จะทำหน้าที่เปิดปากใบให้ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไหลเข้าสู่ใบเพื่อทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน (H) ที่แยกตัวจากน้ำรออยู่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 6 โมเลกุล ก็จะทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน (H) 24 โมเลกุลได้ น้ำ (H2O) 6 โมเลกุลระเหยออกไป แล้วเหลือ "น้ำตาลกลูโคส" (C6H12O6) 1 โมเลกุล ไว้เป็นวัตถุดิบให้เอ็นไซม์สังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อต่างๆต่อไป

• Photosynthesis

เป็นขบวนการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี โดยมีน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ
​ขบวนการสังเคราะห์แสงในพืช C3 พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 3 ตัว คือ G3P (Glyceraldehyde-3phosphate) ใน Calvin Cycle และสาร G3P จะถูกเปลี่ยนเป็นสารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาลโดยตรงต่อไป
​ในพืช C4 และพืช CAM พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 4 ตัว คือ มาเลท (Malate) เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการเปลี่ยนเป็นสารสะสมต่างๆ ในพืชต่อไป ดังนี้
.
1. สารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาล – พืช C4 และ CAM จะใช้มาเลท (Malate) เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ให้คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ Calvin Cycle ได้สาร G3P ก่อนสังเคราะห์เป็นแป้งและน้ำตาลต่อไป
.
2. สารสะสมประเภท โปรตีน น้ำมัน น้ำยาง อัลคาลอยด์ สี กลิ่น ฮอร์โมนพืช ฯลฯ – พืช C4 และ CAM จะใช้ Pyruvate ที่ได้จาก Malate หลังจากปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แล้ว มาใช้ในการสังเคราะห์สารประเภทต่างๆ โดยมีขั้นตอน (Pathway) ตามลำดับต่อไป เช่น Pyruvate เป็นน้ำมันต่างๆ ได้โดยผ่าน Mevalonic Pathway เป็นต้น
.

ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสง
.
1. สภาพของพืช ได้แก่ สภาพทางสรีรวิทยา เช่น สรีระของใบ อายุของใบ การเข้าทำลายใบของโรคพืช ที่มีผลต่อสภาพรงควัตถุที่ใช้สังเคราะห์แสง สภาพทางพันธุกรรม ได้แก่ C3, C4, CAM มีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชนั้นๆ
.
2. แสง ได้แก่ ความเข้มของแสง ความเข้มของแสงสูงอัตราการสังเคราะห์แสงจะสูงแต่ถ้าเกินจุดอิ่มตัวจะทำให้ใบไหม้ได้ ความเข้มของแสงต่ำอัตราการสังเคราะห์แสงจะต่ำ แต่อัตราการหายใจไม่ขึ้นกับความเข้มของแสง ดังนั้นถ้าความเข้มของแสงต่ำเกินจุดอัตราสมดุลย์ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 และ O2 พืชก็จะเริ่มไม่เจริญและตายในที่สุด ความยาวช่วงแสง อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มเป็นสัดส่วนกับความยาวของช่วงวัน ความยาวคลื่นแสง พบว่าช่วงคลื่นแสงสีแดงและสีน้ำเงินมีผลต่อการสังเคราะห์แสงมากกว่าแสงในช่วงคลื่นอื่นๆ
.
3. อุณหภูมิ ถ้าสูงหรือต่ำเกินไปจะมีผลต่อการทำงานของเอ็มไซม์ในขบวนการ Dark Reaction ในอุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้ปากใบปิดอัตราการหายใจสูงและอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง
.
4. ความเข้มข้นของก๊าซในบรรยากาศ เช่น CO2 มากทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงมากขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัวอัตราการสังเคราะห์ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอีก O2 มากจะลดการสังเคราะห์แสงของพืช C3 เพราะแย่งการใช้วัตถุดิบ RuBP ตัวเดียวกับ CO2
.
5. ธาตุอาหาร มีผลต่อการสังเคราะห์ทั้งทางตรงและทางอ้อม แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ธาตุอาหารหลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในขั้นตอนการสังเคราะห์แสง
.
6. ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ เพราะน้ำเป็นแหล่งอิเลคตรอนที่ใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง น้ำมีผลต่อการปิดเปิดปากใบทำให้มีผลต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เข้าไปในใบ น้ำมีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในระดับเซลล์
ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือเมื่อสภาพของพืชไม่สมบูรณ์ พืชมักมีปัญหาจากการสังเคราะห์แสง พืชจะอยู่ในสภาพเครียด จากปัจจัยที่มีผลได้ข้างต้น พาร์ทเวย์(PATHWAY)สามารถปรับสภาพของพืชได้อย่างรวดเร็ว จากการให้สารตั้งต้น C4 หรือสารมาเลท (MALATE)แก่พืชโดยตรง เพื่อชดเชยการขาดสารมาเลท (MALATE)จากการสังเคราะห์แสงที่มีปัญหาของพืช
.
พืชสังเคราะห์แสง ได้กลูโคส (C6H12O6) พืชก็จะนำใช้ไปใช้ในกิจกรรมหลักๆของพืชก่อน อาทิ 
- การนำไปใช้เป็นพลังงานในกิจกรรมดำรงชีพ 
- การนำไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืช เชื้อรา และความเสียหายอื่นๆ 
- เมื่อเหลือแล้วจึงจะนำไปสร้างการเจริญเติบโต
- และสร้างการติดดอก ออกผลของพืชเอง 

การที่พืชสังเคราะห์แสงได้ดีและได้ "น้ำตาลกลูโคส" มากๆ ก็จะสร้างการเจริญเติบโตและติดดอกออกผลได้มาก ผลผลิตก็จะดีและมีคุณภาพสูงมากขึ้น 

ดังนั้น..

- น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ที่พืชสังเคราะห์ได้ จึงนับว่าเป็นความสำคัญมากต่อการสร้างปริมาณและคุณภาพของผลผลิต 
- ถ้าพืชสังเคราะห์กลูโคสได้มาก 
- ก็ย่อมสร้างเนื้อเยื่อส่วนสำคัญและจำเป็นต่างๆได้เป็นจำนวนมาก 
- เพราะพืชสามารถนำน้ำตาลกลูโคสนี้ ไปสังเคราะห์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในพืชเอง 
- เริ่มตั้งแต่พลังงานชีวเคมีต่างๆในการดำรงชีวิต 
- การสังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) ต่างๆ โดยกระบวนการของเอ็นไซม์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ เปลือกไม้ ใบ ยอดอ่อน ตาดอก ผล ล้วนแล้วเกิดมาจากการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสทั้งสิ้น
.
- เมื่อใบพืชมีความสมบูรณ์ดีขึ้น 
- ก็สามารถสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น 
- เพื่อให้ได้น้ำตาลกลูโคสมากขึ้นและเร็วขึ้น 
และมีส่วนเหลือไปสร้างความเจริญเติบโตให้ต้นและเหลือไปพัฒนาการสร้างผลผลิต ติดดอกออกผลได้มากขึ้น 
- เมื่อได้น้ำตาลกลูโคสมากขึ้น 
- พืชก็สามารถสร้างยอดใหม่ได้เร็วขึ้น 
- ยอดอวบอ้วนแข็งแรงขึ้น 
- แตกใบอ่อนใหม่ได้เร็วขึ้น 
- ใบใหญ่เร็วขึ้นและแก่เร็วขึ้น ทำให้รอบของใบแก่สั้นลง การออกดอกก็ได้เร็วขึ้น 
.
- การช่วยให้กระบวนการสังเคราะห์แสง มีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างน้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ได้เร็ว สามารถช่วยให้การฟื้นฟูต้นและใบหลังการเก็บผลผลิตได้เร็วด้วยยิ่งขึ้นไป พืชย่อมใช้อาหารสะสมที่เป็นน้ำตาลสะสมในต้น มาเติมให้ส่วนที่เสียไปครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 


สรุปว่า :
การสังเคราะห์แสงได้ดี การสังเคราะห์น้ำตาลได้มาก มีน้ำตาลสะสมไว้มาก ย่อมทำให้มีพลังงานสำรองไว้มาก ทำให้การออกดอกของพืชได้ง่ายและดี ช่อดอกยาวอวบอ้วน ช่อใหญ่ ดอกสมบูรณ์ เกสรแข็งแรงและรังไข่อวบอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง ติดดอกง่าย ดอกดก ให้ผลดก ผลใหญ่ เนื้อหนา เนื้อแน่น รสชาติดี มีความหวานสูง (ปัจจัยหลักของการสร้างตาดอก คือการสะสมอาหาร ถ้าการสะสมอาหารมีไว้น้อย ต่อให้มีสารวิเศษใดๆเข้ามาช่วย เข้ามาราดก็ไม่สามารถสร้างตาดอกได้ดี ถ้าหากมีการสะสมอาหารไม่เพียงพอมาก่อน ต้องเน้นการสร้าง "พลังงานให้ล้น" ไว้ก่อน เป็นดีที่สุด ถือว่าสุดยอดสำหรับพืช)

สอบถามเพิ่มเติม
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ

การทำ “วัคซีนพืช” ให้แก่พืช


นอกเหนือจากจุดประสงค์หลัก 
เพื่อการทำ “วัคซีนพืช” ให้แก่พืช
เพื่อป้องกันและควบคุมโรคต่างๆ ทั้งจากไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา
ด้วยกระบวนการ SAR (Systemic Acquired Resistance) แล้ว  เรายังต้องการให้พืชได้รับสิ่งดีๆจาก..
2-hydroxybenzoic acid (HBA) อีกด้วย  เพื่อช่วยให้พืชมีความสมบูรณ์ในเกือบทุกๆด้าน 
ทั้งด้านการเจริญเติบโตที่ดี มีความแข็งแรง ตลอดจนมีการสร้างผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไปด้วย

Mode of Action : Hydroxy acid Group 
บทบาทและหน้าที่ของกรดอินทรีย์ Hydroxy acid Group ที่มีอยู่ใน 
อีเรเซอร์-วัน (Eraser-1)
คาร์บ๊อกซิล-พลัส (Carboxyl-Plus)
ซิกน่า (Zigna)
ซาร์คอน (Sarcon)


- กระตุ้นการสมานแผล ในกรณีจากเนื้อเยื่อพืชที่ถูกทำลาย โดยการกระตุ้นการสร้างและสะสมLignin เพื่อเสริมความแข็งแรงที่ผนังเซลล์ (CellWall)

- กระตุ้นการสร้าง Phenolics, Phytoalexin, PR-Proteins เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคแทรกซ้อน
จากแผลต่างๆ เสมือนการสร้างภูมิต้านทานโรค(วัคซีนพืช) ด้วยกระบวนการ Systemic
Acquired Resistance : SAR

- กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและสารอาหาร (Water Circulation ) ในระบบท่อ
ลำเลียง (Xylem-Phloem) ได้ดีขึ้นและมากขึ้น ทำให้พืชลำเลียงน้ำและอาหารไปสร้างการเจริญ
เติบโตและสร้างผลผลิตได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่เกิดการสะดุด การเจริญเติบโต
ของพืชแต่ละช่วง (Stage) จึงปกติดี การสร้างผลผลิตจึงสมบูรณ์และสูงขึ้น

- เพิ่มการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ของเยื่อเจริญ เพื่อสร้างเป็นเนื้อเยื่อใหม่ได้เร็วขึ้น และรักษา
สมดุลของเซลล์ ทำให้การแบ่งเซลล์สมบูรณ์ ไม่ผิดรูปผิดร่าง รูปทรงสมบูรณ์สมส่วน สวยงาม

- ฟื้นฟูสภาพและการทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเซลล์ใหม่ (revitalize)
ทำให้พืชเสมือนเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา

- ช่วยส่งเสริมให้กระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

- ช่วยกระตุ้นพืชให้เกิดความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (Abiotic Tolerance)
อาทิ Drought Tolerance, Water Tolerance, Salinity Tolerance, Chilly Tolerance เป็นต้น

- ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช (Stimulating Growth) เสมือนพืชได้รับ
Phytohormone ที่พืชสร้างขึ้นด้วยตัวเอง จึงทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ตามวัย
(Growth Stages) ของเขา เนื่องจากได้รับฮอร์โมนที่เหมาะสมในทุกระยะของการเจริญ
เติบโตและสร้างคุณภาพ โดยไม่มีอาการสะดุดจึง..“สมบูรณ์จากภายใน สู่ภายนอก”


ขอขอบคุณภาพ :ไร่ยาสูบ รุ่น.. "ผ่าฝน"
ปลูกเดือนกันยายน 2560
สถานีบ่มใบยาปงของ อ.เชียงแสน

ปัญหาดินเสื่อมสภาพ

ปัญหาดินเสื่อมสภาพ

ประเทศไทยถือได้ว่า เป็นเมืองเกษตรกรรมมีพื้นที่ทั่วประเทศรวมทั้งหมด 321 ล้านไร่
และมีพื้นที่ถือครองด้านการเกษตรประมาณ 182
ล้านไร่ แบ่งเป็น..

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 77 ล้านไร่
- ภาคกลาง 27 ล้านไร่
- ภาคเหนือ 36 ล้านไร่
- ภาคตะวันออก 14 ล้านไร่
- ภาคใต้ 28 ล้านไร่

แต่จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินในปี 2549 พบว่าในพื้นที่ที่ถือครองด้านการเกษตร 182 ล้านไร่ พบว่ากว่า 132 ล้านไร่ เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพ (เสื่อมโทรม)


• ดินเสื่อมสภาพ 
- ดินเสี่อมสภาพ คือ ดินที่มีสภาพแปรเปลี่ยนไปจากเดิม และอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากคุณสมบัติทางด้านต่าง ๆ ของดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่นสมบัติทางเคมีของดินมีสภาพเป็นกรดจัด ด่างจัด เค็มจัด
ทางด้านกายภาพของดินสูญเสียโครงสร้างทำให้เกิดอัดตัวแน่น แน่นทึบ ขาดความโปร่งพรุน ขาดความร่วนซุย ขาดความอุดมสมบูรณ์ หรือปริมาณธาตุอาหารพืชลดลงและอยู่ในสภาวะไม่สมดุล

• สาเหตุที่ก่อให้เกิด
ดินเสื่อมสภาพ (เสื่อมโทรม)
- เกิดจากการชะล้าง พังทลายของดิน และการใช้
ที่ดินโดยไม่ถูกต้อง ขาดการบำรุงรักษา
โดยสาเหตุสำคัญ คือ
1. สภาพทางนิเวศเปลี่ยนแปลงไปการหักล้างถางป่า และเผาป่า เพื่อมาทำการเกษตร ทำให้
ดินขาดสิ่งปกคลุม การสะสมของอินทรีย์วัตถุมีน้อย อุณหภูมิของหน้าดินสูงขึ้น การละลายตัวของวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ เป็นไปรวดเร็ว
2. การใช้ดินไม่ถูกต้องการทำการเกษตรโดยเพาะปลูกพืชใดพืชหนึ่งซ้ำซากติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการปรับปรุงดินบำรุงดิน เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้ในเรื่องดิน มีแต่ใช้ดิน ไม่เคยบำรุงดิน และใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ดินเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เมื่อดินหมดแร่ธาตุอาหาร และจุลินทรีย์ในดิน จะพบแต่สารเคมีตกค้างมาก โรคชนิดต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อพืช จะสะสมอยู่ในดิน ก่อให้เกิดโรคชนิดต่างๆ เมื่อพืชเป็นโรค เกษตรกรก็หันมาใช้ยาเคมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตทุกๆ ชนิด เมื่อมีผลผลิตก็มีแต่สารเคมี ไม่เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ยังทำให้ต้นทุนสูง ปลูกพืชไม่คุ้มกับการลงทุน แมลงชนิดต่างๆ ก็เข้าทำลายพืช ผัก ผลไม้ ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรหันพึ่งสารเคมีมากขึ้น ดังนั้นปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อเกษตรกรหันมาปรับปรุงดิน โดยใช้สารธรรมชาติเข้าช่วยกันมากขึ้น
........................................................................

ภาคผนวก :

G-5 : Granules : 
G-5 (ชนิดเม็ด)
Multi Activity Bio organic Granules.
เม็ดเดียวครบเครื่อง
เรื่องอาหารดินและอาหารพืช

Contents 
-ประกอบด้วยสารสำคัญ
• Sea weed extract
• Amino acids
• Humic acid
• Herbal Extract
• Anti -root rot substances

An unique Patented granular formulation for plant growth as well as for effective preventive measures against pests and fungi. It can be used for all crops. G-5 contains five different constituents - Due to sea weed based bio-fertilizer there is overall growth of crops due to plant cell division and increase in number of plant cells. Due to blend of vital amino acids, crops gets required nourishment at different stages of its growth. Hence there is healthy and vigorous growth with increased number of flowers and fruits Due to Humic acid, there is profuse growth of white roots. Roots become healthy which ultimately enhance plant growth. Due to Neem Oil, plants are protected from sucking pests in the initial stages of their growth. Neem oil also prevents attacks from other insects and pests as well as protect the plant from Nematodes and Termites. Due to Anti root rot substances, soil gets sterilized by killing harmful fungi such as Fusarium and Pythium. Due to its unique constitution, it has proved to be miracle for all types of crops. since all the five constituents are made available to the crop at once, crop is benefited right from the initial stage till the harvest.
• ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่ใช้วัตถุดิบจาก 5 วัตถุดิบที่ผ่านขบวนการทางธรรมชาติในสัดส่วนที่เหมาะสมกับพืชเพื่อการเจริญเติบโต และการป้องกันและต้านทานต่อศัตรูพืช

G-5 : สามารถใช้ได้กับทุกพืช
G-5 : ประกอบด้วย สารสำคัญ 5 ชนิด โดยแต่ละ

ชนิดจะมีประสิทธิผลต่อพืชดังนี้
1. Sea weed extract : สาหร่ายสกัดธรรมชาติ มีผลให้พืชเจริญเติบโตโดยการแบ่งเซลล์และขยายขนาดเซลล์ ทำให้พืชเติบโตโดยสม่ำเสมอ

2.Amino acids : ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับพืช โดยให้กรดอะมิโนที่จำเป็นแก่พืชนำไปใช้เพื่อสร้างโปรตีนในการเจริญเติบโต

3. Humic acid : ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรากพืชให้พัฒนาสมบูรณ์ สามารถทำหน้าที่ในการดูดน้ำหาอาหารได้เต็มที่ ช่วยโครงสร้างของดินให้มีอากาศเพียงพอและร่วนซุย และยังเปลี่ยนสภาพของปุ๋ยที่อยู่ในดินให้อยู่ในรูปที่พืชดูดกินได้

4. Herbal extract : สารสกัดจากพืชสมุนไพรและสารสะเดาในรูปน้ำมัน เมื่อพืชต้องแสงแดดจะทำให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ในการป้องกันแมลงและยังใช้ในการยับยั้งโรคพืชที่เกิดจากเชื้อในดิน และยังสามารถป้องกันไส้เดือนฝอยและปลวกได้ด้วย

5.Anti root rot substances : ช่วยให้ดินปราศจากโรคพืชที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะจากเชื้อ Fusarium sp. และ Pythium sp.

Dosage : 8 to 16 kg per Acre as per type of crop.
อัตราการใช้ : 4-8 กิโลกรัม ต่อไร่

ORG-5 : เป็นอินทรีย์สารที่ประกอบด้วย ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม กรดอะมิโน ชนิดต่างๆ วิตามิน และฮอร์โมนพืช เช่น ไซโตไคนิน ออกซิน และจิบเบอเรลลิน ในสัดส่วนพอเหมาะที่พืชต้องการ ช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโตของพืช

ประโยชน์
- ช่วยกระตุ้นให้พืชสร้างและพัฒนาระบบรากให้สมบูรณ์ โดยขยายเซลล์ของท่อน้ำและท่ออาหารให้ใหญ่ขึ้น ทำให้พืชดูดน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น
- ช่วยกระตุ้นให้พืชแตกยอด และเสริมสร้างตาดอกเพื่อเพิ่มจำนวนดอกให้มากขึ้น
- ช่วยกระตุ้นให้ดอกสมบูรณ์แข็งแรง ติดผลได้ง่าย และป้องกันผลร่วง
- ช่วยกระตุ้นให้ผลใหญ่ และมีขนาดสม่ำเสมอกันทั้งต้น
- ช่วยให้พืชทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชและสามารถให้พืชเจริญเติบโตต่อไปได้
- ช่วยให้พืชมีลำต้นแข็งแรงสมบูรณ์ เพิ่มความต้านทานโรค และแมลงได้ดี
- รสชาติดี สีสวย ได้น้ำหนัก
- เร่งการเจริญเติบโต
- เพิ่มขนาดและน้ำหนัก
- ฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
- ช่วยพืชสังเคราะห์แสง และนำอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทันที

http://www.paccapon.blogspot.com/2015/07/g-5.html



สอบถามเพิ่มเติม
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ
https://lin.ee/nTqrAvO

การเจริญเติบโตของพืช

เมื่อรู้เหตุและปัจจัย.. 
การจัดการอะไรๆ..ก็ไม่ยากแล้ว
เมื่อรู้ปัจจัยของการเจริญเติบโตของพืช
การบริหารจัดการปัญหาต่างๆก็จะง่ายขึ้น


• การเจริญเติบโต หรือ Growth 
เป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านปริมาณ
ซึ่งการเจริญเติบโตของพืช
จะมี 4 ระยะ ได้แก่

1) Lag Phase คือจุดเริ่มต้นการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

2) Log Phase คือจุดที่การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการอาหารเพียงพอและ
ฮอร์โมนด้วย

3) Final Phase การเจริญเติบโตเริ่มช้าลงๆ

4) การเจริญเติบโตคงที่ พืชเข้าสู่สภาพโตเต็มที่(Maturity) และหลังจากนั้น พืชก็เข้าสู่สภาพชรา
(Senescence of Decline) และตายในที่สุด

(มนู สัตยวณิช, 2532, หน้า 36)
.



• การเจริญเติบโตของพืช 
เป็นการเพิ่มขนาดและน้ำหนักของพืช เป็นผลโดยตรงจากการแบ่งเซลล์ (Cell Division) และการขยายขนาดของเซลล์ (Cell Enlargement) เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน เห็นได้อย่างชัดเจนคือ “รากอ่อน” ซึ่งจะงอกพ้นเปลือกของเมล็ดและชอนไชไปในวัสดุที่ปลูก
ต่อมา..ก็มียอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นจะมีใบและกิ่งที่เพิ่มขึ้นมา พร้อมการเพิ่มขนาดและปริมาณในระยะต่อมาของ ดอก ใบ ผล และเมล็ด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะมีระเบียบแบบแผน และมีพันธุกรรมเป็นสิ่งที่กำหนด รวมทั้ง
สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพืชชนิดนั้นๆ ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก เช่น แสงสว่าง, อุณหภูมิ, ความชื้นและธาตุอาหาร เป็นต้น (ชวนพิศ แดงสวัสดิ์, 2554, หน้า 308-309)
.
• ปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
ปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีหลาย
อย่าง สรุปได้หลัก ๆ
ประกอบด้วย 2 ด้านคือ

1) Environmental Factor คือปัจจัยที่เป็นผลมา
จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สภาพดิน ลมฟ้า
อากาศ สิ่งที่มีชีวิตอยู่รอบๆ
2) Heredity Factor คือปัจจัยที่มาจาก
พันธุกรรมพืช (มนู สัตยวณิช, 2532, หน้า
36)





(1) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพืชจะเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่นั้น ได้แก่

1.1) แสงสว่าง ในการเจริญเติบโตของพืชพวกที่มีท่อน้ำ ท่ออาหารนั้นแสงสว่างนับว่าเป็นปัจจัยที่
สำคัญดังนี้

1.1.1) ความเข้มข้นของแสงสว่าง ( LightIntensity )  พืชที่ขึ้นในที่มีแสงมากกับที่มีแสงน้อยมีการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับชนิดของพืชด้วย ในสภาพปกติถ้าความเข้มข้นของแสงต่ำจะทำให้เซลล์ของพืชขยายตัวได้มากและรวดเร็ว มีการแบ่งเซลล์มาก
แต่ในขณะเดียวกันเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงน้อย กับพืชที่อยู่ในที่มีความเข้มข้นของแสงต่ำมักจะมีลำต้นอ่อนและยาว

1.1.2) คุณภาพของแสง ( Light Quality ) คุณภาพของแสงขึ้นอยู่กับความยาวของคลื่นแสง ซึ่งมี 7 สี สีแดงเป็นคลื่นแสงยาวที่สุด สีม่วงสั้นที่สุด แสงที่มีความยาวคลื่นมาก (สีแดง) จะมีผลต่อการยืดตัวของลำต้นน้อย สำหรับแสงที่มีความยาวของคลื่นสั้น (สีม่วง) จะมีผลต่อการยืดตัวของลำต้นมาก สำหรับแสงที่มีประโยชน์ต่อการยืดตัวของใบจะมีผลตรงข้ามกับการยืดตัวของลำต้น ถ้าปลูกพืชในที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากพืชจะตาย และ รังสีอินฟราเรดที่มีความเข้มข้นสูงก็ทำอันตรายต่อพืชได้เช่นกัน

1.1.3) ช่วงเวลาของการให้แสง(Photoperiodism)
การที่พืชได้รับแสงสว่างนานหรือเร็วนั้น กับธรรมชาติสำหรับในประเทศไทยกลางวันและกลางคืนไม่ต่างกันมากนัก พืชจะได้รับแสงสว่างในเวลากลางวันประมาณวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับความมืดในเวลากลางคืน  แต่สำหรับประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลก ความยาวของกลางวันและกลางคืนจะเปลี่ยนไป ความยาวของกลางวันไม่เท่ากัน ทำให้การเจริญเติบโตของพืชต่างกัน การที่พืชเติบโตในช่วงเวลากลางวันที่ไม่เท่ากันหรือการเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแสงเรียกว่า Photoperiodism ช่วงเวลาความยาวของวันเรียกว่า Photoperoid ซึ่งนอกจาก Growth ด้วย จะควบคุมการเจริญเติบโตของ Vegetative Growth แล้วยังควบคุมการเจริญเติบโตทาง Reproductive และยังมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของพืชในแง่ต่างๆ กัน ได้แก่

• อิทธิต่อการออกดอกของพืช

- การที่พืชได้รับแสงสว่างชั่วระยะหนึ่งและได้รับความมืดอีกระยะหนึ่ง จะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การออกดอกและการเกิดผลของพืช ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจัยสำคัญต่อการออกดอกของพืชมี 2 ปัจจัย ได้แก่
• อุณหภูมิ และ
• ช่วงเวลาของแสง
ในปี ค.ศ. 1920 มีนักสรีรวิทยา 2 คน
ชื่อ W.W. Garner และ H.H. Allard เป็นผู้ค้นพบเกี่ยวกับ Photoperiodism จึงทำให้พืชชนิดต่างๆ ออกดอกในฤดูที่แตกต่างกัน และจากอิทธิพลของช่วงเวลาที่พืชได้รับแสงสว่างนี้ Garner และ Allard ได้แบ่งพืชออกเป็น 3 พวกด้วยกันดังนี้
1) Short – day plant เป็นพืชที่ต้องการเวลากลางวันสั้นจึงจะออกดอก เช่น พืชที่ออกดอกในฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่มีช่วงกลางวันสั้น ได้แก่ ต้นคริสต์มาส เบญจมาศ ถั่วเหลือง เป็นต้น
2) Long – day plant เป็นพืชที่ต้องการกลางวันยาวจึงจะออกดอก ส่วนใหญ่เป็นพืชที่ออกดอกในฤดูร้อน อาจจะรวมในฤดูฝนด้วย เช่น ข้าว
3) Day neutral plant เป็นพืชที่ออกดอกตามปกติ ไม่ต้องการกลางวันสั้นหรือยาวเหมือนสองพวกแรก เช่น มะเขือเทศ แตงกวา พริก ซึ่งจะออกดอกได้ทุกเวลา เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่

1.2) อุณหภูมิ
เป็นปัจจัยสาคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในพืชเปลี่ยนแปลงได้
ในสาหร่ายบางชนิดที่เป็นพืชชั้นต่ำ สามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส เช่น เจริญเติบโตบนหิมะ บางชนิดเจริญเติบโตในอุณหภูมิที่ร้อนจัด เช่น บ่อน้ำร้อน เป็นต้น
ส่วนในพืชชั้นสูงหรือไม้ดอก จะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่จำกัดประมาณ 21 – 32 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุนี้พืชเมืองร้อนที่อยู่บนภูเขาสูงๆ เช่น พืชที่ขึ้นบนดอยอ่างขาง ในการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหัน ทำให้พืชชะงักหรือหยุดการเจริญเติบโต

จึงสรุปได้ว่า..อุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโต
3 ขั้นตอน ได้แก่

1.2.1) Minimum Temperature
เป็นอุณหภูมิต่ำที่สุดที่ทาให้พืชเจริญเติบโตได้ ถ้าต่ำกว่านี้พืชจะไม่เจริญเติบโต ในแถบร้อนอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส

1.2.2) Maximum Temperature
เป็นอุณหภูมิสูงสุดที่พืชสามารถเจริญเติบโตได้ ถ้าต่ำกว่านี้พืชไม่เจริญเติบโตในแถบร้อน อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส

1.2.3) Optimum Temperature
เป็นอุณหภูมิที่เหมาะที่สุดต่อการเจริญเติบโตของพืชทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุด อุณหภูมินี้อยู่ระหว่าง Minimum กับ Maximum ประมาณ 30 – 35 องศาเซลเซียส กับ 20 – 25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิมีผลทำให้พืชมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป และเป็นปัจจัยสาคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ต่อการออกดอก ออกผลอย่างมาก พืชล้มลุกบางชนิดมีวงจรชีวิตสองปี เช่น กะหล่ำ จะเกิดดอกในปีที่สอง แต่ถ้าอากาศไม่เย็นกะหล่ำปลีก็จะไม่ออกดอกเป็นต้น และการงอกของพืชผักชนิดต่างๆ ด้วย

1.3) ความชื้นในดิน
อนุภาคดินและอินทรียวัตถุของดินสามารถอุ้มน้ำได้ดี อาศัยแรงดึงดูด ยึดระหว่างสารกับน้ำ มีลักษณะเป็นเยื่อของน้ำหุ้มโดยรอบ แรงดึงดูดของอนุภาคดินกับน้ำลดลงเรื่อยๆ เมื่อความหนาของเยื่อมากขึ้น จนดินอิ่มตัวด้วยน้ำ แล้วปล่อยน้ำออกมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก


• ความชื้น มีความสำคัญต่อพืชเป็นอย่างมาก พืชที่เจริญเติบโตในที่มีน้ำหรือความชุ่มชื้นมาก ลำต้นจะอวบ น้ำในเซลล์จะอยู่กันอย่างหลวม มีช่องอากาศมาก สำหรับพืชที่อยู่ในที่มีน้ำน้อยมีเนื้อเยื่อแข็งแรง ผนังเซลล์มีคิวทิน (Cutin) และ
ซูเบอลิน (suberin)
ซึ่งพืชสามารถแบ่งตามความต้องการน้ำ
ได้ 3 ชนิด ได้แก่
- Hydrophyte
- Xerophyte
- Mesophy
(ยังมีพืชบางชนิดจะเจริญได้ดี ในที่มีความเข้มข้นของเกลือสูง เช่น ต้นโกงกาง ต้นชะคราม เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า Halophyte)

1.4) ดินและธาตุอาหารของพืช (Soil and
minerals )
- ดินเป็นวัตถุทึบแสงที่ปกคลุมผิวโลก เกิดจากการแปรสภาพของหินแร่และรากของสิ่งมีชีวิตที่ทับถมกันตามธรรมชาติจนกลายเป็นดิน
ดินทำหน้าที่เป็นที่ยึดรากและลำต้นของพืชไว้ตั้งตรงอยู่ได้เป็นแหล่งน้ำที่ให้ธาตุอาหารที่จำเป็นในทางชีวภาพได้แก่ อนินทรียสาร และอินทรียวัตถุ

1.5) น้ำ (Water)
- พืชดูดน้ำในดินโดยผ่านทางรากขนอ่อน
ดังนั้นหากดินมีน้ำไม่เพียงพอหรือมีมากเกินไป
ก็จะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากน้ำทำหน้าที่ช่วยลำเลียงอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ภายในเซลล์ไปยังส่วนต่างๆ ของลำต้นพืช

สรุปคร่าวๆ :
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด้วย
- แสงสว่าง (ช่วงยาวของกลางวันและกลางคืน)
- อุณหภูมิ
- ความชื้น
- ความร้อน
- ดินและแร่ธาตุอาหาร
- น้ำ
เป็นต้น

(2) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในพืช
- ปัจจัยภายในพืชที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
ได้แก่
- สารเคมีต่างๆ
- ฮอร์โมนในพืช ซึ่งสารเคมีบางชนิดนั้น
สามารถสังเคราะห์ได้ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งนัก
วิทยาศาสตร์เรียกสารเหล่านั้นว่า “สารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืช”

www.paccapon.blogspot.com

http://paccapon.blogspot.com/2017/05/blog-post_18.html?m=0
เพิ่มผลผลิตลำไย

http://www.paccapon.blogspot.com/2015_07_01_archive.html 
กระบวนการเกิดดอก

http://www.paccapon.blogspot.com/2015/…/1-org-1-2-org-2.html 
ORG-1+ORG-2


ปรึกษาเพิ่มเติมทางไลน์ คลิ๊ก https://lin.ee/nTqrAvO

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นาข้าว กับการใช้ ซิลิคอน

ข้าว..ราคาไม่ดี 
มาปลูกข้าว.."สุขภาพดี" 
ไม่มีสารพิษ ชีวิตดี๊ดี 
กันดีกว่าไหม ?

โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกัน



• แตกกอดี 
• กออวบใหญ่
• ใบเขียว แข็งตั้ง
• ต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย
• เพลี้ยไม่กวน หนอนไม่กล้า
• โรคไม่ยุ่งเกี่ยว
• รวงเยอะ รวงใหญ่ 
• เมล็ดหนัก เมล็ดเต็ม



ซาร์คอน : (ออร์โธ่ซิลิซิค แอซิค + SA) 

ซิลิคอน..กับการเจริญเติบโตของพืช
• แม้ว่าซิลิคอนจะไม่ใช่ธาตุอาหารหลักของพืช แต่ได้มีการพิสูจน์ในเชิงวิชาการแล้วว่า ซิลิคอนมีผลต่อการเจริญเติบโตดังนี้จากการวิจัย เราจะพบว่า การเพาะปลูกพืชในเชิงพาณิชย์ เช่น ข้าวโพด อ้อย ฯลฯ จะมีการขนย้ายซิลิคอนออกจากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 5-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อฤดูการเพาะปลูก แม้ว่าในดินเองจะมีซิลิคอนในปริมาณสูง แต่การปลูกพืชชนิดเดียวกันเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ปริมาณซิลิคอนในดินเปลี่ยนรูป มาอยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์กับพืชได้ไม่เพียงพอ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช จากงานวิจัยเราจะพบว่า กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนี้
.
1. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน จะทำให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ลำต้นไม่หัก ล้มง่าย ผนังเซลล์ที่แข็งแรงทำให้แมลงเจาะดูดน้ำเลี้ยงได้ยากลำบากขึ้น

2. ในพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว อ้อย เมื่อได้รับกรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอนจะทำให้โครงสร้างใบ แข็งแรง ใบจะตั้งขึ้น ทำให้รับแสงแดดได้เต็มที่ ขณะเดียวกันสารละลายกรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอนที่ฉีดพ่น เมื่อแห้งจะเคลือบใบพืชไว้ ทำให้โรคต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าทำลายใบพืชได้

3. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอนจะปลดปล่อยฟอสฟอรัสในดิน ให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ ดังนั้น หลังจากฉีดพ่นกรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน พืชจะสร้างรากใหม่ และเสริมสร้างระบบรากให้ซับซ้อนขึ้น

4. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน ที่แทรกอยู่ในโครงสร้างใบ จะทำให้แสงผ่านใบได้น้อยลง หรือใบพืชดักจับแสงได้มากขึ้น ทำให้อัตราสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นใบมีสีเขียวขึ้น

5. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน จะมีองค์ประกอบของโปแตสเซียมไอออนซึ่งกระตุ้นการลำเลียงอาหารภายในต้นพืช การสังเคราะห์แสงที่ดี ลำเลียงอาหารดีและระบบรากที่ดี จะส่งผลให้พืชเจริญเติบโตเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

6. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน สามารถดูดซับพิษของโลหะในดิน เช่นโซเดียม อลูมิเนียม แมงกานีส ฯลฯ ได้

7. กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน จะเคลือบใบ ทำให้พืชคายน้ำน้อยลงทำให้พืชสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งได้นานขึ้น และมากกว่าพืชปกติ


.
• เมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลล์ผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลล์ชั้นกลาง (mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ
Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลล์ที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลล์ในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลล์แข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง


• ซาร์คอน : มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก (Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์ (polymer) ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง
กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น

• กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิค สามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช


• การใช้กรดออร์โธ่ซิลิคอน ในนาข้าว
ความเป็นมาและความสำคัญของซิลิคอน ในวัฏจักรของข้าว การใช้และประโยชน์ของซิลิคอน
ซิลิคอน คือ ซิลิคอน (Si) เป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากออกซิเจน เราจึงพบซิลิคอนในพืชเกือบทุกชนิดรวมทั้งในดินเองก็มีซิลิคอนเป็นองค์ประกอบหลัก และนี้คือความสำคัญของซิลิคอนในวัฏจักรของข้าว

• การนำซิลิคอนไปใช้ของพืช จะต้องถูกดูดซึมทางรากและใบ โดยซิลิคอนจะละลายอยู่ในน้ำ และถูกดูดซึมไปกับน้ำในระบบการหาอาหารของพืช แม้ว่าซิลิคอนจะพบมากในดิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นซิลิคอนในรูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ รูปแบบของซิลิคอนที่ไม่ละลายน้ำ และพบเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือ ทราย กระจก แผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ แร่หินบางชนิด การเปลี่ยนซิลิคอนในรูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ ให้สามารถละลายน้ำได้ โดยกลไกของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสลายตัว หรือ การย่อยของจุลินทรีย์จะใช้เวลานานมาก ดังนั้นการปลูกพืชซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ซิลิคอนขาดแคลนได้


• ข้าวเป็นพืชที่ต้องการซิลิคอนจำนวนมาก
ในแกลบมีปริมาณซิลิคอนสะสมอยู่มาก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ข้าวเป็นพืชที่ต้องการซิลิคอนปริมาณมาก เพื่อให้เข้าใจถึงปริมาณของซิลิคอนในข้าว ถ้าเกษตรกรเคยสังเกต การเผาแกลบจะพบว่ามีขี้เถ้าเหลืออยู่จำนวนมาก เมื่อเทียบกับเถ้าของการเผาถ่าน หรือกิ่งไม้ เถ้าที่เหลืออยู่นี้แหละคือซิลิคอน
เคยมีการคำนวณเรื่องปริมาณซิลิคอนในนาข้าว พบว่าในข้าวเปลือก 1 ตัน มีองค์ประกอบที่เป็นแกลบอยู่ประมาณ 250 กิโลกรัม ในจำนวนนี้ จะเป็นปริมาณซิลิคอนมากกว่า 40 กิโลกรัม ถ้าผลผลิตต่อไร่ประมาณ 600 กิโลกรัมต่อไร่ จะพบว่าทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยว ซิลิคอนถูกขนย้ายออกจากพื้นนา มากกว่า 24 กิโลกรัม/ครั้ง ถ้านับตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ปริมาณซิลิคอนที่ถูกขนย้ายออกมา จะมีปริมาณมหาศาล แม้ว่าซิลิคอนจะไม่ใช่ธาตุอาหารหลัก แต่ก็เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในสร้างโครงสร้างและลำเลียงอาหารของพืช การขาดแคลนซิลิคอนจะทำให้ข้าวอ่อนแอง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง และการให้ปริมาณซิลิคอนที่มากพอจะทำให้ข้าวแข็งแรงเร็วขึ้นสอดคล้องกับปริมาณโรคและแมลง ที่มีการระบาดรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน และการให้ซิลิคอนในปริมาณที่เหมาะสมจะกระตุ้นการสังเคราะห์แสงของข้าว ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น



ประโยชน์ของซิลิคอน
ได้มีการทำวิจัยแล้ว จากหลายสถาบัน ว่าซิลิคอนมีประโยชน์ในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งจะกล่าวโดยกว้าง ๆ สำหรับพืชทั่วไป และจะได้ชี้ให้เห็น

•คุณประโยชน์เมื่อใช้ในนาข้าวต่อไป
1. ซิลิคอน ช่วยปลดปล่อยฟอสฟอรัส ในดินให้พืชสามารถใช้งานได้ ความจริงฟอสฟอรัสในดินมีปริมาณมาก แต่ภาวะดินเปรี้ยว และการใช้สารเคมีเชิงซ้อนปริมาณมาก ทำให้ฟอสฟอรัสในดินส่วนใหญ่ อยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้การให้ซิลิคอนกับพืช จึงทำให้ใช้ประโยชน์จากฟอสฟอรัสในดินอย่างคุ้มค่า ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารหลัก เกี่ยวข้องกับระบบรากและยอดอ่อน

2. ซิลิคอนที่พืชได้รับ จะถูกเปลี่ยนรูปเป็นของแข็งสะสมอยู่ตามผนังเซลล์ทำให้โครงสร้างต่าง ๆ ของพืชแข็งแรง แมลงเจาะน้ำเลี้ยงได้ยากลาบาก โรคต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อรา เข้าทำลายพืชได้ยากขึ้น

3. โครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ใบตั้งและรับแสงได้ดีขึ้น ใบกว้างขึ้น และแสงผ่านใบได้น้อยลง อัตราการสังเคราะห์แสงของพืชจะเพิ่มขึ้น

4. ซิลิคอน ช่วยดูดซับพิษจากโลหะ เช่น อลูมิเนียม สนิมเหล็ก โซเดียม มังกานีส

5. กรดออร์โธ่ ซิลิคอน ที่ฉีดพ่น จะเคลือบใบพืช ทาให้พืชคายน้ำน้อยลงนั่นคือ พืชจะทนต่อสภาพแห้งแล้งจากภาวะที่อากาศร้อนจัดได้ดีกว่าพืชปกติดังที่ได้ทราบข้างต้นแล้วว่า ซิลิคอนมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะข้าว ในเกษตรกรรมของประเทศที่เจริญแล้วเช่น ญี่ปุ่น มีการใช้ซิลิคอน เพื่อเพิ่มผลผลิตในนาข้าวกันอย่างกว้างขวาง แต่ซิลิคอนเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้มาจากส่วนเหลือในอุตสาหกรรม ซึ่งการควบคุมเรื่องสารตกค้าง หรือสิ่งเจือปนเป็นไปได้ยากลำบาก



ซิลิคอนในนาข้าว
ข้าวเป็นพืชที่ต้องการปริมาณซิลิคอนมาก (มากกว่า 24 กิโลกรัม/ไร่/รอบเพาะปลูก) โดยกลไกของธรรมชาติ ซิลิคอนจะกลับสู่วัฏจักรของข้าวโดยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ทั้งนี้ต้องมีการนำแกลบกลับเข้าไปยังพื้นนาด้วย กรดออร์โธ่ซิลิคอนของซาร์คอน เป็นสารละลายซิลิคอน จึงปราศจากสารตกค้าง และด้วยกรรมวิธีสกัดอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของซาร์คอน ทำให้กรดออร์โธ่ซิลิคอนที่ได้ บริสุทธิ์และถูกดูดซึมโดยข้าวได้ทันทีทั้งทางรากและใบ ทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อข้าวได้รับกรดออร์โธ่ซิลิคอน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นดังนี้
.
1. ใบข้าวจะเขียวตั้งขึ้น และกว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเกิดขึ้นหลังฉีดพ่น กรดออร์โธ่ซิลิคอนแล้ว เพียง 7 วันเมื่อกรดออร์โธ่ซิลิคอนเริ่มสะลมอยู่ในใบ และลำต้นข้าวมากพอจะทำให้ผนังเซลล์แข็งแรงขึ้น ใบข้าวตั้งและทึบแสงขึ้น ทำให้รับแสงได้เต็มที่ ใบที่กว้างขึ้น ทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น

2. ในพื้นนาที่มีข้าวต้นเล็กต้นใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากระดับน้ำที่ไม่เท่ากัน เมื่อข้าวใบตก จะเกิดการบังแสงกันเองของต้นข้าว ข้าวต้นเล็กจะยิ่งเจริญเติบโตช้า เนื่องจากแสงแดดจะออกรวง เมื่อข้าวส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้ว เมื่อข้าวใบตั้งจะทำให้ต้นข้าวได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง ทำให้ข้าวออกรวงพร้อม ๆ กันส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

3. ผนังเซลล์ที่หนาขึ้น เพราะมีซิลิคอนสะสมอยู่ นอกจากจะทำให้ใบตั้งแล้ว ยังทำให้ใบและลำต้นเหนียว ทำให้แมลงดูดซึมน้ำเลี้ยงได้ยากขึ้น การฝังสปอร์ของเชื้อราก็ทำได้ยากเช่นกัน และยังมีรายงานว่าต้นอ่อนของข้าวที่ได้รับกรดออร์โธ่ซิลิคอน จะมีความทนทานต่อหอยเชอรี่ได้มากขึ้นด้วย

4. เมื่อดินได้รับกรดออร์โธ่ซิลิคอนจะปลดปล่อยฟอสฟอรัสออกมาในพื้นนาที่เสื่อมโทรมมาก ๆ จากสภาพดินเปรี้ยว จะเห็นว่ามีการเกิดรากใหม่และแตกกอ หลังจากฉีดพ่นสารเพียง 5 วัน

5. การให้กรดออร์โธ่ซิลิคอน ในปริมาณที่มากพอจะทำใหปุ๋ย ละลายช้าลง เป็นการใช้ปุ๋ยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

6. กรดออร์โธ่ซิลิคอน ที่ฉีดพ่น บางส่วนจะเคลือบใบข้าว ทาให้พืชคายน้ำลดลง ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนจัด ต้นข้าวจะยังคงดูสดชื่น เมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ฉีด

7. การสังเคราะห์แสงดี ระบบรากยาว มีรากสีขาวมาก จะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตกว่าแปลงที่ไม่ได้ฉีดอย่างเห็นได้ชัด การฉีดพ่นกรดออร์โธ่ซิลิคอนในระยะก่อนตั้งท้องจะกระตุ้นให้ข้าวออกรวงพร้อม ๆ กัน จากการทดลองจะพบว่าแปลงที่มีการใช้กรดออร์โธ่ซิลิคอน อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ข้าวยังเล็กข้าวจะออกรวงเร็วกว่าแปลงปกติ 5-10 วัน

8. การทำนาที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ๆ ปริมาณไนโตรเจนที่ใส่ในนาข้าวต้องมีปริมาณที่มากพอ แต่โดยกลไกของธรรมชาติ การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณสูง ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดีแต่ละต้นจะอวบน้ำ ผนังเซลล์บาง ทำให้โรคและแมลงเข้าทำลายได้โดยง่ายลำต้นอ่อน หักล้มง่าย การให้กรดออร์โธ่ซิลิคอนจึงเป็นคำตอบของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การใช้ซิลิคอนสะสมในตัวข้าวมากพอ ทำให้การให้ปุ๋ยกลุ่มไนโตรเจนปริมาณสูง ๆ โดยไม่ทำอันตรายต่อต้นข้าว เกษตรกรจึงควรให้ปุ๋ยกลุ่มไนโตรเจนในระยะก่อนตั้งท้องและหางปลาทู เพื่อให้ข้าวออกเต็มรวงเมล็ดสมบูรณ์

9. ดังได้กล่าวมาข้างต้น เมื่อกรดออร์โธ่ซิลิคอนแห้ง จะทาตัวเป็นแผ่นฟิมล์บาง ๆ ในระยะน้ำนมเมื่อฉีดกรดออร์โธ่ซิลิคอน แผ่นฟิล์มดังกล่าวจะเคลือบให้สูญเสียน้ำน้อยลง เมล็ดจึงแกร่ง ได้ น้ำหนักดี
.

http://paccapon.blogspot.com/2016/11/blog-post.html 
ซาร์คอน Silicon is the Secret PPT
.
http://paccapon.blogspot.com/2016/02/salicylic-acid-sa.html 
งานวิจัยเกี่ยวกับ Salicylic acid; SA




สอบถามปรึกษาก่อนได้
☎️:084 - 8809595 , 084-3696633
📲Line id :    @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ  https://lin.ee/nTqrAvO