FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

การเจริญเติบโตของพืช (Growth)

การเจริญเติบโตของพืช (Growth) 

เมื่อรู้ปัจจัยของการเจริญเติบโตของพืช
ก็จะบริหารจัดการปัญหาต่างๆได้ง่ายขึ้น

• การเจริญเติบโต หรือ Growth
   เป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านปริมาณ
   ซึ่งการเจริญเติบโตของพืชจะมี 4 ระยะ ได้แก่

1) Lag Phase คือจุดเริ่มต้นการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

2) Log Phase คือจุดที่การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการอาหารเพียงพอและฮอร์โมน

3) Final Phase การเจริญเติบโตเริ่มช้าลงๆ

4) การเจริญเติบโตคงที่ พืชเข้าสู่สภาพโตเต็มที่ (Maturity) และหลังจากนั้น พืชก็เข้าสู่สภาพชรา (Senescence of Decline) และตายในที่สุด (มนู สัตยวณิช, 2532, หน้า 36)






• การเจริญเติบโตของพืช 
เป็นการเพิ่มขนาดและน้ำหนักของพืช เป็นผลโดยตรงจากการแบ่งเซลล์ (Cell Division) และการขยายขนาดของเซลล์ (Cell Enlargement) เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน เห็นได้อย่างชัดเจนคือ “รากอ่อน” ซึ่งจะงอกพ้นเปลือกของเมล็ดและชอนไชไปในวัสดุที่ปลูก
ต่อมา..ก็มียอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นจะมีใบและกิ่งที่เพิ่มขึ้นมา พร้อมการเพิ่มขนาดและปริมาณในระยะต่อมาของ ดอก ใบ ผล และเมล็ด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะมีระเบียบแบบแผน และมีพันธุกรรมเป็นสิ่งที่กำหนด รวมทั้ง
สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพืชชนิดนั้นๆ ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก เช่น แสงสว่าง, อุณหภูมิ, ความชื้นและธาตุอาหาร เป็นต้น (ชวนพิศ แดงสวัสดิ์, 2554, หน้า 308-309)




.

• ปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
   ปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีหลาย
   อย่าง สรุปได้หลัก ๆ
   ประกอบด้วย 2 ด้านคือ

1) Environmental Factor คือปัจจัยที่เป็นผลมา
    จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สภาพดิน ลมฟ้า
    อากาศ สิ่งที่มีชีวิตอยู่รอบๆ
2) Heredity Factor คือปัจจัยที่มาจาก
    พันธุกรรมพืช (มนู สัตยวณิช, 2532, หน้า
    36)

(1) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก
     ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพืชจะ
     เจริญเติบโตได้ดีหรือไม่นั้น ได้แก่

1.1) แสงสว่าง
     ในการเจริญเติบโตของพืชพวกที่มีท่อน้ำ
      ท่ออาหารนั้นแสงสว่างนับว่าเป็นปัจจัยที่
      สำคัญดังนี้
   1.1.1) ความเข้มข้นของแสงสว่าง ( Light
            Intensity )
พืชที่ขึ้นในที่มีแสงมากกับที่มีแสงน้อยมีการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับชนิดของพืชด้วย ในสภาพปกติถ้าความเข้มข้นของแสงต่ำจะทำให้เซลล์ของพืชขยายตัวได้มากและรวดเร็ว มีการแบ่งเซลล์มาก
แต่ในขณะเดียวกันเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงน้อย กับพืชที่อยู่ในที่มีความเข้มข้นของแสงต่ำมักจะมีลำต้นอ่อนและยาว
    1.1.2) คุณภาพของแสง ( Light Quality ) คุณภาพของแสงขึ้นอยู่กับความยาวของคลื่นแสง ซึ่งมี 7 สี สีแดงเป็นคลื่นแสงยาวที่สุด สีม่วงสั้นที่สุด แสงที่มีความยาวคลื่นมาก (สีแดง) จะมีผลต่อการยืดตัวของลำต้นน้อย สำหรับแสงที่มีความยาวของคลื่นสั้น (สีม่วง) จะมีผลต่อการยืดตัวของลำต้นมาก สำหรับแสงที่มีประโยชน์ต่อการยืดตัวของใบจะมีผลตรงข้ามกับการยืดตัวของลำต้น ถ้าปลูกพืชในที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากพืชจะตาย และ รังสีอินฟราเรดที่มีความเข้มข้นสูงก็ทำอันตรายต่อพืชได้เช่นกัน
    1.1.3) ช่วงเวลาของการให้แสง  (Photoperiodism)
การที่พืชได้รับแสงสว่างนานหรือเร็วนั้น
กับธรรมชาติสำหรับในประเทศไทยกลางวันและกลางคืนไม่ต่างกันมากนัก พืชจะได้รับแสงสว่างในเวลากลางวันประมาณวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับความมืดในเวลากลางคืน
แต่สำหรับประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลก ความยาวของกลางวันและกลางคืนจะเปลี่ยนไป ความยาวของกลางวันไม่เท่ากัน ทำให้การเจริญเติบโตของพืชต่างกัน การที่พืชเติบโตในช่วงเวลากลางวันที่ไม่เท่ากันหรือการเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแสงเรียกว่า Photoperiodism ช่วงเวลาความยาวของวันเรียกว่า Photoperoid ซึ่งนอกจาก Growth ด้วย จะควบคุมการเจริญเติบโตของ Vegetative Growth แล้วยังควบคุมการเจริญเติบโตทาง Reproductive และยังมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของพืชในแง่ต่างๆ กัน ได้แก่






• อิทธิต่อการออกดอกของพืช 

  - การที่พืชได้รับแสงสว่างชั่วระยะหนึ่งและได้รับความมืดอีกระยะหนึ่ง จะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การออกดอกและการเกิดผลของพืช ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจัยสำคัญต่อการออกดอกของพืชมี 2 ปัจจัย ได้แก่

• อุณหภูมิ และ
• ช่วงเวลาของแสง 
ในปี ค.ศ. 1920 มีนักสรีรวิทยา 2 คน
ชื่อ W.W. Garner และ H.H. Allard เป็นผู้ค้นพบเกี่ยวกับ Photoperiodism จึงทำให้พืชชนิดต่างๆ ออกดอกในฤดูที่แตกต่างกัน และจากอิทธิพลของช่วงเวลาที่พืชได้รับแสงสว่างนี้ Garner และ Allard ได้แบ่งพืชออกเป็น 3 พวกด้วยกันดังนี้

1) Short – day plant เป็นพืชที่ต้องการเวลากลางวันสั้นจึงจะออกดอก เช่น พืชที่ออกดอกในฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่มีช่วงกลางวันสั้น ได้แก่ ต้นคริสต์มาส เบญจมาศ ถั่วเหลือง เป็นต้น 

2) Long – day plant เป็นพืชที่ต้องการกลางวันยาวจึงจะออกดอก ส่วนใหญ่เป็นพืชที่ออกดอกในฤดูร้อน อาจจะรวมในฤดูฝนด้วย เช่น ข้าว 

3) Day neutral plant เป็นพืชที่ออกดอกตามปกติ ไม่ต้องการกลางวันสั้นหรือยาวเหมือนสองพวกแรก เช่น มะเขือเทศ แตงกวา พริก ซึ่งจะออกดอกได้ทุกเวลา เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่




1.2) อุณหภูมิ 
เป็นปัจจัยสาคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในพืชเปลี่ยนแปลงได้
ในสาหร่ายบางชนิดที่เป็นพืชชั้นต่ำ สามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส เช่น เจริญเติบโตบนหิมะ บางชนิดเจริญเติบโตในอุณหภูมิที่ร้อนจัด เช่น บ่อน้ำร้อน เป็นต้น
ส่วนในพืชชั้นสูงหรือไม้ดอก จะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่จำกัดประมาณ 21 – 32 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุนี้พืชเมืองร้อนที่อยู่บนภูเขาสูงๆ เช่น พืชที่ขึ้นบนดอยอ่างขาง ในการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหัน ทำให้พืชชะงักหรือหยุดการเจริญเติบโต

จึงสรุปได้ว่า..อุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโต 3 ขั้นตอน ได้แก่
1.2.1) Minimum Temperature
เป็นอุณหภูมิต่ำที่สุดที่ทาให้พืชเจริญเติบโตได้ ถ้าต่ำกว่านี้พืชจะไม่เจริญเติบโต ในแถบร้อนอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส

1.2.2) Maximum Temperature
เป็นอุณหภูมิสูงสุดที่พืชสามารถเจริญเติบโตได้ ถ้าต่ำกว่านี้พืชไม่เจริญเติบโตในแถบร้อน อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส

1.2.3) Optimum Temperature
เป็นอุณหภูมิที่เหมาะที่สุดต่อการเจริญเติบโตของพืชทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุด อุณหภูมินี้อยู่ระหว่าง Minimum กับ Maximum ประมาณ 30 – 35 องศาเซลเซียส กับ 20 – 25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิมีผลทำให้พืชมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป และเป็นปัจจัยสาคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ต่อการออกดอก ออกผลอย่างมาก พืชล้มลุกบางชนิดมีวงจรชีวิตสองปี เช่น กะหล่ำ จะเกิดดอกในปีที่สอง แต่ถ้าอากาศไม่เย็นกะหล่ำปลีก็จะไม่ออกดอกเป็นต้น และการงอกของพืชผักชนิดต่างๆ ด้วย

1.3) ความชื้นในดิน 
อนุภาคดินและอินทรียวัตถุของดินสามารถอุ้มน้ำได้ดี อาศัยแรงดึงดูด ยึดระหว่างสารกับน้ำ มีลักษณะเป็นเยื่อของน้ำหุ้มโดยรอบ แรงดึงดูดของอนุภาคดินกับน้ำลดลงเรื่อยๆ เมื่อความหนาของเยื่อมากขึ้น จนดินอิ่มตัวด้วยน้ำ แล้วปล่อยน้ำออกมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก
• ความชื้น มีความสำคัญต่อพืชเป็นอย่างมาก พืชที่เจริญเติบโตในที่มีน้ำหรือความชุ่มชื้นมาก ลำต้นจะอวบ น้ำในเซลล์จะอยู่กันอย่างหลวม มีช่องอากาศมาก สำหรับพืชที่อยู่ในที่มีน้ำน้อยมีเนื้อเยื่อแข็งแรง ผนังเซลล์มีคิวทิน (Cutin) และ
ซูเบอลิน (suberin)
ซึ่งพืชสามารถแบ่งตามความต้องการน้ำ
ได้ 3 ชนิด ได้แก่
- Hydrophyte
- Xerophyte
- Mesophy
(ยังมีพืชบางชนิดจะเจริญได้ดี ในที่มีความเข้มข้นของเกลือสูง เช่น ต้นโกงกาง ต้นชะคราม เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า Halophyte)

1.4) ดินและธาตุอาหารของพืช (Soil and minerals )
- ดินเป็นวัตถุทึบแสงที่ปกคลุมผิวโลก เกิดจากการแปรสภาพของหินแร่และรากของสิ่งมีชีวิตที่ทับถมกันตามธรรมชาติจนกลายเป็นดิน
ดินทำหน้าที่เป็นที่ยึดรากและลำต้นของพืชไว้ตั้งตรงอยู่ได้เป็นแหล่งน้ำที่ให้ธาตุอาหารที่จำเป็นในทางชีวภาพได้แก่ อนินทรียสาร และอินทรียวัตถุ

1.5) น้ำ (Water)
- พืชดูดน้ำในดินโดยผ่านทางรากขนอ่อน
ดังนั้นหากดินมีน้ำไม่เพียงพอหรือมีมากเกินไป
ก็จะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากน้ำทำหน้าที่ช่วยลำเลียงอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ภายในเซลล์ไปยังส่วนต่างๆ ของลำต้นพืช

สรุปคร่าวๆ : 
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด้วย
- แสงสว่าง (ช่วงยาวของกลางวันและกลางคืน)
- อุณหภูมิ
- ความชื้น
- ความร้อน
- ดินและแร่ธาตุอาหาร
- น้ำ
   เป็นต้น

(2) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมภายในพืช
   ปัจจัยภายในพืชที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ได้แก่
   - สารเคมีต่างๆ
   - ฮอร์โมนในพืช ซึ่งสารเคมีบางชนิดนั้น
   สามารถสังเคราะห์ได้ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกสารเหล่านั้นว่า “สารควบคุม
   การเจริญเติบโตของพืช” 








http://paccapon.blogspot.com/2017/07/blog-post.html?m=0
แนวทางสร้างผลผลิตพืช (ORG-1, ORG-2)

http://www.paccapon.blogspot.com/2015_07_01_archive.html     
กระบวนการเกิดดอก







เรื่องพืชปรึกษาเรา
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)


หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO








วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

การป้องกันโรคพืชโดยวิธีกระตุ้นภูมิต้านทานโรค (SAR)

SYSTEMIC ACQUIRED RESISTANCE (SAR)

การป้องกันโรคพืชโดยวิธีกระตุ้นภูมิต้านทานโรค (SAR) 
คืออะไร?

การ ป้องกันโรคพืชโดยวิธีกระตุ้นภูมิต้านทานโรคเป็นการใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติ เฉพาะเจาะจงบางอย่างไปกระตุ้นระบบการป้องกันตนเองต่อเชื้อโรคของพืชตาม ธรรมชาติ สารเคมีดัง กล่าวให้กับพืชโดยวิธีฉีดพ่นทางใบและสารเคมีบางอย่างสามารถให้โดยการแช่ เมล็ดด้วย สารเคมีเหล่านี้สามารถไปกระตุ้นให้พืชต่อต้านการเข้าทำลายของเชื้อโรคก่อน ที่จะเกิดการเสียหายได้โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถใช้เสริมร่วมกับการป้องกันโรคในแบบเดิมๆได้


วิธีนี้จะช่วยอะไรบ้าง?

- วิธีนี้ช่วยลดการระบาดและความรุนแรงของโรคต่อพืชและผลผลิตได้
- วิธีนี้ช่วยเพิ่มระยะเวลาป้องกันโรคพืชและลดระยะเวลาการเป็นโรคได้
- วิธีนี้ช่วยให้ยุทธวิธีการควบคุมป้องกันโรคพืชครบทุกด้าน โดยช่วยการป้องกันโรคที่ต้นทางนอกจากเหนือจากการรักษาที่ปลายทางหรือเมื่อ พืชเป็นโรคเกิดความเสียหายแล้ว
- วิธีนี้ช่วยสิ่งแวดล้อมโดยทำให้ลดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษสูงในการป้องกันรักษาโรคพืช
- วิธีนี้ช่วยป้องกันโรคที่รักษายากหรือยังไม่มียารักษาเมื่อเกิดการระบาด เช่น โรคจากเชื้อไวรัส
- วิธีนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ใช้และผู้บริโภคในกรณีของ Salicylic acid เพราะเป็นสารที่พืชสร้างขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

กลไกการกระตุ้นภูมิต้านทานโรค
การกระตุ้นภูมิต้านทานโรคพืชเป็นวิธีที่ใกล้เคียงเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุดใน การป้องกันตนเองของพืชโดยการใช้สารเคมีไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เมื่อพืชเริ่มติดโรค วิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการใช้สารเคมีใหม่ๆ ในพืชแต่ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สมบูรณ์แบบอีกด้วย โดยการเน้นที่การป้องกันมากกว่าการรักษา

ในธรรมชาติเมื่อพืชถูกเชื้อโรคเข้าทำลาย จะเกิดการกระตุ้นเฉพาะที่ เช่น บริเวณใบที่ติดเชื้อโรค ทำให้เกิดการตอบสนองของพืชในรูปของปฏิกิริยาทางเคมีภายในเซลล์พืช และนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า กรดซาลิไซลิค (Salicylic acid) เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่พืชสร้างขึ้นหลังจากการติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นสารเคมีสำคัญในการกระตุ้นการสร้างโปรตีนที่เป็นภูมิต้านทานโรค (PR-proteins) ขึ้นมาป้องกันตนเอง โปรตีนที่เป็นภูมิต้านทานโรคเหล่านี้เป็น
แบบที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อโรคใดๆ แต่จะครอบคลุมเชื้อโรคได้กว้าง (broad spectrum)
ดังนั้นจึงสามารถต้านทานโรคที่เกิดได้ทั้งจากแบคทีเรีย รา และไวรัส

อย่างไรก็ตามโปรตีนที่เป็นภูมิต้านทานโรคเหล่านี้ จะมีอายุไม่ยาวนัก ประมาณ 15-30 วันก็จะหมดไป

ข้อได้เปรียบเมื่อใช้สารเคมีกระตุ้นภูมิต้านทานโรค
การที่พืชป้องกันตนเองได้ตามธรรมชาติ แต่ก็มีจุดอ่อนหลายๆ อย่าง ได้แก่ การที่พืชจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ต้องมีระดับความเสียหายค่อนข้างมากแล้ว เพราะต้องรอให้มีการสร้างกรดซาลิไซลิคในปริมาณมากพอที่จะกระตุ้นได้ และภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นเฉพาะพืชต้นนั้นไม่สามารถจะควบคุมหรือป้องกันพืชทั้งแปลงได้ ดังนี้การระบาดก็จะยังเกิดขึ้นตลอดเวลา การให้สารเคมีในปริมาณเพียงเล็กน้อยกระตุ้นจะช่วยให้สามารถป้องกันโรคพืชก่อนเกิดความเสียหายและยังสามารถควบคุมและป้องกันโรคจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส ได้ในพืชที่กว้าง

ปัญหาและข้อควรระวัง
การป้องกันโรคพืชด้วยวิธีการกระตุ้นภูมิต้านทาน (SAR) กำลังเป็นที่สนใจและเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถใช้ร่วมเสริมกับการใช้สารกำจัดโรคพืชโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี เพื่อลดการใช้ที่มีพิษสูงเหล่านั้น อย่างไรก็ตามการใช้สารกระตุ้นภูมิต้านทานนี้ควรจะเริ่มใช้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเพาะปลูก หรือก่อนที่จะเกิดโรค และควรฉีดเป็นระยะๆ สม่ำเสมอ สารเคมีกระตุ้นภูมิต้านทาน (SAR chemicals) กำลังถูกพัฒนาขึ้นมาอีกหลายๆ ตัว จากบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งเน้นไปที่การค้นหาสารเคมีสังเคราะห์ที่สามารถไปกระตุ้นภูมิต้านทานตามกลไกเลียนแบบธรรมชาติ แต่การใช้สารเคมีสังเคราะห์จะเกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ยังคงต้องวิจัยและทดสอบความเป็นพิษ และความปลอดภัยต่อผู้ใช้และผู้บริโภคต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเองอยู่แล้ว เช่น กรดซาลิไซลิค (Salicylic acid) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในวงการแพทย์มานานนับศตวรรษแล้วนั้น คงจะเป็นสิ่งยืนยันความปลอดภัยแก่ผุ้ใช้และผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

Systemic Acquired Resistance (SAR)
SAR เป็นระบบป้องกันตัวเองของพืชตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อเชื้อโรค ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ที่เข้าทำลายพืชทำให้เกิดบาดแผลพืชจะเกิดการการตอบสนองอย่างฉับพลัน Hypersensitive Response (HR) และหลั่งสาร SA ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณ (SAR Signal) ส่งไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น

กลไกการทำงานของกระบวนการ SAR
(1) เชื้อโรคเข้าทำลายเซลล์พืช พืชเกิดการการตอบสนอง ตื่นตัว Hypersensitive Response (HR)
(2) พืชหลั่งสารป้องกันตนเองเฉพาะที่ต่างๆ เช่น ROI, NO
(3) พืชหลั่งสาร SA และส่งสัญญาณ SARไปทั่วต้น
(4) กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรค (PR-Proteins) มาป้องกันตนเองจากเชื้อโรค ที่จะลุกลามต่อไป ทั่วทั้งต้น

http://www.paccapon.blogspot.com/2015_06_01_archive.html





☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO



POTATO : มันฝรั่งกับโรคที่น่าสนใจ

POTATO: มันฝรั่งกับโรคที่น่าสนใจ

กระบวนการทำงานและการเจริญเติบโตของมันฝรั่ง (POTATO) 

1. ระยะเริ่มงอก (Sprouting initiation and Emergence)
หน่อเริ่มพัฒนาการจากตาของหัวมันและเติบโตโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน รากเองก็เริ่มงอกออกจากหน่อ (หัวพันธุ์)

ทางดิน เตรียมดินคลุกดินด้วย “ซอยล์-แอสท์” อัตรา 50-100 กก. และรดด้วย “ซอยล์ไลฟ์” อัตราผสม 10-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่หัวพันธุ์ ด้วย “ซาร์คอน” และ “ออร์ซ่า” อัตรา 20 ซีซี + 4 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร


2. ระยะเจริญเติบโต (Leof Dev.)
กิ่ง,ใบและลำต้นกำลังจะเริ่มพัฒนาออกมาจากหน่อใต้ดิน รากและลำต้นใต้ดิน (Stolon) ก็พร้อมเจริญเติบโตจากหน่อใต้ดิน ฉีดพ่นด้วย “ไบโอเจ็ท” อัตรา 10 กรัม (1 ซอง ต่อน้ำ 20 ลิตร) ทุกๆ 7-10 วัน 2-3 ครั้ง และ “ซาร์คอน” กับ “คาร์บ๊อกซิล” อัตรา 20 ซีซี + 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรทุกๆ 7-10 วัน จำนวน 3-4 ครั้ง


3. ระยะลงหัว (Tuberization)
เซลล์เริ่มทำหน้าที่เปลี่ยนจาก Stolon มาเป็น Tuber (Cell Differentiate) เซลล์จะขยายใหญ่ขึ้น (Cell Enlarge ment) เพื่อรองรับแป้งและโปรตีนที่จะมาสะสม และจะเห็นได้ชัดสำหรับระยะนี้ คือ มันฝรั่งจะเริ่มออกดอก ฉีดพ่นด้วย “แอคซอน” เพียง 1 ครั้ง อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ระยะสะสมอาหาร (Tubers Filling)
เซลล์ของหัวมันจะเริ่มสะสม คาร์โบไฮเดรตและหัวมันก็จะเริ่มขยายจนมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจนเห็นเด่นระยะนี้ต้องการ
การบำรุงที่ดีเพื่อให้มีผลผลิตที่สูง และคุณภาพที่สูงจนได้ ฉีดพ่นด้วย “ซูก้าร์-ไฮเวย์” ผสมกับ “เพาเวอร์-5”
อัตรา 20 ซีซี+20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 10-15 วันครั้ง อย่างน้อย 3-4 ครั้ง


4. ระยะแก่และเก็บเกี่ยว (Maturity and Harvesing)
ระยะนี้ใบจะเริ่มเหลืองและใบจะเริ่มสลด พร้อมร่วงหล่น การสังเคราะห์แสงมีน้อยลง ไม่มีการเจริญเติบโตและต้นก็จะค่อยๆ เริ่มแห้งตายไปในที่สุด หัวมันก็จะเริ่มสะสมแป้งได้มากที่สุด พร้อมรอการเก็บเกี่ยวที่สมบูรณ์ต่อไป

หมายเหตุ :
ควรมีการฉีดพ่น “คาร์บ๊อกซิล-พลัส เอ็กซ์ตร้า” สลับกับ “อีเรเซอร์-1” ทุกระยะ 7-10 วัน
เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอาทิ Late Blight, Bacterial Wilt , อื่นๆ เป็นต้น
เพื่อป้องกันแมลงพาหะนำเชื้อไวรัส ใบหงิก ควรมีการฉีดพ่น “ซิกน่า” ตั้งแต่ระยะหลังปลูก 15 วัน
ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ไปเรื่อยๆ จะเป็นการดีที่สุด




http://www.paccapon.blogspot.com/2015_06_01_archive.html

http://www.paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post.html


























=====
เรื่องพืชปรึกษาเรา

บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด 
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)


หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO






วัคซีนพืช กุญแจทอง 4 ดอก

กุญแจทอง 4 ดอก

สำหรับ..พืช

• อีเรเซอร์-วัน (Eraser-1)
• คาร์บ๊อกซิล-พลัส (Carboxyl-Plus)
• ซิกน่า (Zigna)
• ซาร์คอน (Sarcon)




SA-Multi Function for Plant
นอกเหนือจาก..
จุดประสงค์หลัก เพื่อการทำ “วัคซีนพืช”
ให้แก่พืช เพื่อป้องกันและควบคุมโรคต่างๆ
ทั้งจากไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา
ด้วยกระบวนการ (Systemic Acquired Resistance : SAR) ให้แก่พืชแล้ว

พืชเองยังจะได้รับสิ่งดีๆจาก..
รดอินทรีย์ 2-hydroxybenzoic acid (HBA)
ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ตัวนี้เพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย  เพื่อช่วยให้พืชมีความสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป
ในเกือบทุกๆด้าน ทั้งด้านการเจริญเติบโตที่ดี  มีความแข็งแรง สมบูรณ์ ต้นใหญ่ ใบใหญ่ โตไว
ทุกส่วนสมดุลย์ ตลอดจนมีการสร้างผลผลิตที่ดี  และคุณภาพที่ดียิ่งๆขึ้นไป




Mode of Action : Hydroxy acid Group
บทบาทและหน้าที่ : ของกรดอินทรีย์ Hydroxy acid Group ที่มีอยู่ใน :
• อีเรเซอร์-วัน (Eraser-1)
• คาร์บ๊อกซิล-พลัส (Carboxyl-Plus)
• ซิกน่า (Zigna)
• ซาร์คอน (Sarcon)

- กระตุ้นการสมานแผล ในกรณีจากเนื้อเยื่อพืชที่
ถูกทำลายด้วยโรคหรือแมลง โดยการกระตุ้น
การสร้างและสะสม Lignin เพื่อเสริมความแข็ง
แรงที่ผนังเซลล์ (Cell Wall)


- กระตุ้นการสร้าง Phenolics, Phytoalexin, PR-
Proteins เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคแทรกซ้อน
จากแผลต่างๆ เสมือนการสร้างภูมิต้านทานโรค
(วัคซีนพืช) ด้วยกระบวนการ Systemic
Acquired Resistance : SAR

- กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและสาร
อาหาร (Water Circulation ) ในระบบท่อ
ลำเลียง (Xylem-Phloem) ได้ดีขึ้นและมากขึ้น
ทำให้พืชลำเลียงน้ำและอาหารไปสร้างการเจริญ
เติบโตและสร้างผลผลิตได้ดีและมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น โดยไม่เกิดการสะดุด การเจริญเติบโต
ของพืชแต่ละช่วง (Stage) จึงปกติดี การสร้าง
ผลผลิตจึงสมบูรณ์และสูงขึ้น



- เพิ่มการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ของเยื่อเจริญ
เพื่อสร้างเป็นเนื้อเยื่อใหม่ได้เร็วขึ้น และรักษา
สมดุลของเซลล์ ทำให้การแบ่งเซลล์สมบูรณ์ ไม่
ผิดรูปผิดร่าง รูปทรงสมบูรณ์สมส่วน สวยงาม

- ฟื้นฟูสภาพและการทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ให้
กลับมาเป็นปกติเหมือนเซลล์ใหม่ (revitalize)
ทำให้พืชเสมือนเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา

- ช่วยส่งเสริมให้กระบวนการสังเคราะห์แสง
(Photosynthesis) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

- ช่วยกระตุ้นพืชให้เกิดความทนทานต่อสภาพ
แวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (Abiotic Tolerance)
อาทิ Drought Tolerance, Water Tolerance,
Salinity Tolerance, Chilly Tolerance เป็นต้น

- ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
(Stimulating Growth) เสมือนพืชได้รับ
Phytohormone ที่พืชสร้างขึ้นด้วยตัวเอง จึง
ทำให้การเจริญเติบโต (Growth Stages) ของ
พืชดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ตามระยะและ
ช่วงวัยของเขา เนื่องจากได้รับฮอร์โมนที่
เหมาะสมในทุกระยะของการเจริญเติบโตและ
สร้างคุณภาพ โดยไม่มีอาการสะดุด พืชจึง..
“สมบูรณ์จากภายใน สู่..ภายนอก”





อีเรเซอร์-วัน (Eraser-1)

กุญแจทอง..ดอกสำคัญ
ที่ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตควบคู่กับการสร้างคุณภาพ
สำหรับ..พืชยาสูบ และพืชอื่นทั่วๆไป
นั่นคือ..การที่  “อีเรเซอร์-วัน” ทำหน้าที่เพิ่มในการเป็น Phytohormone ให้พืช ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตให้กับพืชทั้งยาสูบ และพืชทั่วไป จากภายในของพืชเองด้วย

นอกเหนือ..จากการที่เขาได้ทำหน้าที่หลักของเขา
อย่างที่เราทราบกันดี นั่นคือ..การสร้างภูมิต้านทานโรค เสมือนพืชได้รับ “วัคซีนพืช” (Systemic Acquired Resistance : SAR) ให้แก่พืช
และนอกจากนั้น เขายังทำหน้าที่ช่วยสร้างความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ (Abiotic Stress) ให้แก่พืช อาทิ :
- ทนทานสภาพแล้ง (Drought Tolerance)
- ทนทานสภาพหนาวเย็น (Cold Tolerance)
- ทนทานสภาพเค็ม (Salinity Tolerance)
- ทนทานสภาพน้ำแช่ขัง (Water Tolerance)
- ทนทานสารเคมี (Chemical Tolerance)
เป็นต้น





นี่..จึงเป็นเหตุผลที่ใครๆ อีกหลายคน
ที่เคยได้ใช้ และสงสัยกันว่า..
ทำไม? เวลาที่ใช้ “อีเรเซอร์-วัน” (Eraser-1) แล้ว

นอกเหนือจาก..ที่จะเห็นว่าพืช “แข็งแรงดี สุขภาพดี ไม่มีโรคเข้าทำลาย” แล้ว
พืชเองก็ยัง “สมบูรณ์ดี เติบโตดี มีต้นใหญ่ ใบใหญ่ โตไว ให้ผลผลิตสูง” อีกต่างหาก
เรามาหาคำตอบ..กันที่นี่ ดีกว่า

และจากที่กล่าวมา..
ก็ยืนยันได้ว่า จากผลลัพธ์ที่ผ่านมา
ถ้าพืชที่ได้รับ “อีเรเซอร์-วัน” (Eraser-1)
อย่าง “ถูกต้อง ถูกวิธี ถูกปริมาณ ถูกเวลา”
สิ่งที่ตามมาก็คือ..”ผลลัพธ์”
ที่เหนือความคาดหมาย อย่างที่หลายๆท่าน
ทราบกันดี และไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน นั่นเอง

Salicylic acid beyond defence: its role in plant growth and development
https://academic.oup.com/jxb/article/62/10/3321/479369
https://www.sciencedirect.com/to…/neuroscience/jasmonic-acid
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Jasmonic_acid
https://www.slideshare.net/Rakeshsarma7/seminar-modified



(คลิ๊กชม คลิปวีดีโอ)



ออร์ซ่า

ไบโอเจ็ท


Salicylic acid


แนะนำเพจสำหรับการเกษตร

#ยาสูบเงินล้าน




=====
เรื่องพืชปรึกษาเรา
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)


หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO