FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

ทำไม..ต้องแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนปลูก


คิดใหม่ ทำใหม่
เพื่อ..มันสำปะหลังไทย

“รากต้องแตกเร็ว ต้นต้องโตไว  ลงหัว (Tuberization) ต้องเร็ว
  และไว   หัวต้องใหญ่ ต้องโตเร็ว   เปอร์เซนต์แป้งต้องสูงขึ้นไว”

นี่คือ..หัวใจสำคัญ 
และมันต้องมี “ตัวช่วย” 
เพื่อให้เข้าเป้าหมาย


ตัวช่วย 3 ประสาน
ปลูก "มันสำปะหลัง" 🍀☘️
“แช่ท่อนพันธุ์”.. 
แช่ไป ทำไมกัน?

ทำไม? ต้อง..”แช่ท่อนพันธุ์” 
และการ “แช่ท่อนพันธุ์” สำคัญอย่างไร?
กับ..การปลูกมันสำปะหลัง ยุคใหม่

“แช่ท่อนพันธุ์”
ไม่ใช่..ต้องการเพียงแค่ว่า
ให้ “รากมาก รากดก” เท่านั้น แต่..เรา
“แช่ท่อนพันธุ์”..เพื่อให้มันครบเครื่องในทุกๆเรื่อง
ที่สำคัญ เพื่อเตรียมการให้พร้อมสำหรับต้นมัน 
ในอันที่จะให้การเจริญเติบโตที่ดี และมีการสร้าง
ผลผลิตที่สูงต่อไป และต้องไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษ
ตัองปลอดภัย

ไหนๆ ก็ “แช่ท่อนพันธุ์”..ทั้งที

• รากต้องดก รากต้องดี รากต้องแข็งแรง
• รากสะสมอาหารต้องมาก รากต้องสมบูรณ์เกินร้อย
• ต้นต้องมีภูมิต้านทานโรค ต้านทานเพลี้ยแป้ง ต้านทานแมลงต่างๆ ได้ดี (ได้รับวัคซีนพืช : SAR 
และเกราะป้องกันโรคและแมลง อันแข็งแกร่ง) 
• ทนทานแล้ง ทนทานร้อน ทนทานหนาว(Abiotic Stress Tolerances)


ทั้งหมด..ที่กล่าวมานี้
มีอยู่ใน “ซาร์คอน” (SARCON)
“ซาร์คอน + ออร์ซ่า” มี..คำตอบ
“ซาร์คอน + ออร์ซ่า” คือ..กุญแจทอง 
ไขเคล็ดลับดีๆ สู่พี่น้องชาวไร่มันสำปะหลัง ยุค 4.0
(หมายเหต : ถ้าต้องการให้ท่อนพันธุ์มัน มีอาหารให้
ในช่วงอนุบาลสำหรับต้นมันแรกปลูก (1-4 สัปดาห์) เสมือนวัยทารก ควรเสริมการแช่ด้วย “ซูการ์-ไฮเวย์” (พลังงานทางด่วน+โปรตีนทางลัด) จะเป็นการดีและมีประโยชน์ครบด้านมากที่สุด

........................................................................

"ซาร์คอน" (SARCON)
มีส่วนผสมกรดอินทรีย์บางตัวที่มีประโยชน์ต่อพืช (2-hydroxybenzoic acid และ Orthosilicic acid)
นอกเหนือจากการทำหน้าที่ “กระตุ้นการสร้างเซลล์ราก ให้ “รากดก รากแข็งแรง” แล้ว
"ซาร์คอน" (SARCON)..ยังทำหน้าที่เป็น
“สารกระตุ้นการเจริญเติบโต” (Plant Growth Stimulating) ให้พืช และเป็นสารกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ (Systemic Acquired resistance: SAR) เพื่อให้พืชเสมือนได้รับ “วัคซีน” เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ได้อีกด้วย 

อีกทั้งยังช่วยในการสร้างผนังเซลล์ (Cell Wall) ให้แข็งแกร่งดั่งคอนกรีต ด้วย Silicon(ในรูป Orthosilicic acid) เพื่อเป็นเกราะป้องกันเพลี้ยและแมลงต่าง ๆ ไม่ให้เข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันกับปัญหาเรื่อง สภาวะแล้ง (Drought Stress) ที่เป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ 
แต่..สิ่งที่เราสามารถทำได้ นั่นก็คือ 
“การสร้างความทนทานต่อสภาพแล้ง” ( Drought Stress Tolerance) ให้แก่พืช ด้วยการใช้ "ตัวช่วย" บางอย่างที่สำคัญ นั่นก็คือ การให้กรดอินทรีย์บางตัวที่มีอยู่ใน "ซาร์คอน" (2-hydroxybenzoic acid และ Orthosilicic acid) ได้ทำงานตามหน้าที่ของเขา และก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่งเท่าที่เราพอทำได้ 
ที่จะสามารถช่วยพืชได้ในภาวะที่พืชขาดน้ำในช่วงระยะสำคัญของการเจริญเติบโต (Vegetative Growth Stage) 
"ตัวช่วย" นี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อไม่ให้กลไกในกระบวนการทำงานต่างๆภายใน
ของพืช เกิดการสะดุดหรือเสียหายลงไป 
และนี่..จึงเป็นคำตอบเดียวที่ว่า.. 
"ทำไม..หลายๆคน จึงใช้ "ซาร์คอน" ในการแช่ท่อนพันธุ์ และฉีดพ่นต้นมันสำปะหลัง เป็นชั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะว่า..
การ “ติดกระดุมเม็ดแรกถูก ถูกทั้งตัว” นั่นเอง


.......................

• ไม่ต้องแปลกใจ
ว่า..ทำไม?

เมื่อพืชดูด"ซาร์คอน"(SARCON) ตอนที่
“แช่ท่อนพันธุ์” เข้าไป 
ทำไม?..พืชไม่ค่อยเหี่ยวง่าย 
“ทนร้อน ทนแล้ง ทนการขาดน้ำ” (Drought Tolerance) ได้ดี
เพราะเมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะไปสะสมมากในชั้นผนังเซลล์ของเซลล์ผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง (mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายต่าง ๆได้ 
ปกติพืชจะได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลล์ที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลล์ในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลล์แข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง

"ซาร์คอน" มีส่วนผสมของกรดซิลิซิค (Silicic acid) หรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว (Orthosilicic acid) และเป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก (Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์ (polymer) ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น
กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์ ( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง 
ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิค สามารถทำหน้าที่ได้ดีก็คือ การปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช



........................................................................

"ซาร์คอน" (SARCON) 
เป็นกรดอินทรีย์สังเคราะห์ที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการ "Revitalize" เซลล์ราก และการแช่ "ซาร์คอน" ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ได้รากเยอะและที่สำคัญรากนั้นๆต้องเป็นราก "Tuberous root" (รากสะสมอาหาร) ในปริมาณที่มากพอจากกระบวนการทำงานในระบบเซลล์ราก นี่เพียงแค่หนึ่งในหลายๆ คุณประโยชน์ของกรดอินทรีย์ที่มีอยู่ใน "ซาร์คอน" หลายๆชนิด ที่ทำหน้าที่ได้มากมายในระดับเซลล์ ทั้งหน้าที่

1) Revitalize ระบบเซลล์ราก (รากมาก รากเยอะ รากแข็งแรง) และเป็นรากสะสมอาหารเป็นส่วนใหญ่
2) Systemic Acquired Resistances (SAR) กระบวนการภูมิคุ้มกันโรคเสมือนได้รับ "วัคซีน"
(โรคใบไหม้ ใบหงิก โรครากเน่า โรคหัวเน่า โรคเหี่ยวเฉา บรรเทาและเบาบาง ลงไป)
3) Drought Tolerances ต้านทานความแห้งแล้ง ความร้อน ทนทานต่อการเหี่ยว การขาดแคลนน้ำ
5) Detoxicity ช่วยทำลายสารพิษตกค้างในดินที่จะทำอันตรายให้แก่พืช โดยการจับยึดไว้
6) Liberation of Nutrient ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่ถูกตรึงไว้ในดิน
7) Agglomeration กระบวนการสร้างผลึกแข็ง( Colliods Aggregrate) ของ Orthosilisic acid เพื่อไปสะสมที่ผนังเซลล์ (Cell Wall) ทำให้ผนังแข็งแกร่งดุจคอนกรีต ป้องกันเพลี้ยต่างๆ มาเจาะดูดน้ำเลี้ยงและปล่อยเชื้อไวรัสไว้
8)Increased rates of photosynthesis ช่วยเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงของพืช ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
9)Decreased rates of transpiration ช่วยให้พืชคายน้ำน้อยลง (แม้อุณหภูมิตอนกลางวันสูงถึง 38 องศาเซลเซียส) พืชจึงทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีขึ้น

........................................................................

หมายเหตุ : 
“ซาร์คอน” (SARCON) กับการให้ประโยชน์
แก่พืชอื่นๆ ทุกพืช

1) ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานเชื้อโรค (Systemic acquired resistance : SAR)
2) ช่วยเพิ่มการสร้างเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้เป็นเซลล์ใหม่(Revitalize)
3) ช่วยเพิ่มการออกดอก การแตกราก และการแตกใบของพืช
4) ช่วยเพิ่มคลอโรฟิลด์ให้พืช
5) ช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาพแล้ง (Drought Tolerance)
6) ช่วยเพิ่มระบบการหมุนเวียนน้ำ (Water Circulation) ในระบบท่อลำเอียง (Vascular
Tube)
7) ช่วยลดกระบวนการหายใจของเซลล์ รักษาคุณภาพและยืดอายุผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว 
ไม่ให้เน่าเสียเร็ว 
8)ช่วยคงความแน่นของเนื้อผล การเปลี่ยนแปลงสีและปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ 
9) ช่วยลดความเสียหายจากความเย็น (ColdInjury) 
10) ช่วยการเปิด-ปิดของปากใบ 
12) ช่วยการงอกของเมล็ด การดูดซับประจุ การแสดงออกของเพศ
12) ช่วยยับยั้งการสังเคราะห์และกระบวนการทำงาน
ของเอทธิลีน ที่ทำให้ผลไม้สุกเร็ว ชะลอการสุกของผลไม้
13) ช่วยเพิ่มจำนวนฝักและผลผลิตของถั่วเขียว
14) ช่วยเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงและปริมาณของคลอโรฟิลด์
15) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในกระบวน
การสังเคราะห์ฟลาโวนอยด์ 
16) ช่วยปลดปล่อยฟอสฟอรัส ในดินให้พืชสามารถใช้งานได้
17) ช่วยเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงของพืช
(Increased rates of photosynthesis)
18) ช่วยดูดซับพิษจากโลหะ เช่น อลูมิเนียม สนิมเหล็ก โซเดียม แมงกานีส (Decreasing
toxicity: Al,Fe,Mn)
19) ช่วยให้พืชคายน้ำน้อยลง(แม้อุณหภูมิตอนกลางวันสูงถึง 38 องศาเซลเซียส) พืชจึงทนต่อสภาพ
แห้งแล้งได้ดีขึ้น
20) ช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ลำต้นไม่หักล้มง่าย(The strengthening of epidermal cells
in leaves and stems)
21) ช่วยให้ผนังเซลล์แข็งแรงทำให้แมลงเจาะดูดน้ำเลี้ยงได้ยากลำบากขึ้น จึงทนทานต่อการถูก
ทำลายเสียหาย
22) ช่วยเพิ่มอัตราการงอกของยอดอ่อน เพิ่มความหนาแน่นของระบบราก
23) ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อสภาวะแห้งแล้ง(Enhances Drought Tolerance)
24) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าแทนที่ของอิออนบวกในดิน เพิ่มประสิทธิภาพของธาตุบำรุงพืช

ทำไมต้อง ซาร์คอน ?





📲inbox สอบถามปรึกษาก่อนได้
☎️:084 - 8809595 , 084-3696633
📲Line id :  @organellelife.com

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน คุยสอบถามข้อมูล หรือสั่งซื้อทางไลน์ได้ครับ>>

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

ออร์ซ่า (ORZA-400) - สารเพิ่มประสิทธิภาพ

ออร์ซ่า (ORZA-400)
สุดยอด "สารเพิ่มประสิทธิภาพ" ยุคใหม่ !! 
ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของสารอื่นๆ
ที่ใช้ร่วม ให้เพิ่มฤทธิ์มากขึ้นอย่างเด็ดขาด 
เสริมฤทธิ์ รวดเร็ว ฉับไว ถึงใจ
ด้วยการทำงานทั้ง..

“ลดแรงตึงผิว แผ่กระจาย เกาะติด ดูดซึม” ได้ดี 


ตามคุณสมบัติ..ขั้นเทพ
ระดับ Super 4 S นั่นคือ..
1) Super-Spreader (สุดยอดการแผ่กระจาย)
2) Super-Stricker (สุดยอดการเกาะติด)
3) Super-Systemic (สุดยอดการดูดซึม)
4) Super-Surfactant (สุดยอดการลดแรงตึงผิว)



คุณสมบัติของ “ออร์ซ่า” 
1) มีส่วนประกอบของสารซิลิโคน (Silicone)
ชนิดพิเศษ ที่ช่วยให้สารกำจัดวัชพืช สารกำจัด
แมลง สารกำจัดโรคพืช ฮอร์โมนพืช และปุ๋ย
เกล็ด ปุ๋ยน้ำทางใบต่างๆ จับติดใบพืชได้เด็ด
ขาด ฉับไว ภายใน 44 วินาที จึงทนทานต่อการ
ชะล้างสูง ทั้งจากฝนและจากการพ่นน้ำให้พืช

2) สามารถนำพา (Carier) สารกำจัดวัชพืช ให้
แทรกซึมเข้าสู่ใบและต้นวัชพืชได้มากและ
รวดเร็วขึ้น ทำให้วัชพืชตายเรียบ ตายสนิท

3) มีคุณสมบัติพิเศษในการเปิดปากใบ (Open
Stomata) เพื่อนำพาสารกำจัดศัตรูพืช (โรคและ
แมลงต่างๆ) แทรกซึมเข้าสู่รูของเซลล์ใบพืชได้
ดี จึงเพิ่มการดูดซึม (Systemic) สาร ทำให้
ละอองยาสัมผัสใบพืช หรือบริเวณที่เกิด
การระบาดของศัตรูพืชได้มากขึ้น

4) ช่วยลดแรงตึงผิว ทำให้สารแผ่กระจาย
(Spreader) ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งใบพืช
ทำให้ใบพืชสามารถรับสารได้อย่างทั่วถึงทั้งใบ
ในเวลาที่รวดเร็ว ดังนั้น..จึงสามารถดูดซึม
เข้าไปในเนื้อเยื่อพืชได้ในระยะเวลาไม่เกิน 1-2
นาทีหลังการฉีดพ่น จึงช่วยลดการสูญเสียจาก
แสงแดด ลม และฝน

ประโยชน์ของ ออร์ซ่า (ORZA-400)
1. ช่วยย่นระยะเวลาในการดูดซึมของสารต่างๆ
(สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งโรค & แมลง
และวัชพืช ตลอดจนปุ๋ยและฮอร์โมนพืช) ให้
เข้าสู่พืชโดยเร็ว ในระยะเวลาไม่เกิน 1-2 นาที

2. ประหยัดต้นทุน, ลดการสูญเสียสารต่างๆ ที่ฉีด
พ่น ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อฉีดพ่นไป ก็จะตกหล่น
ลงบนพื้นหรือระเหยสูญเสียทิ้งไป

3. ลดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะไม่ต้อง
ฉีดบ่อยครั้ง เนื่องจากการฉีดพ่นไม่ได้ผลและ
ประสิทธิภาพที่เพียงพอ เป็นต้น

4. สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่ผู้ใช้ ใช้ได้กับ
พืชทุกชนิด

5. ลดความเสี่ยงจากสารเคมี ที่ต้องใช้มากเกินไป
ในการฉีดพ่นแต่ละครั้งอาทิ ยากำจัดวัชพืช
เป็นต้น

6. มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูง

7. ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม



หมายเหตุ : 
ออร์ซ่า (ORZA) ไม่ใช่เป็นเพียงสารจับใบทั่วไป ที่เป็นเพียงแค่ “ลดแรงตึงผิว” แต่ไม่ช่วยดูดซึมสารเข้าสู่ปากใบของพืช

ORZA-400 : (ออร์ซ่า-400) 
Benefit Silicone modified Trisiloxane Nonionic silicone surfactantility Very low surface energy
มีคุณสมบัติช่วยในการแผ่กระจายของสาร (Super Spreading) เพิ่มอำนาจในการแทรกซึม (Penetrating) และมีความทนทานต่อการชะล้างของน้ำฝน (Rainfall)

DESCRIPTIONS :
ORZA-400 (ออร์ซ่า-400)
เป็น Modified Trisiloxane และเป็นสาร Organosilicone Surfactant ที่ช่วยในการแผ่กระจายของสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Super ability of Spreading) ซึ่งสามารถลดแรงตึงผิวของน้ำให้ลดลงเหลืออยู่ที่ 20.5 mN/m เพียงใช้แค่ความเข้มข้นแค่ 0.1% (wt.)
เมื่อผสม ORZA-400 (ออร์ซ่า-400) กับสารเคมีที่ต้องการใช้แล้ว เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และฉีดลงบนใบของพืชนั้นจะพบว่าสามารถลดมุม (Contact angel) ของหยดน้ำที่เกาะบนใบพืชได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลทำให้ใบเปียกได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติพิเศษ :
ของ ORZA-400 (ออร์ซ่า-400)
ที่เหนือกว่าสารจับใบชนิดอื่นๆที่เป็นแค่ Surfactant (สารลดแรงตึงผิว) แต่เพียงอย่างเดียว แต่การที่เป็นสาร Silicone ชนิดพิเศษ จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการนำสารเคมีต่างๆเข้าปากใบ (Stomata) ของพืชด้วยวิธีพิเศษได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านทาง Stomatal Infiltration ซึ่ง Surfactant (สารลดแรงตึงผิว) อื่นๆทั่วไปไม่สามารถทำได้

นอกเหนือจากจะสามารถทำให้สารเคมีที่ใช้ในพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็วแล้ว ยังจะมีประโยชน์ในกรณีฝนตกหรือลมแรงพัดเอาสารเคมีตกพื้นหมด
- ลดแรงตึงผิวอยู่ได้ที่ 20.5 mN/m (ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี
จะทำให้น้ำจะแผ่กระจายในใบได้มากขึ้น ไม่เกาะ
เป็นหยด)
- สามารถทำงานได้ดีเมื่ออยู่ใน PH 6-8
- สามารถใช้กับพืชได้ทุกช่วง ไม่มีผลกับดอกและ
ผลอ่อน ของผลไม้

TECHNICAL DATA :
ค่าแรงตึงผิวที่ความเข้มข้น 0.1% [mN/m].....< 20.5 mN/m


HOW TO USE :
1 ) การผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพในถังผสม
โดยทั่วไป สามารถเติม ORZA-400 (ออร์
ซ่า-400) 2-4 CC ลงในน้ำ 20 ลิตร เพื่อฉีด
พ่นเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึมของสาร
เคมีต่างๆที่ฉีดพ่น นอกจากนั้นยังสามารถลด
ปริมาณการพ่นของสารเคมีได้อีก มีอัตราส่วนที่
เหมาะสมในการผสมดังนี้ :
- สารกระตุ้นการเจริญเติบโต ( Plant promote
regulator) : 0.025%-0.05%
- สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) : 0.025%-0.15%
- สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช (Pesticide) :
0.025%-0.1%
- สารกำจัดแบคทีเรีย (Bactericide) :
0.015%-0.05%
- ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม (Fertilizer and trace
element) : 0.015%-0.1%

•วิธีการผสม : 
1)ให้ผสม ออร์ซ่า (ORZA-400) หลังจากที่ผสม
สารอื่นๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในอัตราส่วน 80%
ของน้ำที่จะใช้ก่อนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงเติม
น้ำให้ครบ 100% และผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน
ซึ่งมีข้อแนะนาในการใช้ ออร์ซ่า (ORZA-400)
คือมักจะมีการลดปริมาณของน้ำที่จะใช้ฉีดพ่น
ในปริมาณปกติ 1/2 ของปริมาณน้ำปกติ เมื่อ
เทียบกับปริมาณน้ำก่อนการใช้สารเพิ่ม
ประสิทธิภาพ (ปริมาณที่แนะนำ)
ยกตัวอย่างเช่น :
ปกติผสมปุ๋ย 10 กรัมในน้ำ 20 ลิตร สามารถฉีดผลผลิตได้ 1 ไร่ แต่ถ้าเติมสารเพิ่มประสิทธิภาพ ออร์ซ่า (ORZA-400) ลงไป สามารถผสมปุ๋ย 5 กรัมในน้ำ 10 ลิตร สามารถฉีดพ่นได้ 1 ไร่ เช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและยา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชัดเจน เพราะเวลาฉีดพ่นสารเคมีจะทำให้ใบเปียกได้เร็วมากขึ้น
และ ออร์ซ่า (ORZA-400) ยังนำพาสารเคมีเข้าสู่ปากใบพืชโดยตรงได้อีกด้วย จึงลดเวลาและปริมาณของการฉีดพ่นสารเคมีลงได้


สรุป : สารจับใบมีหลายประเภท ตั้งแต่ราคาถูกจนถึงแพง ถ้าเป็นพวกสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ธรรมดาทั่วไป ราคาจะไม่แพง
แต่จะสามารถทำได้เพียงแค่ลดแรงตึงผิวของน้ำได้เท่านั้น เพื่อให้เกาะอยู่บนใบได้นานขึ้นนิดหน่อย
แต่ในส่วนสารจับใบตัวที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเรื่องของการดูดซึมของพืช ให้ได้รับสารที่พ่นมากขึ้น ก็จะมีราคาสูงขึ้นมาตามลำดับ
และด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญของ ออร์ซ่า (ORZA-400) ที่เหนือกว่าสารจับใบทั่วไปคือ สามารถนำพาสารต่างๆ ทั้งเคมีและอินทรีย์ที่ฉีดพ่นลงไปบนใบพืชผ่านเข้าไปทางปากใบโดยตรงได้ โดยผ่านกระบวนการ Stomatal Infiltration Pathway
จากคุณสมบัติที่พิเศษตรงนี้นี่เอง ที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารเคมีที่ใช้อยู่ได้อย่างเต็มความสามารถ เพราะว่าพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สามารถช่วยลดค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี กำจัดศัตรูพืช ที่ต้องฉีดพ่นบ่อยๆ และลดค่าแรงงานในการพ่นยาได้





สอบถามเพิ่มเติม
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID :  @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ
https://lin.ee/nTqrAvO

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

เสาวรส


คู่พิชิตไวรัส ( อีเรเซอร์วัน + ซิกน่า
สำหรับ"เสาวรส" และพืชต่างๆ ที่หลายท่านเลือกใช้
ป้องกันและควบคุม ไวรัส เชื้อรา สร้างภูมิต้านทานโรค 
ติดดอกดี ติดผลดี ปลอดภัย ไม่มีสารพิษ ☘️



.
อีเรเซอร์วัน + ซิกน่า วัคซีนพืช ตรา ผีเสื้อมรกต ที่เกษตรกรมั่นใจมานานกว่า 15 ปี 

.
การป้องกันไวรัสพืช ด้วยกระบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคสำหรับพืช สามารถคลิกลิงค์เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ค่ะ
http://paccapon.blogspot.com/2016/07/sarx.html
.












สอบถามหรือปรึกษาโรคพืชได้ที่
☎️:084 - 8809595 , 084-3696633
📲Line ไอดี  @organellelife.com (พิมพ์@ด้วยนะคะ)

หรือคลิ๊กที่ลิงค์ด้านล่าง เพื่อสอบถามข้อมูลและขอคำแนะนำได้ค่ะ
https://lin.ee/nTqrAvO 



วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

SA กับ อากาศเปลี่ยน


อากาศเปลี่ยนแปลง
ย่อมมีผลกระทบต่อพืช

Pollution spots ("weather fleck")
or physiological spots.
In fact, the symptoms of "weather fleck" are induced by ozone (O3) which is an air pollutant affecting many plants. This gas is produced secondarily in the atmosphere as a result of chemical reactions involving primary pollutants such as nitrogen dioxide (NO2) and hydrocarbons (HC), this under the influence of solar radiation.


it is considered the most important air pollutant. It enters the leaves through the stomata and affects mesophyll cells. It causes many small spots, located mostly on the upper side of lamina, sometimes contiguous and located along the midrib and secondary veins . These spots are often found on basal leaves. Their colour changes over time and turns fairly quickly from brown at first, to greyish white afterwards . When the attacks are very severe, whole leaves are affected. They age prematurely and fall.



Salicylic acid-induced abiotic stress tolerance and underlying mechanisms in plants


Ozone Stress
Ozone is among the major components of photochemical air pollution responsible for causing significant damage to both cultivated plants and forest trees (Wang et al., 2007). Ozone enters to mesophyll cells via stomata where it immediately interacts with water and other cellular components to generate phytotoxicity mainly by elevating the generation of ROS (such as , H2O2,.OH, and 1O2), and triggering a series of signaling cascades and plant defense responses (Long and Naidu, 2002; Ashmore, 2005). Extensive reports are available on the key regulatory roles of SA in plant-ozone stress tolerances (Yalpani et al., 1994; Sharma et al., 1996; Yoshida et al., 2009; Khan et al., 2012a; Pál et al., 2014). SA can work as a signal molecule and promote molecular and physiological changes in ozone-exposed plants (Tamaoki, 2008). Moreover, SA is required to potentiate the antioxidant response, maintain cellular redox state, and activate processes against hypersensitive cell death and ozone-sensitivity (Rao and Davis, 1999). SA was reported to maintain plant growth, development and cellular redox system by activating the GSH-biosynthetic pathway (Yoshida et al., 2009).




In ozone-exposed A. thaliana, SA was involved in the accumulation of defense-related transcripts and induced resistance (Sharma et al., 1996). SA is also involved in signaling network integrating other phytohormones such as JA and/or ethylene in ozone-exposed plants (Rao et al., 2002). Notably, both SA and ethylene were evidenced by these authors to act in concert to regulate ozone-induced cell death in A. thaliana. In the same plant, ozone-mediated induced biosynthesis of JA or methyl jasmonate was reported to attenuate SA-dependent lesion-initiation that eventually was considered as a major factor for the decreased lesions caused by ozone (Rao et al., 2000). It has also been evidenced that ozone-accrued SA-accumulation can be promoted by ethylene-mediated regulation of the expression of the PAL and chorismate mutase (CM) genes in ozone-exposed Nicotiana tabacum (Ogawa et al., 2005). In another study, ozone-sensitivity in hybrid poplar was correlated with insensitivity to both SA and jasmonic acid, where these phytohormones were associated with the programmed cell death in lesion formation (Koch et al., 2000).


Temperature Stress
In the current changing environmental scenario, both low (cold and chilling stress) and high (heat) temperatures have become a potential abiotic stress-threat to crop plants. Temperature stress affects many plant-physiological and biochemical processes and induces molecular mechanisms and gene expression to modulate plants responses (Larkindale and Knight, 2002; Khan et al., 2013a,b; Kazemi-Shahandashti et al., 2014; Siboza et al., 2014). SA-supplementation has been reported to differentially benefit several plant species exposed to low/chilling temperatures (Janda et al., 1999; Ding et al., 2002; Horváth et al., 2002; Kang et al., 2012; Kazemi-Shahandashti et al., 2014; Siboza et al., 2014) and high (He et al., 2002; Larkindale and Knight, 2002; Clarke et al., 2004; Shi et al., 2006; Wang and Li, 2006; Wang et al., 2010; Khan et al., 2013a,b). SA (0.5 mM) modulated antioxidant enzymes (such as ascorbate peroxidase, APX; superoxide dismutase, SOD; guaiacol peroxidase, GPOX; GSH reductase, GR) and improved chlorophyll fluorescence in Z. mays under low (2°C) temperature stress (Janda et al., 1999). Exogenously SA can inhibit the activity of isozymes (CAT-1 and CAT-2) of catalase (CAT) which in turn can mediate responses of Z. mays to low temperature stress (Horváth et al., 2002).


Salicylic acid (2.0 mM)-mediated increased synthesis of total phenolics and the activity of PAL were reported to improve chilling tolerance in cold-stored lemon fruit (Citrus limon; Siboza et al., 2014). Mutlu et al. (2013) reported that exogenously sourced SA results in cold tolerance by enhancing antioxidant enzymes, ice nucleation activity, and the patterns of apoplastic proteins in H. vulgare genotypes. In another report, SA significantly protected ultra-structures in Musa acuminata seedlings under chilling stress (Kang et al., 2012). Least reports are available in literature on the molecular mechanisms underlying SA-mediated improved plant tolerance to cold/chilling temperature. Increased chilling tolerance was evidenced in chilling-exposed S. lycopersicum fruit as a result of low concentrations of (0.01 mM) MeSA-mediated induction in the synthesis of some stress proteins, such as PR proteins (Ding et al., 2002). The applied MeSA significantly increased accumulation of PR-2b and PR-3amRNAs but slightly increased PR-3b mRNA accumulation (Ding et al., 2002).
Salicylic acid-mediated improved plant tolerance to heat stress has also been reported (He et al., 2002; Larkindale et al., 2005; Wang et al., 2010; Khan et al., 2013a,b). Larkindale and Knight (2002)reported that the transgenic Arabidopsisseedlings showing a bacterial SA-decomposing salicylate hydroxylase were less tolerant to heat stress. SA signaling played an important role in the acquisition of Ocimum basilicum to heat (Clarke et al., 2004). SA application increased antioxidant system in Vitis vinifera and induced activity of APX, GR, and monodehydro ascorbate (MDHA), increased redox ratios of AsA and GSH, and maintained Ca2+-homeostasis were reported in SA-supplemented and cold/heat treated V. vinifera (Wang and Li, 2006). SA (1.0 mM) decreased electrolyte leakage and oxidative stress, and improved maximum yield of PSII, Fv/Fm, and the quantum yield of the PSII electron transport in Cucumis sativa seedlings after both heat stress and recovery (Shi et al., 2006). Recently, Khan et al. (2013b) have shown that treatment of 0.5 mM SA can alleviate heat stress in T. aestivum by increasing Pro-production and restriction of the stress ethylene formation under heat stress. Notably, the details of the mechanisms of heat stress mitigation with the application of SA are not available and the area could be an open challenge at both physiological and molecular levels.
M. Iqbal R. Khan,1 Mehar Fatma,1 Tasir S. Per,1 Naser A. Anjum,2,* and Nafees A. Khan1




Salicylic acid-induced abiotic stress tolerance and underlying mechanisms in plants

M. Iqbal R. Khan,1 Mehar Fatma,1 Tasir S. Per,1 Naser A. Anjum,2,* and Nafees A. Khan1

Abstract
Abiotic stresses (such as metals/metalloids, salinity, ozone, UV-B radiation, extreme temperatures, and drought) are among the most challenging threats to agricultural system and economic yield of crop plants. These stresses (in isolation and/or combination) induce numerous adverse effects in plants, impair biochemical/physiological and molecular processes, and eventually cause severe reductions in plant growth, development and overall productivity. Phytohormones have been recognized as a strong tool for sustainably alleviating adverse effects of abiotic stresses in crop plants. In particular, the significance of salicylic acid (SA) has been increasingly recognized in improved plant abiotic stress-tolerance via SA-mediated control of major plant-metabolic processes. However, the basic biochemical/physiological and molecular mechanisms that potentially underpin SA-induced plant-tolerance to major abiotic stresses remain least discussed. Based on recent reports, this paper: (a) overviews historical background and biosynthesis of SA under both optimal and stressful environments in plants; (b) critically appraises the role of SA in plants exposed to major abiotic stresses; (c) cross-talks potential mechanisms potentially governing SA-induced plant abiotic stress-tolerance; and finally (d) briefly highlights major aspects so far unexplored in the current context.

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4485163/



ปรึกษาเรา
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)


หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ http://line.me/ti/p/%40organellelife.com