FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"วายร้าย ไว้รัส" ภัยเงียบสำหรับพืช บัดนี้..มีทางออก ให้เลือกแล้ว

"วายร้าย ไว้รัส
ภัยเงียบสำหรับพืช 
บัดนี้.. มีทางออก ให้เลือกแล้ว



"แมลงหวี่ขาว" (Whitefly)

"เจ้าวายร้าย" ที่เป็นหนึ่งใน "มหันตภัยเงียบ"
ที่คอยทำลายพืชให้เสียหาย มากมายหลายชนิด

ใช้วิธีการเก่าๆ เราไม่อาจเอาชนะมันได้
การเอาสารเคมีหลายชนิดที่รุนแรง หรือชนิดแพงๆ มาไล่ฆ่ามัน ฆ่าอย่างไรก็ไม่มีวันชนะมันได้เลย

ลองเปลี่ยนเป็น "แนวทางใหม่ๆ" กันดูดีไหม?
เผื่อมันจะ "ใช่" และ.."เอาอยู่"
ลองดู !!! กัน

- คิดแบบเดิม
- ทำแบบเดิม
- เชื่อแบบเดิม
- ใช้แบบเดิม

ผลลัพธ์ก็อาจจะได้แบบเดิมๆ


ZIGNA (All in One) : ซิกน่า (ออล อิน วัน)

สารส่งสัญญาณในการต่อต้านโรคและแมลงต่างๆ
( Cell Signalingin Resistance of Plant for Pathogen& Insect ) ทำงานผ่านระบบ SAR และ ISR ซึ่งมีส่วนผสมของสารสำคัญในขบวนการ SA-Signaling Pathway และขบวนการ JA-Signaling Pathway และธาตุอาหารสำคัญบางตัวอาทิ Ca , Zn และสารสำคัญบางตัว อาทิ Amino acid , Malate Compounds เป็นต้น
.
ZIGNA : ซิกน่า
1) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.
.
2) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง
ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ
- กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
- กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
- กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal อาทิ Terpines , Indoles, Phenolics ฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช
.
3) การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น และเพื่อเป็นสารตั้งต้น ( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น (Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น
.
4) พืชที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของพืชอาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ
.
นี่คือ..แนวทางเบื้องต้นในการป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้ามาสู่พืชของเรา แบบปลอดภัยไร้สารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยหรือฆ่าแมลงที่แนะนำกันมาตามตำราพันปี ถ้าเรายังฝังใจกับการใช้สารเคมีดูดซึมชนิดรุนแรงเพื่อฆ่าแมลงพาหะ เราไม่มีวันชนะมันอย่างแน่นอน ฆ่ามันตายได้ก็หลังจากที่มันเข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหารและต้องตายไปเพราะรับพิษร้ายจากสารเคมีที่เราฉีดไว้ แต่ตัวแมลงพาหะเองก็ได้ดูดซึมยาเข้าไปแล้วและก็ต้องตายไป แต่ในขณะเดียวกัน..เชื้อไวรัสก็ได้ถูกปล่อยไว้ในต้นพืชนั้นที่มันไปดูดกินน้ำเลี้ยงไว้แล้ว พืชก็ต้องติดเชื้อร้ายแห่งไวรัส แมลงพาหะมา 1,000 ตัวมาดูดกินน้ำเลี้ยงพืช 1,000 ต้น ถึงตัวแมลงพาหะมันจะตายไปแต่เชื้อร้ายก็ยังคงอยู่ และพืชทั้ง 1,000 ต้นก็ไม่พ้นต้องติดเชื้ออยู่ดี แต่ถ้ามันมี"ภูมิต้านทาน"(วัคซีน) จากกระบวนการ SAR ก็โชคดีไป เพราะมันก็ สามารถ "เอาอยู่" หรือควบคุมอยู่ พืชก็ปลอดภัยแม้จะรับเชื้อร้ายไว้ ก็ควบคุมอยู่ และสิ่งที่สำคัญและดีที่สุดคือพยายามอย่างไรที่จะไม่ให้มันเข้ามาปล่อยเชื้อร้ายแก่พืชเราได้ ก็ต้องหาวิธีขับไล่ วิธีไหนดี "ขับไล่" ไปไกลๆให้ได้ซิ ขับไล่ไปให้ได้มากที่สุด อาจจะมีแมลงพาหะพวกเกเร หัวแข็ง หลุดเข้ามาบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ส่วนใหญ่เราขับไล่มันไปให้ได้มากที่สุด พืชเราก็จะปลอดภัย คงต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน
ฝากไว้ครับว่า "การป้องกันสำคัญที่สุด"
จำไว้เลยครับ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า...

ทำไม? เราจึงต้องใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA)
และทำไม? เมื่อใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA) ไปเรื่อยๆแล้ว ปัญหาเรื่องแมลงจะค่อยๆลดน้อยถอยลงไป ไม่สร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเราในระยะยาว ถ้าขืนใช้แต่สารเคมี ปัญหามีแต่จะยิ่งแย่ไปใหญ่
เพราะ..คุณจะไม่มีวันรบชนะแมลงต่างๆได้เลย ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ เพื่อเข่นฆ่ามัน ด้วยสารเคมี ในสภาวะที่ดินฟ้าอากาศของ "โลกวิกฤติ" หรือ "โลกเปลี่ยน" ไปแบบนี้ เพราะเรารู้ดีว่า..สาเหตุใหญ่คือ.."สภาวะโลกร้อน" นั่นเอง

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

ทำไม? แมลงจึงระบาด
http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0

http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html

http://paccapon.blogspot.com/2015/06/blog-post_26.html




Plant Defenses พืชมีระบบป้องกันตนเอง อย่างไร?

สามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ

วิธี (1) ก็จะเป็นการป้องกันเชิงกายภาพ นั่นก็คือชั้น Cuticle และ Cell Wall ที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเข้ามารุกราน ก็จะมีพวกสาร คิวติน (Cutin), แวกซ์ (Wax) และซูเบอริน (Suberin) เคลือบอยู่

วิธีที่ (2) เรียกว่า Hypersensitive response เมื่อการรุกรานของเชื้อประสบความสำเร็จก็จะมีการตอบสนองโดย receptor ที่รับรู้ถึงการบุกรุก ไปกระตุ้นให้มีการสร้าง Reactive Oxygen Species (ROS) ซึ่งได้แก่ O2 radical hydrogenperoxide และ hydroxyl radicle ที่เป็นอนุมูลอิสระซึ่งจะแตกตัวเป็นลูกโซ่กับสารชีวโมเลกุลภายในเซลล์ และต่อโมเลกุลของเชื้อที่รุกรานเข้ามา ส่งผลให้บริเวณที่มีการตอบสนองมีการตายของเซลล์เกิดขึ้น ช่วยในการทำลายแหล่งอาหาร และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย เรียกกระบวนการนี้ว่า Programmed Cell Death (PCD) แต่กระบวนการนี้ยังต้องอาศัยสารสัญญาณอีกอย่างคือ NO (Nitric Oxide) จึงจะประสบความสำเร็จ เมื่อภายในเซลล์มี NO และ Reactive Oxygen Species เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์เอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่กระทำหน้าในวิถีการสังเคราะห์สารปกป้อง เช่น lignin, Phytoalexin, Salicylic acid ที่จะช่วยป้องกันและทำลายเชื้อโรคและเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโดยตรงคือกลุ่มของ Hydrolytic Enzyme

วิธีที่ (3) เรียกว่า Systemic Acquired Resistance (SAR) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับสารสัญญาณที่มาจาก Hypersensitive Response สารตัวหนึ่งที่ทราบกันดีคือ Salicylic Acid สัญญาณดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์สารทุติยภูมิหรือ Secondary Metabolite เช่น พวก anthocyanin, limonene, menthol, curcumin ที่ในบางชนิดเรานำมาใช้งานในรูปแบบของยาสมุนไพร ตัวหนึ่งเลยที่ผมกำลังศึกษาอยู่คือ Curcumin ซึ่งเป็นยาสารพัดโรค มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวกและมีผลการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถเป็น freeradical-scavenger หรือ antioxidant, chemoresistance agent, antimutative agent อย่างกว้างขวาง ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหลังกระบวนการติดเชื้อและพืชสามารถรอดตายจากการติดเชื้อนั้น

การควบคุมกลไกต่าง ๆ นั้นถูกกำหนดโดยยีนที่เรียกว่า R-genes ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดควบคุมความตอบสนองต่อเชื้อ และกระบวนการต่อต้านเชื้อ R-genes นั้นพบได้หลายชนิดในต้นเดียวและมักจะอยู่เป็นชุด ๆ ผลผลิตของ R-genes ส่วนหนึ่งจะกระจายไปอยู่ตาม membrane เพื่อเป็น receptor เมื่อมีการเกาะของเชื้อ หรือกระจายอยู่ใน Cytoplasm เพื่อตอบสนองต่อโมเลกุลของเชื้อที่เกิดมาจากการรุกราน R-genes นี้จะถูกนำมาใช้เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานสูง ซึ่งการคัดเลือกด้วยยีน เราจะเรียกว่า Marker assisted selection (MAS)
อ้างอิง: Linconln Taiz & Eduaro Zeiger, Plant Physiology Fourth Edition, 2006.
และวิชา 416457 Genome & DNA Markers สอนโดยอาจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล และ อาจารย์ดร.วิภา หงษ์ตระกูล
พืชป้องกันตัวจากแมลงได้อย่างไร?


โดยปกติแล้ว พืชมีระบบป้องกันตัว 2 แบบ 
คือแบบ Constitutive Defense Response และ Induced Defense Response ซึ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่ระบบจะตอบสนองก่อนหรือหลังจากถูกโจมตี การตอบสนองนั้นในบางครั้งได้ผลลัพธ์เป็นสารต่อต้านตัวเดียวกัน นั่นก็คือพวก "สารทุติยภูมิ"(secondary metabolite)
1) Constitutive Defense Response : คือระบบจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะมีความจำเพาะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของพืช(species-specific) และระบบจะมีการเก็บรวบรวมสาร ซึ่งอาจใช้เป็น Precursor สำหรับตอบสนองได้ทันทีที่มีการโจมตีเกิดขึ้นหรือเป็นสารทุติยภูมิที่เป็นพิษต่อแมลง หรือน้ำมันหอมระเหยที่จะดึงดูดแมลงศัตรูธรรมชาติ (Predator) ให้มาจัดการครับ
2) Induced Defense : เป็นระบบที่เปิดขึ้นเมื่อตรวจพบการโจมตี ซึ่งจะมีการตอบสนองขึ้นอยู่กับระดับการโจมตี แบ่งได้เป็น 3ชนิด

1. Phloem feeders พวกเจาะกินน้ำเลี้ยง ซึ่งจะทำให้มีบาดแผลเล็กน้อยที่ Epidermis และ Mesophyll cells แต่จะมีการตอบสนองไปในแนวทางของการรับมือกับเชื้อก่อโรคที่ติดตามมากับบาดแผลมากกว่า
2. Cell content feeders พวกกินเนื้อไม้ จะทำให้เกิดบาดแผลปานกลางแก่ต้นพืช
3. Chewing insects พวกปากกัดแทะ เช่นพวกหนอนผีเสื้อ หนอนกินใบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่พืช ซึ่งจะมีระบบตอบสนองแบบจำเพาะ
.
"ระบบตอบสนองแบบจำเพาะ" ต่อน้ำลายของแมลง : เมื่อมีการโจมตีโดยแมลงศัตรูคู่อาฆาต โมเลกุลในน้ำลายของแมลงจะมีส่วนช่วยในกระบวนการกระตุ้นระบบป้องกันโดยตรง ยกตัวอย่างในหนอนผีเสื้อบางชนิด น้ำลายของมันจะมี "กรดอะมิโน กลูตามิน" อยู่มาก ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยากับกรดไขมัน, ไลโนเลนิคและ ไลโนเลอิค โดยใช้เอ็นไซม์ที่อยู่ในพืช รวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ Fatty acid-Amino acid หรือ Fatty acid Amides แล้วมีการเติมหมู่ Hydroxyl ที่ตำแหน่งที่ 17 ของไลโนเลนิค เรียกชื่อสารนี้ว่า Volicitin ซึ่งสารตัวนี้จะมีความสามารถในการชักนำให้มีการสร้างสารหอมระเหย(Volatine) ในพืชและเมื่อพืชได้รับสัญญาณนี้ก็จะมีการกระตุ้นวิถีป้องกันหลักที่ชื่อว่า Octadecanoid Pathway ที่จะนำไปสู่การสร้างสารสัญญาณ Jasmonic acid (JA)
.
Jasmonic acid (JA) : จะมีบทบาทต่อไปในการชักนำให้มีการสร้างโปรตีนพืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติขัดขวางการย่อยของแมลงศัตรูพืช อาทิเช่นสาร Alpha amylase inhibitors ที่จะไปเอนไซม์ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตของแมลง และ/หรือ Lectin ที่จะเข้าไปจับกับคาร์โบไฮเดรต หรือสารประกอบคาร์โบไฮเดรตโปรตีนหลังจากการย่อย Lectin จะไปจับอยู่กับ Epithelial cells ส่งผลยับยั้งการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย สารตัวหนึ่งที่รู้จักกันดีคือ "Proteinase Inhibitors" ที่จะไปทำหน้าที่ยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน โดยจะไปจับจำเพาะกับเอ็นไซม์เช่น trypsin, chymotrypsin ของแมลงนั้น ๆอย่างไรก็ดี แมลงบางชนิดก็มีการปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองมีความสามารถในการทำลายหรือนำสารต่อต้านของพืชมาใช้ประโยชน์ ส่งผลให้การรุกรานประสบผลสำเร็จแต่พืชเองก็มีการปรับตัวต่อต้านเช่นกันเกิดเป็นวิวัฒนาการร่วมกันต่อเนื่องมาหลายล้านปีต่อมา
แหล่งอ้างอิง :
1) Linconln Taiz & Eduaro Zeiger, Plant Physiology Fourth Edition, 2006. (Secondary metabolite and plant defence)
2) Molecular Plant Pathology, Annual Plant Reviews V.4Matthew Duckinson และ Jin Beynon
.

✅ไวรัส
✅เชื้อรา
✅ความเสียหาย

อย่ารอให้เกิด !!
#ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ หากชอบแบบแก้ไขบางครั้งก็ต้องยอมทำใจ เพราะมันจะไม่ 100%ค่ะ

====
ปรึกษาปัญหาโรคพืช หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
084-8809595 , 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยนะคะ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน แล้วทักแชทได้เลย http://line.me/ti/p/%40organellelife.com





#ซิกน่า #ZIGNA

สภาวะโลกร้อน (Global Warming)

มีผลกระทบต่อการระบาดของแมลง

- คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีมากขึ้น
- การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ได้มากขึ้น
- คาร์โบไฮเดรตมีปริมาณเก็บสะสมไว้ที่ใบมากขึ้น
- ไนโตรเจนมีปริมาณมากขึ้น (ในปริมาณที่สัมพันธ์
กัน)
- จัสโมนิค แอซิด (Jasmonic acid) สร้างได้ลดลง
- กลไกในกระบวนการป้องกันตนเอง (Plant
Defenses) ลดลง
- ประชากรแมลงเพิ่มมากขึ้น ระบาดเพิ่มมากขึ้น
- พืชอ่อนแอลง มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูต่ำ



นักวิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่า "เมื่อพืชเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอากาศไปเป็นคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้น และนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกรดอะมิโน (Amino acid) และสารสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นในเซลล์ ร่วมกับแร่ธาตุไนโตรเจน (N) ที่ได้จากดินได้ในปริมาณมาก จะทำให้แมลงมากัดกินใบพืชมากตามไปด้วย เพื่อให้ได้ธาตุไนโตรเจนอย่างเพียงพอต่อความต้องการของพวกมัน

นักวิจัยพบว่า เมื่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งล่อให้แมลงศัตรูพืชบุกเข้ามาจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่น ด้วงญี่ปุ่น (Japanese beetle), หนอนเจาะรากข้าวโพด (corn rootworm) และเพลี้ย (aphid) เป็นต้น

ทั้งนี้เพราะ "หนอนผีเสื้อและตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช" ต้องการธาตุไนโตรเจนสำหรับสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในร่างกาย ส่วนแมลงตัวเต็มวัยเองก็จะสามารถอยู่รอดและสืบพันธุ์ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีอาหารอันอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก จึงเข้าใจได้ทันทีเลยว่า ทำไม? แมลงจึงเข้ามาอยู่ในแปลงพืชบริเวณที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง
นักวิจัยจึงทำการทดลองต่อไปเพื่อศึกษาผลของปริมาณน้ำตาลต่อแมลงศัตรูพืช โดยเลี้ยงแมลงปีกแข็ง (Beetle) ในแปลงพืช 3 สภาพแวดล้อม ได้แก่

1) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

2) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

3) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ
ร่วมกับให้น้ำตาลเสริม

ผลการทดลองนักวิจัยพบว่า ในแปลงที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง แมลงมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่า และแพร่พันธุ์ได้มากกว่า
และยังพบว่า "น้ำตาล" เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของแมลงในสภาพที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง แต่..จะไม่มีผลต่อแมลงโดยตรงโดยปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์"

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาต่อถึงกลไกการตอบสนองต่อแมลงศัตรูของพืช โดยปกติเมื่อแมลงมากัดกินใบของพืช พืชจะสร้างฮอร์โมน "จัสโมนิค แอซิด" (Jasmonic acid :JA) ขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนอง ซึ่ง "จัสโมนิค แอซิด" (JA) เป็นสารตั้งต้นของกระบวนการและกลไกการป้องกันตัวเองของพืชจากแมลงศัตรูพืชและขั้นสุดท้ายพืชจะสร้าง "สารยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส" (Proteinase inhibitor) เมื่อแมลงกัดกินพืชและได้รับสารนี้เข้าไปด้วย มันก็จะไปยับยั้งกระบวนการย่อยใบพืชที่แมลงกินเข้าไป

และ..เราพบว่าเมื่อปลูกพืชในสภาวะที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง พืชจะสูญเสียความสามารถในการสร้าง "จัสโมนิค แอซิด" (Jasmonic acid : JA) ซึ่งเป็นการตัดกระบวนการป้องกันตัวเองของพืช และขณะที่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในใบพืชสูง แต่พืชขาดสารเคมี (JA) ที่จะปกป้องตัวเองจากแมลงศัตรู ส่งผลให้พวกแมลงมีแหล่งอาหารอันโอชะ เพื่อการดำรงชีพที่ยืนยาวและดำรงเผ่าพันธุ์ได้นานในบริเวณนั้นๆ

(อ้างอิง: 1) ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ
อิลลินอยส์ (University of Illinois,
USA) รายงานผลการวิจัยลงในวารสาร
สมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ
(Proceedings of the National
Academy of Sciences)
2) อีวาน เดอลูเซีย : Evan DeLucia นัก
ชีววิทยาของทีมวิจัยสรุป)
(ภาคผนวก : ทั้งนี้..ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ในปัจจุบัน อันอาจจะเป็นผลพวงมาจากการที่ป่าไม้ลดลงและมีการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลกันเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาในช่วงที่เริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในชั้นบรรยากาศประมาณ 280 ppm และจากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 380 ppm ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ถ้าหากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 600,000 ปี และถ้าหากยังไม่มีการแก้ปัญหาดังกล่าวก็จะส่งผลให้โลกของเรามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมมากถึง 550 ppm ได้ในอีกราว 40 ปีข้างหน้า และภาคอุตสาหกรรมในประเทศจีนและอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็วอาจเป็นตัวเร่งชั้นยอดที่เร่งให้วันนั้นมาถึงเร็วยิ่งขึ้น)
(อ้างอิง: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 มีนาคม 2551)

ทำไม? แมลงจึงระบาด

http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0







====
ปรึกษาปัญหาโรคพืช หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
084-8809595 , 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน แล้วทักแชทได้เลย https://lin.ee/nTqrAvO


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ซิกน่า + อีเรเซอร์-วัน

"เปลี่ยนความคิด"
ชีวิต.."แมลงหวี่ขาว"..เปลี่ยน


ผม..เปลี่ยนความคิด ในเรื่องนี้มา 15 ปี
โชคดี..ที่เปลี่ยนก่อน
กับยาสูบ 1,000 กว่าไร่ ในตอนนั้น




"แมลงหวี่ขาว" (Whitefly)
(Bemesia tabaci)
นำเชื้อ Tobacco Leaf Curl Virus (TLCV)



"เจ้าวายร้าย" ที่เป็นหนึ่งใน "มหันตภัยเงียบ"
ที่คอยทำลายพืชให้เสียหาย มากมายหลายชนิด


ใช้วิธีการเก่าๆ เราไม่อาจเอาชนะมันได้
เอาสารเคมีชนิดที่รุนแรง ชนิดแพงๆ มาไล่ฆ่ามันอย่างไร ก็ไม่มีวันชนะมันได้ ยิ่งฆ่ามันยิ่งดื้อยา ชีวิตก็อันตรายมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ



ลองเปลี่ยนมาเป็น "แนวทางใหม่ๆ" กันดูบ้างไหม?
เผื่อมันจะ "ใช่" และ.."เอาอยู่"
ลองดู !!! กัน

- คิดแบบเดิม
- ทำแบบเดิม
- เชื่อแบบเดิม
- ใช้แบบเดิม


ผลลัพธ์ก็ได้แบบเดิมๆ




ซิกน่า(ZIGNA) หนึ่งในสินค้านวัตกรรมใหม่ทางการเกษตรของโลก ด้วยกลไกลการทำงานในกระบวนการชีวเคมี (Biochemistry) ของพืช ซึ่งใช้กลไกในการป้องกันตนเองของพืช (Plant Defense Response) มีลักษณะหลายๆอย่าง เช่น

1.การป้องกันทางกายภาพ (Physical barriers)
- Preformed (มีอยู่แล้วในพืชสภาพปกติ) :
Leafhairs,waxy,cuticles,actinmicrofilament, etc.
- Induced (สร้างเมื่อถูกกระตุ้น) : Cell wall strengthening, lignification, cell death, etc.




2. การป้องกันทางเคมี (Chemical defenses)
- Preformed (มีอยู่แล้วในพืชสภาพปกติ) :
ได้แก่ สารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคต่างๆ เช่น alkaloids, saponins, สารterpenoid ในน้ำยาง ฯลฯ เป็นต้น
- Induced (สร้างเมื่อถูกกระตุ้น) :
2.1. Local resistance เช่น phytoalexins, No, ROI, ect.
2.2. Systemic resistance (signaling defenses) เช่น SAR, ISR, SWR



Cell Signaling in Resistance (การส่งสัญญาณเซลล์เพื่อป้องกันตนเอง)
1. ต้องมีสารชักนำ (Elicitor) ให้เกิดสัญญาณ ซึ่งจะขึ้นกับชนิดของตัวกระตุ้นหรือสายพันธุ์เชื้อโรค ปล่อยสารชักนำไปยังพืชที่มีตัวรับ (Receptor) ที่เข้ากันได้ ซึ่งขึ้นกับสายพันธุ์พืช ทำให้สามารถรับรู้สารชักนำนั้นๆ และเกิดสัญญาณขึ้นได้

2. การรับรู้ที่เกิดขึ้นทำให้พืชสร้างสารส่งสัญญาณ (Messengers) ไปยังเซลล์อื่นๆ ทั่วทั้งต้นที่ยังไม่ถูกบุกรุก สารส่งสัญญาณที่สำคัญได้แก่ Salicylic acid (SA), Jasmonic acid (JA) และอื่นๆ

3. การรับรู้ที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองของเซลล์ต่อการบุกรุก

4. การรับรู้ที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณให้ Defense genes สร้างสารต่อต้านการบุกรุกต่างๆ
ข้อสังเกต : Nonhost plant และ Host plant ที่ต้านทานโรค จะมีผนังเซลล์ที่สามารถรับรู้การบุกรุกจากสารชักนำของเชื้อโรค ชนิดหนึ่งๆได้ ขณะที่พืชที่ไม่ต้านทานโรคไม่สามารถรับรู้สารชักนำของเชื้อโรคนั้นๆได้




Plant Systemic Defenses
ลักษณะการเกิดภูมิต้านทานไปทั่วต้น (Systemic Resistance) ภายในพืชโดยการส่งสัญญาณที่สำคัญแบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่
1. Systemic Acquired Resistance (SAR) กระตุ้นโดยเชื้อโรคเข้าทำลาย (Pathogen attack) ส่งสัญญาณทาง SA-signaling pathway

2. Induced Systemic Resistance (ISR) กระตุ้นโดย Plant Growth Promoting Rhizobacteria (PGPR) ส่งสัญญาณทั้ง JA-signaling pathway และ SA-signaling pathway

3. Systemic Wound Response (SWR) กระตุ้นโดย Herbivores และ แมลงเข้าทำลายส่งสัญญาณทาง JA-signaling pathway และ SA-Signaling Pathway



SA-Signaling Pathway
- avr-gene (Elicitor) จากเชื้อโรคเมื่อจับกับ R-gene (Receptor) ของพืช จะเกิด Hypersentitive Response (HR) ทำให้เกิดการตอบสนองในเซลล์ และสังเคราะห์ Salicylic acid (SA) เป็นการส่ง สัญญาณระหว่างเซลล์ไปทั่วต้น และกระตุ้นให้ PR-genes สร้าง PR-proteins มาต่อต้านเชื้อโรค

-PR-proteins ที่เกิดขึ้นมีหลายตัว มีกลไกลต่อต้านเชื้อโรคแตกต่างกันไป ทำให้สามารถต่อต้านเชื้อโรคได้หลายตัวพร้อมๆกัน (Broad spectrum) และออกฤทธิ์ดีกับ Biotrophic และ Hemi-biotrophic pathogens ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส

-PR-proteins จาก SAR เป็น acidic PR-proteins และอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space)

-แบคทีเรียบางชนิดบริเวณราก (PGPR) สามารถทำให้เกิด SA-Signaling Pathway ในระบบ ISR








นี่จึงเป็นเหตุผลว่า...


ทำไม? เราจึงต้องใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA)
และทำไม? เมื่อใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA) ไปเรื่อยๆแล้ว ปัญหาเรื่องแมลงจะค่อยๆลดน้อยถอยลงไป ไม่สร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเราในระยะยาว ถ้าขืนใช้แต่สารเคมี ปัญหามีแต่จะยิ่งแย่ไปเรื่อยๆ

เพราะ..คุณจะไม่มีวันรบชนะแมลงต่างๆได้เลย ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ เพื่อเข่นฆ่ามัน ด้วยสารเคมี ในสภาวะที่ดินฟ้าอากาศของ "โลกวิกฤติ" หรือ "โลกเปลี่ยน" ไปแบบนี้ เพราะเรารู้ดีว่า..สาเหตุใหญ่คือ.."สภาวะโลกร้อน" นั่นเอง







สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่


ทำไม? แมลงจึงระบาด

http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0








"อีเรเซอร์-1" กำลังกลายเป็นความหวังใหม่
ในการต่อสู้กับปัญหาโรคต่างๆของพืช ในปัจจุบันโดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ให้ทำความเสียหายให้แก่พืชหลายๆชนิด เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคและความเสียหายทางด้านผลผลิตไปได้ด้วยดี

"อีเรเซอร์-1" (ERASER-1) : สารเสริมประสิทธิภาพชนิดพิเศษ เพื่อการกำจัดเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชทุกชนิด ( ทั้งไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา) ที่อยู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง "อีเรเซอร์-1" มีสารประกอบอินทรีย์ในรูปเกลือแอมโนเนียม ( NH4+ ) หรือ Ammonium Salt of Organic Compounds ซึ่งจะมีประจุบวก(+) อย่างแรงวิ่งไปจับกับเชื้อโรค ทำให้ผนังเซลล์ของเชื้อโรคเสียสมดุลและแตกสลายจนตายได้ในทันที


(กลไกการออกฤทธิ์ของ อีเรเซอร์-1 สามารถเกิดขึ้นได้ที่ผนังเซลล์ทั้ง 2 ชั้นของเชื้อโรค ได้แก่
1. ผนังเซลล์ชั้นนอก(outer membrane )
2. ผนังเซลล์ชั้นใน ( cytoplasmic membrane)

การออกฤทธิ์ที่ชั้นนอก(outer membrane) ผนังเซลล์ซึ่งมีลักษณะเป็น Lipopolysaccharide จะมีประจุลบ(-)อยู่ด้านนอกเรียงตัวในลักษณะเป็น bilayer ดังนั้น "อีเรเซอร์-1" ที่มีประจุบวก(+)จะวิ่งไปจับกับผนังเซลล์ที่มีประจุลบ(-)อย่างรวดเร็ว ทำให้ผนังเซลล์บิดจนเกิดเกิดรอยร้าวขึ้น และสามารถผ่านเข้าไปสู่ชั้นในได้ต่อไป

การออกฤทธิ์ที่ชั้นใน(cytoplasmic membrane)
Cytoplasmic membrance ก็จะมีลักษณะเป็น bilayer เหมือนชั้นนอกซึ่งมีประจุลบ(-) ที่บริเวณผิว "อีเรเซอร์-1" ที่เข้ามาจะจับติดกับผนังเซลล์แล้วมีกลไกออกฤทธิ์ที่เป็นไปได้ดังนี้

- ถ้าประจุบวก(+) แรงพอจะทำให้ผนังเซลล์แตกสลาย เชื้อโรคตายทันที
- จะเกาะกลุ่มกันทำให้เกิดท่อที่ผนังเซลล์ทำให้สารภายในเซลล์ไหลออกได้
- จะเรียงตัวที่ผิวเซลล์เหมือนปูพรม ทำให้ผนังเซลล์สูญเสียความแข็งแรง
- ตามรอยรั่วเข้าไปทำลายอวัยวะภายในเซลล์ซึ่งมีประจุลบ(-) โดยทันที) อีกทั้ง "อีเรเซอร์-1" ยังมีส่วนผสมของสารเสริมประสิทธิภาพทำให้ตัวยากระจายและจับติดใบหรือส่วนต่างๆของพืชได้ดี "อีเรเซอร์-1" ไม่ถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์พืชและจะหมดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วภายหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารอินทรีย์อื่น ๆ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย




รวมทั้งใน "อีเรเซอร์-1" ยังมีสารในกลุ่มของ Monohydroxybenzoic acid ในรูปที่ Active ซึ่งเป็นเสมือน "วัคซีน" ที่ให้แก่พืช เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานโรคพืช (Systemic Acquired Resistance : SAR) ให้แก่พืชด้วยดี ที่รวมทั้งมีธาตุสำคัญๆ อาทิแคลเซียมและโบรอนไว้ ตลอดจนมีสารเสริมประสิทธิภาพพิเศษอื่นๆไว้ด้วย ซึ่ง Active Monohydroxybenzoic acid (แอคทีฟ โมโนไฮดร๊อกซี่เบนโซอิค แอซิด) ตัวนี้มีความสำคัญมาก เพราะสารตัวนี้เป็นการเลียนแบบสารตามธรรมชาติ โดยที่ธรรมชาติกำหนดว่าต้องมีการสังเคราะห์สารตัวนี้ออกมาเมื่อมีเชื้อโรคเข้ามารุกทำลายพืช แต่เราใช้ Monohydroxybenzoic acid ในรูปของการเลียนแบบธรรมชาติของพืชที่สังเคราะห์เองได้



การทำงานของ #อีเรเซอร์วัน" (ERASER-1) คือพร้อมให้มีการกระตุ้น (Active) ให้ทำงานทันที เพราะฉะนั้นเวลาที่เรานำ Monohydroxybenzoic acid ในรูปที่ถูกต้องและนำมาใช้ในปริมาณ (Percentages) ที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องแล้วพืชก็จะถูกสังเคราะห์ PR-Proteins ออกมาได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสด้วย มันเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ก่อนที่จะมีเชื้อไวรัสเข้ามาและเป็น Monohydroxybenzoic acid ที่ไม่มีอันตรายต่อพืช เพราะในความจริงในธรรมชาติของพืชก็จะสร้างกรดตัวนี้ขึ้นมาเองอยู่แล้ว


แล้วจะนำ "อีเรเซอร์-1" มาใช้กับปัญหาไวรัสของพืชกันได้อย่างไร?


ในประเด็นนี้มีการแยกไว้ 2 กรณี นั่นคือ :


กรณีที่ (1) คือการใช้ "อีเรเซอร์-1" (ERASER-1) เพื่อป้องกันโรคไวรัสใบด่าง ใบหงิกใน แตงกวา ยาสูบ มะเขือเทศ พริก เมล่อน มะละกอ ซึ่งเป็นกรณีที่อยากจะแนะนำมาก แต่เกษตรกรชาวสวนไม่นิยมใช้กันและมักปล่อยให้เป็นโรคก่อนจึงค่อยมารักษา ดังนั้นจึงอยากให้ใช้วิธีนี้ เพราะเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดและเป็นวิธีที่ถูกต้องของการใช้วัคซีนพืช โดยมีอัตราหรือสัดส่วนการใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ที่เป็นอัตรามาตรฐานของชาวสวน โดยมีเทคนิคการใช้คือให้ฉีดพ่นป้องกันทางใบให้ชุ่มทุก 7-10 วัน ให้เริ่มฉีดตั้งแต่เป็นต้นกล้าเล็กๆ ก่อน และนั่นเป็นการให้วัคซีนเสมือนในช่วงเด็กๆ เหตุผลที่ต้องฉีดตลอดเพราะ PR-Protiens ที่พืชสร้างขึ้นมีอายุการใช้งานและมีการหมดอายุลงในช่วงระยะหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฉีดกระตุ้นอยู่อย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เซลล์พืชมีการสร้าง PR-Protein ออกมาอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดช่วง


กรณีที่(2) คือการใช้ "อีเรเซอร์-1" เพื่อการแก้ไขปัญหา ถ้าเป็นโรคแล้วจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร? ความจริงก็ไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้ซักเท่าไร เพราะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและค่อนข้างยาก โอกาสเกิดความล้มเหลวก็อาจจะมีมาก แต่อาจพอจะมีความหวังได้บ้าง ด้วยการให้ "อีเรเซอร์-1 " (ERASER-1) ในอัตรามาตรฐานข้างต้น แต่จะมีความแตกต่างบางอย่างในเรื่องการให้ เพราะพืชติดโรคแล้ว จึงต้องย่นระยะเวลาการให้โดยให้มีความถี่มากขึ้น คือให้ 3-5 วันต่อครั้งเป็นเวลาอย่างต่ำ 3 ครั้ง ในระยะเริ่มต้น หลังจากนั้นจะเริ่มทิ้งระยะห่างออกไปเป็นเวลา 7-10 วันต่อครั้ง แล้วพืชก็จะค่อยๆเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเกษตรกรจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้คือ จะมียอดอ่อนและใบอ่อนแตกออกมาใหม่และจะไม่มีไวรัสมารบกวนอีก ซึ่งเป็นยอดใหม่และใบใหม่ที่มีความสมบูรณ์ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้ เพราะพืชเคยผ่านการติดโรคมาแล้ว กว่าจะฟื้นตัวได้ก็ต้องใช้เวลาในการปรับสภาพภายในของพืชเองระยะหนึ่งเพื่อให้ดีขึ้น แต่การปล่อยให้พืชที่เคยติดโรคกลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้งต้องอาศัย "ตัวช่วย" หลายๆอย่าง เพราะลำพังการจะให้พืชสร้างระบบภายในเองตามลำพังคงต้องใช้เวลานานมาก ถึงกระนั้นการที่จะให้ได้ผลคงต้องมีการเสริม Proteins ให้มากขึ้นยิ่งดี เพราะการเสริมโปรตีนเข้าไปจะทำให้พืชที่ติดเชื้อไวรัสฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น



สุดท้าย..อยากจะย้ำอีกครั้งว่าอยากให้ใช้ในแบบของการ "ป้องกัน" มากกว่า "เยียวยา" เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า การที่รอให้เป็นโรคแล้วค่อยไปรักษาอาจเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะการฉีดในช่วง 10-15 วันต่อครั้ง จะมีความประหยัดกว่าการที่พืชกำลังจะให้ผลผลิตและเกิดเป็นโรคขึ้นมา จนทำให้ผลผลิตที่กำลังจะสร้างรายได้กลับเสียหายลงไป


และอยากฝากไว้กับการใช้สารเคมีมากๆอาจทำให้พืชอ่อนแอ และทำให้เกิดการติดโรคได้ง่ายขึ้น หนทางที่จะช่วยคือการให้ "วัคซีน" ในพืช และการใช้อย่างถูกหลักจะทำให้พืชมีภูมิต้านทานแม้ว่าหลังเก็บเกี่ยวแล้ว เพราะ PR-Protiens จะมีสะสมอยู่ทุกแห่งถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปแล้วเซลล์ยังคงทำงานอยู่ยังสามารถสร้างโปรตีนออกมาต้านทานได้



ศึกษาข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมที่ลิ้งค์
http://paccapon.blogspot.com/2015/08/1-4.html



(Cr ภาพ: ขอบคุณภาพจากคุณ กฤชนพัต บุญญฤทธิ์, คุณฐิติการ เทพเสน, คุณธิติวัฒน์ อิสระบุตรฐิติกุล)



========

☎️ โทร.084-8809595 , 084-3696633
📲Line id :@organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ http://line.me/ti/p/%40organellelife.com





















☎️ โทร. 084-8809595 , 084-3696633
📲Line id :@organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO


เทคนิคการเพิ่มผลผลิตยางพารา

ปฏิวัติ "แนวคิด" ใหม่ๆ

กับ..การใช้ "สารตั้งต้น" (Precursor) บางชนิด ร่วมกับกรดอินทรีย์ในกลุ่ม Hydroxy acid บางชนิดในการแก้ปัญหาและพัฒนายางพาราไทย 



ในการดูแลต้นยางพารา โดยเฉพาะปัญหาต่างๆของยางพารา อาทิ "ยางตายนึ่ง ยางหน้าตาย น้ำยางไหลไม่ดี เปลือกยางแข็ง น้ำยางเปอร์เซนต์ต่ำ ไม่มีน้ำหนัก ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเราจะแก้ปัญหาแบบเดิมๆไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เราจำเป็นต้องนำเอา "องค์ความรู้" ใหม่ๆเข้ามาใช้ โดยเฉพาะ "องค์ความรู้"ทางด้านชีวเคมี (Biochemistry) ของพืชเข้ามาเป็น "ตัวช่วย" ในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับยางพารา


ในธรรมชาติต้นยางที่ถูกกรีดจะสร้างภูมิต้านทานตนเอง โดยจะหลั่งกรดอินทรีย์บางชนิดในกลุ่ม Hydroxy acid เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีนและสารต่างๆ ออกมาเพื่อสมานแผลจากการกรีด ป้องกันโรคแทรกซ้อนและสร้างหน้ายางใหม่ขึ้นมาทดแทน


กลไกป้องกันตนเองของต้นยางพาราด้วยกลุ่มของ Hydroxy acid 
- กระตุ้นการสมานแผลจากการกรีด โดยกระตุ้นการสร้างและสะสม lignin เสริมความแข็งแรงที่ผนังเซลล์
- กระตุ้นการสร้าง phenolics, phytoalexin, PR-proteins เพื่อช่วยป้องกัน เชื้อโรคแทรกซ้อน จาก
บาดแผลที่กรีด
- กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและสารอาหาร (water circulation ) ในระบบท่อลำเลียงดีขึ้น มากขึ้น
- เพิ่มการแบ่งเซลล์ของเยื่อเจริญสร้างเป็นหน้ายางใหม่ได้เร็วขึ้น และรักษาสมดุลของเซลล์ ทำให้การแบ่งเซลล์สมบูรณ์ไม่ผิดรูปผิดร่าง
- ฟื้นฟูสภาพและการทำหน้าที่ต่างๆของเซลล์ให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเซลล์ใหม่ (revitalize)



ขบวนการสังเคราะห์น้ำยางตามธรรมชาติ 
น้ำยางในต้นยางพารา มีส่วนประกอบของสาร cis–polyisoprene (C5H8)n ซึ่งในน้ำยางที่มีคุณภาพสูงจะมีปริมาณของสารนี้ในสัดส่วนที่สูงและมีขนาดสายของโมเลกุลที่ยาว สารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตน้ำยางในธรรมชาติได้จากการสังเคราะห์แสง ได้แก่ สารมาเลท (Malate) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Acetyl-CoA และ Pyruvate ก่อนที่จะผ่านขบวนการทางชีวเคมีเปลี่ยนเป็นสาร IPP ซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของโมเลกุลของยางธรรมชาติ Isoprenoid Pathway เป็นการสังเคราะห์สาร IPP จาก Malate เปลี่ยนเป็น Acetyl-CoA GAP/Pyruvate Pathway เป็นการสังเคราะห์ IPP จาก Malate เปลี่ยนเป็น Pyruvate
สาร IPP ที่ได้จะรวมตัวกันโดย enzyme IPPI และมี Mg2+ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ได้เป็นสารที่มีคาร์บอนสูงขึ้นจาก IPP(C5) เป็น DMAPP(C5), GPP(C10),FPP(C15)และ GGPP(20) ตามลำดับ ในขั้นตอนสุดท้ายสาร GGPP แต่ละโมเลกุลจะต่อกันเป็นสายโพลิเมอร์โดย enzyme Rubber Transferase (RuT)
โดยดึงเอาสาร IPP เป็นตัวเชื่อมระหว่างสาร GGPP จนได้เป็นสายโมเลกุลที่ยาวขึ้นในรูป cis – polyisoprene



เทคนิคการเพิ่มผลผลิตน้ำยาง โดยต้นยางไม่โทรมด้วยวิธีทางชีวเคมีเคมี เทคนิคการเพิ่มผลผลิตน้ำยางด้วยวิธีทางชีวเคมีที่ดีและถูกต้อง เป็นเทคนิคที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและการบำรุงรักษาต้นยางให้สมบูรณ์อย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง และไม่ใช่วิธีเร่งแบบเดิมๆ ด้วยการใช้สารเร่งการแก่ของพืชอย่าง เอทีฟอน (Ethephon) ซึ่งสามารถ
เพิ่มผลผลิตน้ำยางได้ดี แต่ก็จะทำให้ต้นยางโทรม ต้นยางตายและต้นยางอาจตายก่อนอายุกำหนดในที่สุด



เทคนิคการเพิ่มผลผลิตน้ำยางด้วยสารเคมีที่เหมาะสมอย่างถูกวิธีประกอบด้วย 3 แนวทางประกอบกัน ได้แก่ 
1. การให้วัตถุดิบในการผลิตน้ำยาง
2. การบำรุงสภาพหน้ายางและเซลล์ผลิตน้ำยาง (Laticifer)
ให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ
3. ให้ต้นยางแบ่งเซลล์ผลิตน้ำยาง (Laticifer) มากขึ้น



การให้วัตถุดิบในการผลิตน้ำยาง 
น้ำยางที่เกิดขึ้นต้องมีวัตถุดิบในการสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งได้แก่ ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแสงแดด ดังนั้น ถ้าต้องการน้ำยางมากก็จำเป็นต้องให้วัตถุดิบเหล่านี้มากตามไปด้วยแต่ในสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม หรือสภาพต้นยางที่ไม่สมบูรณ์ ขบวนการสังเคราะห์น้ำยางจะไม่สมบูรณ์ ทำให้บางครั้ง การนำปุ๋ยและธาตุอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ไม่เต็มที่ การให้ สารตั้งต้น(Precursor) อย่างสาร Malate ( PATHWAY )
เป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาจากสภาพที่ไม่เหมาะสมได้ เพิ่มวัตถุดิบในการผลิตน้ำยางได้ทันทีทุกสภาพแวดล้อม

บำรุงสภาพหน้ายางและเซลผลิตน้ำยางให้สมบูรณ์แข็งแรง
ถ้าเซลล์ผลิตน้ำยาง (Laticifer) แข็งแรงไม่เกิดเชื้อโรคเข้าทำลาย การผลิตน้ำยางก็จะสม่ำเสมอเป็นปกติ การใช้เอทีฟอน เป็นประจำจะเร่งการตายของเซลล์ผลิตน้ำยาง น้ำยางได้มากช่วงแรก แต่เมื่อเซลล์ตายก็ไม่สามารถผลิตน้ำยางได้ในที่สุด การทำให้เซลล์ผลิตน้ำยางแข็งแรงและการลดเชื้อโรคบริเวณหน้ายาง ทำได้โดยการกระตุ้นภูมิต้านทานป้องกันตนเอง
(self defense mechanism) ให้ต้นยาง ด้วยกรดอินทรีย์ Hydroxy acid
(อย่าง ERASER-1) ทำให้สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าทำลายเซลล์ผลิตน้ำยาง
บริเวณหน้ายางได้ดีขึ้น และยังส่งเสริมให้เซลล์ผลิตน้ำยางแข็งแรง ผลิตน้ำยางสม่ำเสมอ สร้างหน้ายางใหม่สมบูรณ์และกรีดง่าย



การเพิ่มจำนวนเซลล์ผลิตน้ำยาง 
ถ้ามีเซลล์ผลิตน้ำยางมากก็จะมีผลผลิตน้ำยางมาก ซึ่งโดยธรรมชาติเซลล์ผลิตน้ำยาง
จะเกิด จากการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อเจริญที่อยู่ใต้ชั้น เปลือกของต้นยาง (ลึกกว่ารอยกรีดเล็กน้อย) การให้ MeJA (อย่าง LATEK) เพียงเล็กน้อย จะทำให้การแบ่งตัวของเยื่อเจริญได้เป็นเซลล์ผลิตน้ำยาง (Laticifer) มากขึ้น



มารู้จัก..คู่ขวัญ "ยางพารา"
"พาร์ทเวย์" และ "อีเรเซอร์-1"
By..Organellelife-Thailand


"พาร์ทเวย์" (PATHWAY)
ไม่ใช่..ยาเร่ง
ไม่ใช่..ปุ๋ย
(แต่มีธาตุอาหารหลักและรองที่สำคัญบางตัว)
แต่..พาร์ทเวย์
คือ..สารสำคัญ
เป็นสารเลียนแบบ "สารตั้งต้น" (Precursor) ในขบวนการสังเคราะห์น้ำยางธรรมชาติ (Latex Biosynthesis) "เปลี่ยนน้ำตาล เป็นน้ำยาง" ตามกระบวนการทางชีวเคมี (Biochemistry) ของพืช อาทิ Malate, Glutamate Compound
จึงช่วยทำให้โมเลกุลน้ำยางมีสายที่ยาวขึ้น น้ำยางมีเนื้อยางมาก มีน้ำหนัก มีเปอร์เซนต์สูง มีการสร้างปริมาณน้ำยางที่ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ


"อีเรเซอร์-1" (ERASER-1) : 
สารเสริมประสิทธิภาพชนิดพิเศษ เพื่อการกำจัดเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชทุกชนิด ( ทั้งไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา) ที่อยู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง "อีเรเซอร์-1" มีสารประกอบอินทรีย์ในรูปเกลือแอมโนเนียม ( NH4+ )  หรือ Ammonium Salt of Organic Compounds ซึ่งจะมีประจุบวก(+) อย่างแรงวิ่งไปจับกับเชื้อโรค ทำให้ผนังเซลล์ของเชื้อโรคเสียสมดุลและแตกสลายจนตายได้ในทันที นอกจากนั้นกรดอินทรีย์บางตัวใน "อีเรเซอร์-1" ยังทำหน้าที่อื่นๆ ต่อยางพารา นั่นคือ

- กระตุ้นการสมานแผลจากการกรีด โดยกระตุ้นการสร้างและสะสม lignin  เสริมความแข็งแรงที่ผนังเซลล์
- กระตุ้นการสร้าง phenolics, phytoalexin, PR-proteins เพื่อช่วยป้องกัน เชื้อโรคแทรกซ้อน จาก
บาดแผลที่กรีด
- กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและสารอาหาร (water circulation ) ในระบบท่อลำเลียงดีขึ้นและมากขึ้น ตลอดจนทำให้เซลล์อ่อนนุ่ม เปลือกยางจึงนิ่ม
- เพิ่มการแบ่งเซลล์ของเยื่อเจริญสร้างเป็นหน้ายางใหม่ได้เร็วขึ้น และรักษาสมดุลของเซลล์ ทำให้การแบ่งเซลล์สมบูรณ์ไม่ผิดรูปผิดร่าง
- ฟื้นฟูสภาพและการทำหน้าที่ต่างๆของเซลล์ให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเซลล์ใหม่ (revitalize)

เมื่อทั้ง "พาร์ทเวย์" และ "อีเรเซอร์-1" มาทำงานร่วมกัน จึงเกิด "นวัตกรรม" ใหม่ขึ้นมา สำหรับ
"ยางพารา" เพื่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาผลผลิตและคุณภาพให้กับยางพารา อย่างมีที่มาที่ไปในลักษณะที่ถูกต้องและยั่งยืน พิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลทางวิชาการ






คู่ "นวัตกรรมยางพารา"

คู่ขวัญ "พาร์ทเวย์-อีเรเซอร์-1"

แค่.."สเปรย์" ง่ายๆ

"ไม่ต้องป้าย ไม่ต้องทา" ให้เสียเวลา


- เปลือกยางนิ่ม
- หน้ายางไม่ตาย
- น้ำยางไหลดี
- ยางมีน้ำหนัก
- หน้ายางเรียบเนียน สวยใส
และ..ที่สำคัญ
"ประหยัดมาก" ชุดหนึ่งสามารถใช้ได้ประมาณ 15,000 ต้น

อัตราผสม : 
- ยางปกติ 5 ซีซี/น้ำ 2 ลิตร
- ยางหน้าตาย 10 ซีซี/ 2 ลิตร



http://paccapon.blogspot.com/2017/01/blog-post.html?m=1

ตอบข้อข้องใจ คู่ขวัญยางพารา



ฝากติดตามเพจดีๆเกี่ยวกับยางพารา
www.facebook.com/PathwayEraser1
.

สารานุกรมยางพาราไทย
https://www.facebook.com/media/set/…



หรือเว็บไซต์
www.ยางตายนึ่ง.com














































สนใจทักไลน์ได้เลยครับ

084-8809595 ,  084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ  
https://lin.ee/nTqrAvO