FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อ้อย การเพิ่มผลผลิตอ้อย

เพิ่มผลผลิตให้  "อ้อย"  กันครับ!!
อ้อย เป็นพืชชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ "ซิลิคอน" ได้ดีมาก จากการวิเคราะห์พบว่า การปลูกอ้อย 12 เดือน ต้นอ้อยจะมีธาตุซิลิคอนสะสม 60.8 กิโลกรัม ต่อไร่ และมีรายงานว่า การใช้ซิลิคอนในการปลูกอ้อยแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ช่วยทำให้ผลผลิตต่อไร่และปริมาณน้ำตาลในอ้อยสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่มีการใช้ซิลิคอนครับ





ประโยชน์ของซิลิคอน ในผลิตภัณฑ์ #ซาร์คอน ที่มีต่ออ้อย



1. เพิ่มผลผลิต จากงานทดลองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ บราซิล พบว่าการใช้ซิลิคอนในดินที่มีปริมาณธาตุซิลิคอนในระดับที่ต่ำในไร่อ้อยจะช่วยเพิ่มผลผลิตของอ้อยได้ 10-50% และพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณน้ำตาลในอ้อยสูงขึ้น 15-30% ด้วย ซึ่งมีข้อเสนอแนะของผู้ที่ทดลองว่า ซิลิคอนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของอ้อย

2. ช่วยการต้านทานโรค ซิลิคอนจะช่วยทำให้พืชสามารถต้านทานโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อราและแบคทีเรีย เช่น โรคราสนิม ใบขีดแดง โดยซิลิคอนเมื่อเข้าสู่พืชจะถูกส่งไปสะสมที่บริเวณใบในรูปผลึกของซิลิคอนไดออกไซด์ในช่องว่างของเซลลูโลส ทำให้ใบอ้อยทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรคและป้องกันไม่ให้เชื้อราสร้างเส้นใยเข้าไปใช้สารอาหารที่มีอยู่ในพืช เช่น สารประกอบไนโตรเจน กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อการเจริญของเชื้อรา ทำให้ราไม่สามารถแพร่ขยายทำลายใบอ้อยได้

3. ช่วยลดระดับการทำลายของหนอนกอ มีรายงานพบว่า ต้นอ้อยที่มีการสะสมซิลิคอนที่ใบในเปอร์เซ็นต์ที่สูงจะช่วยลดระดับการทำลายของหนอนกอได้ และมีรายงานว่า การใช้ซิลิคอนร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจนจะช่วยลดการทำลายของหนอนกอได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว


4. ช่วยลดความเป็นพิษของธาตุบางชนิด มีรายงานว่า อ้อยที่ได้รับแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณที่สูง เช่น แมงกานีส พบว่า อ้อยที่มีสัดส่วนของแมงกานีสต่อซิลิคอนไดออกไซด์ ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 0.7 จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้อยได้รับความเสียหาย โดยซิลิคอนจะช่วยป้องกันการสะสมแมงกานีสที่บริเวณใบปริมาณ
ที่สูงจนทำให้ใบอ้อยเกิดจุดสีน้ำตาล ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงลดลง

5. ช่วยทำให้อ้อยทนแล้ง พบว่า การสะสมซิลิคอนที่ใบจะช่วยทำให้ใบอ้อยมีการคายน้ำลดลง โดยเป็นผลเนื่องมาจากซิลิกาในรูปวุ้นที่อยู่ในเซลลูโลสที่บริเวณปากใบ จะมีผลทำให้การคายน้ำของอ้อยลดลงซึ่งจะส่งผลดีในอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทาน ทำให้สามารถจัดการกับการให้น้ำแก่อ้อยได้ง่ายขึ้น


6. ป้องกันการหักล้มของต้นอ้อยทำให้ต้นอ้อยแข็งแรง พบว่า ต้นอ้อยที่มีปริมาณของซิลิคอนในปริมาณที่สูงในเนื้อเยื่อ จะทำให้มีโครงสร้างของลำต้นที่แข็งแรง และทำให้ใบตั้งชัน มีพื้นที่ในการสัมผัสกับแสงแดดเพิ่มขึ้นทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ส่งผลทำให้อ้อยมีผลผลิตและปริมาณน้ำตาลที่สูงขึ้น

7. ยืดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในน้ำอ้อยไปเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว จากการทดลองพบว่า น้ำอ้อยที่มีส่วนประกอบของซิลิคอนสูงจะเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำตาลซูโครสช้ากว่าน้ำอ้อยที่มีปริมาณของซิลิคอนในระดับต่ำ เมื่อตรวจสอบโครงสร้างของน้ำตาลซูโครสพบว่า จะรวมตัวกับซิลิคอนเป็นสารประกอบเชิงซ้อน นอกจากนี้ ยังพบการรวมตัวกันของน้ำตาลฟรัคโทสกับซิลิคอน ซึ่งทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถนำน้ำตาลฟรัคโทสไปใช้ในการเจริญได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าน้ำอ้อยเมื่อเผาจนเหลือเถ้า เมื่อวิเคราะห์พบว่า จะมีปริมาณของธาตุ โพแทสเซียม และซิลิคอนในปริมาณที่สูง ดังนั้น การมีปริมาณของซิลิคอนจะช่วยเพิ่มปริมาณของแข็งในน้ำอ้อย ทำให้ได้ค่า CCS สูงขึ้น


จากบทบาทของซิลิคอนที่มีต่ออ้อยจะพบว่า ธาตุซิลิคอนจำเป็นต่อการเพิ่มผลผลิตของอ้อยอย่างมาก ในประเทศไทยพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ขาดธาตุซิลิคอนในดิน ในการปลูกอ้อยทุกครั้งเราจะสูญเสียอ้อยไปกับผลผลิต ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรควรจะมีการเติมซิลิคอนลงกลับไปสู่ดินเพื่อชดเชยธาตุซิลิคอนที่สูญเสียไปกับผลผลิตของอ้อย

การปลูกอ้อยที่อยู่ในพื้นที่น้ำฝนห่างจากระบบชลประทาน มักประสบปัญหาเรื่องของการขาดแคลนน้ำ เพราะบางทีฝนฟ้าก็ไม่ตกตามฤดูกาล บางทีก็ตกล่าช้า ทำให้ช่วงการเจริญเติบโตของอ้อยเกิดการขาดน้ำ ทำให้การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ผลผลิตตกต่ำ ซึ่งเราจำเป็นต้องหา “ตัวช่วย” ให้อ้อยโดยการให้ กรดอินทรีย์สังเคราะห์ในกลุ่มไฮดร๊อกซี่ (Hydroxy acid Group) และออร์โธ่ซิลิซิค แอซิด (Orthosilicic acid) ที่มีอยู่ใน #ซาร์คอน ฉีดพ่นในช่วงอ้อยระยะเล็ก อายุในช่วง 30 -90 วันประมาณ 3 - 4 ครั้ง เพื่อสร้างความทนทานสภาพแล้ง(Drougth Tolerance)ร่วมกับฮอร์โมนกระตุ้นการแตกราก กระชากการแตกกอ #ไบโอเจ็ท เพื่อกระตุ้นให้แตกกอดี เพื่อให้อ้อยให้ผลผลิตสูงขึ้น

ศึกษากระบวนการเจริญเติบโตของอ้อยเพิ่มเติมที่ลิ้งค์ครับ
http://paccapon.blogspot.com/2015/05/growth-stage.html

Cr. ขอบคุณภาพไร่อ้อยคุณฉวีวรรณ วารภาพ จ.นครสวรรค์ โทร. 086-1194486





ขยายพันธุ์อ้อย ก็ใช้ซาร์คอน แช่ข้อพันธุ์


ซาร์คอน




ขยายพันธุ์อ้อย เจริญเติบโตดี








อ้อย : การสร้างน้ำตาล
การสร้าง การเคลื่อนย้าย การใช้และการเก็บน้ำตาลของอ้อย
การสร้างน้ำตาล
ใบอ้อยเป็นโรงงานทำน้ำตาลที่แท้จริง เพราะสามารถสร้างน้ำตาลจากวัตถุดิบง่ายๆ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ และน้ำจากดินโดยมีแสงแดดเป็นพลังงาน ขบวนการนี้เรียกว่าการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ส่วนโรงงานทำน้ำตาลนั้นเป็นเพียงผู้สกัดเอาน้ำตาลซึ่งมีอยู่แล้วออกมาจากอ้อยเท่านั้น



ขบวนการสังเคราะห์แสง เป็นขบวนการที่พืชสีเขียวเปลี่ยนพลังงานจากแสงแดดเป็นพลังงานเคมี ซึ่งอยู่ในรูปของน้ำตาลและแป้ง เป็นต้น
ภายในใบอ้อยรวมทั้งพืชสีเขียวทั่วไป จะมีรงคสารสีเขียวเรียกว่า คลอโรฟีลล์ อยู่มากมาย ทำให้ใบเป็นสีเขียวทั้งใบ ภายในใบมีช่องเปิดเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งด้านบน และด้านล่างของใบ แต่ด้านล่างมีมากกว่า ช่องเปิดนี้เรียกว่า ปากใบ (stomata) ทำหน้าที่ถ่ายเทอากาศของน้ำของใบ
ขบวนการสังเคราะห์แสง อาจแสดงให้เห็นง่ายๆ ด้วยสมการต่อไปนี้

6CO2+12H2O---> C6H12O6+6O2+6H2O

จากสมการแสดงว่า ในการสร้างน้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ๑ โมเลกุลนั้นต้องใช้วัตถุดิบ คือ ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ๖ โมเลกุล และน้ำ ๑๒ โมเลกุล นอกจากน้ำตาลแล้วยังมีออกซิเจนซึ่งมาจากน้ำ ๖ โมเลกุล และน้ำอีก ๖ โมเลกุล
การสังเคราะห์แสงมิใช่เป็นขบวนการง่ายๆ แต่เป็นขบวนการที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนประกอบด้วยปฏิกิริยา ๒ ขั้น คือ

ขั้นแรก
เป็นการเปลี่ยนพลังงานแสงแดดซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่สามารถเก็บได้โดยตรง ให้มาอยู่ ในรูปสารเคมีที่ให้พลังงานสูงคือ NADPH (nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) และ ATP (adenosine-5-triphosphate) ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น ในขณะที่มีแสงเท่านั้น จึงเรียกว่า ปฏิกิริยาต้องการแสง หรือ "light reaction"

ขั้นที่สอง
เป็นการนำพลังงานที่ได้จากขั้นแรกมาใช้ในการตรึงก๊าซ CO2 จากอากาศที่เข้าไปในใบทางปากใบและ CO2 จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบหลายอย่าง ด้วยการช่วยเหลือของเอนไซม์ (enzyme) หลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง จนกระทั่งได้เป็นน้ำตาล ปฏิกิริยานี้ไม่ต้องใช้แสง จึงเรียกว่า ปฏิกิริยาไม่ต้องการแสง หรือ "dark reaction" สารประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง CO2 เข้าไปในใบนับว่าเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป คาลวิน (Calvin) และผู้ร่วมงาน ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสาหร่ายและพืชบางชนิดที่ได้รับ C14O2 (radioactive carbondioxide) และได้เสนอวงจร (cycle) ของ CO2 ที่สมบูรณ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๖ วงจรนี้จึงเรียกว่า วงจรคาลวิน (Calvin cycle) ตามชื่อของเขา
คาลวินได้พบว่า สารประกอบชนิดแรกที่พบภายหลัง CO2 เข้าไปในขบวนการ dark reaction คือ กรดฟอสโฟไกลเซอริก (3 - phosphoglyceric acid) เป็นกรดที่มีคาร์บอน ๓ อะตอม (3-carbon atom-C3) ซึ่งต่อมาคำ "C3" ได้กลายเป็นชื่อกลุ่มของพืช ที่สร้างกรดฟอสโฟไกลเซอริก
ขบวนการนอกจากจะเรียกว่า พืช C3 แล้ว ยังมีผู้นิยมเรียก พืชคาลวิน (Calvin plant) อีกด้วย ตัวอย่าง พืช C3 ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น
ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในฮาวายนำโดยคอร์ตสชาค (Kortschak) ได้เสนอรายงานว่า ในอ้อยนั้น สารประกอบชนิดแรกที่พบมิใช่กรดฟอสโฟไกลเซอริกตามที่รายงานโดยคาลวิน แต่เป็นกรดมาลิก (malic acid) ซึ่งมีคาร์บอน ๔ อะตอม (C4) การค้นพบดังกล่าวนี้ได้รับการยืนยันโดย แฮทช์ (Hatch) และสแลค (Slack) ในปีต่อมา หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้พบว่า มีพืชอีกหลายชนิด ที่มีขบวนการเช่นเดียวกับอ้อย และเรียกชื่อพืชกลุ่มนี้ว่า พืช "C4" (C4 plant) ตัวอย่างได้แก่ อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และผักโขม เป็นต้น พืชพวกนี้มีความสามารถสูงกว่าพวก C3 ในแง่ของการใช้ปัจจัย เพื่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะแสงแดด และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น
การวัดอัตราการสังเคราะห์แสงอาจกระทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมคือวัดอัตราการตรึงก๊าซ C14O2 ต่อหน่วยพื้นที่ใบต่อหน่วยเวลา ซึ่งมักจะเป็นนาที หรือชั่วโมง วิธีนี้นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่สะดวกแล้วยังใช้ไม่ค่อยได้ผล โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบพันธุ์อ้อย ทั้งนี้เพราะอ้อยแต่ละพันธุ์มีพื้นที่ใบแตกต่างกัน อีกวิธีหนึ่งคือ การวัดน้ำหนักแห้งทั้งหมด (total dry matter) ต่อหน่วยเวลา ซึ่งอาจเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปี อ้อยพันธุ์ใดให้น้ำหนักแห้งทั้งหมดมากกว่าในเวลาเท่ากัน ย่อมให้ผลผลิตมากว่า และการผลิตน้ำหนักแห้งทั้งหมดมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มพื้นที่ใบ
อัตราการสร้างน้ำตาลของใบอ้อยมีมากน้อยเท่าไร จากการศึกษาในฮาวายพบว่า ใบอ้อยที่มีพื้นที่ใบ ๕๗ ตารางเซนติเมตร สามารถสร้างน้ำตาล ๑ ช้อนชาในเวลา ๓๖ ชั่วโมง



การใช้น้ำตาลของอ้อย
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจำเป็นต้องมีการหายใจ (respiration) อยู่ตลอดเวลา สำหรับพืชโดยเฉพาะอ้อย สารอินทรีย์ที่ใช้ในขบวนการหายใจส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งจะถูกย่อยโดยเอนไซม์หลายชนิดเกิดต่อเนื่องกัน จนในที่สุด จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ จะเห็นได้ว่าการหายใจก็คือ การใช้น้ำตาลกลูโคส ที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงนั่นเอง การหายใจจึงเป็นปฏิกิริยาตรงข้ามกับการสังเคราะห์แสง ดังสมการต่อไปนี้
C6H12O6 + 6 H2O + 6 O2 ---> 6 CO2 + 12 H2O
ในการย่อยกลูโคส ๑ โมเลกุลจะต้องใช้น้ำ ๖ โมเลกุลและ ออกซิเจน ๖ โมเลกุล ผลของการหายใจ ทำให้ได้พลังงานในรูปของ ATP ซึ่งจะถูกนำไปใช้ เพื่อการดำรงชีวิต และการเจริญเติบโตต่อไป
อัตราการหายใจขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ก็มีการใช้น้ำตาลมากขึ้น ทำให้มีเหลือสะสมน้อยลง นอกจากนี้ การหายใจยังขึ้นอยู่กับการสังเคราะห์แสงของอ้อย ในวันก่อนหน้านั้นด้วย วันใดที่มีการสังเคราะห์แสงมาก การหายใจก็จะมีมากในวันต่อมา
การหายใจผันแปรไปตามอายุ หรือขนาดของอ้อย อ้อยที่มีลำต้นสูงประมาณ ๒ เมตรหรือมีน้ำหนักสดประมาณ ๒ กิโลกรัม จะใช้น้ำตาลเพื่อการหายใจประมาณร้อยละ ๑๕-๒๐ ของน้ำตาลที่ใบสร้างขึ้นทั้งหมด อัตราการหายใจของลำต้น มิได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลที่สะสมอยู่ในลำต้นนั้น

การเคลื่อนย้ายน้ำตาลในอ้อย
เนื่องจากใบไม่มีที่เก็บน้ำตาล ดังนั้นน้ำตาลที่สร้างขึ้นจากขบวนการสังคราะห์แสง จึงถูกส่งไปเก็บในลำต้นซึ่งมีที่เก็บน้ำตาลอยู่ มิฉะนั้นจะทำให้อัตราการสังเคราะห์แสง หรือการสร้างน้ำตาลลดลง การลำเลียงน้ำตาลจากใบไปยังลำต้นนั้น อาศัยท่ออาหาร (phloem) กลไกการลำเลียงยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก ทั้งนี้เพราะโครงสร้างภายในของลำต้นอ้อย เป็นอุปสรรคต่อการทดลอง แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากได้สันนิษฐานว่า น้ำตาลจะถูกลำเลียงออกจากท่ออาหารของใบ โดยอาศัยกลไกที่ต้องการพลังงาน ทำหน้าที่ส่งน้ำตาลเข้าสู่ท่ออาหารของลำต้น แสงแดดมีส่วนสนับสนุนกลไกนี้
อัตราการเคลื่อนย้ายของน้ำตาลจากใบสู่ลำต้น แตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพแวดล้อม ตามรายงานจากฮาวายปรากฏว่า อัตราการเคลื่อนย้ายที่เร็วที่สุดตกประมาณ ๕ เซนติเมตรต่อนาที จงจำไว้ว่า การสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นในเวลากลางวัน หรือเวลาที่มีแสงเท่านั้น แต่การเคลื่อนย้ายของน้ำตาลเกิดขึ้น ทั้งกลางวัน และกลางคืน และอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับอัตราการเคลื่อนย้าย อุณหภูมิต่ำช่วยให้การเคลื่อนย้ายเร็วขึ้น

กลไกการเก็บน้ำตาลในลำต้นอ้อย
ดังได้กล่าวแล้วว่าน้ำตาลจะถูกส่งออกจากใบมายังลำต้น โดยอาศัยท่ออาหารซึ่งมีอยู่มากมาย ท่อ อาหารเหล่านี้ความจริงก็คือ เซลล์ที่เรียงติดต่อกันโดยตลอดจากใบถึงราก เมื่อมาถึงลำต้น น้ำตาลก็จะแพร่กระจายออกจากท่ออาหาร เข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ รวมทั้งผนังเซลล์ ในรูปของซูโครส ในช่องว่างระหว่างเซลล์รวมผนังเซลล์ซูโครสก็จะแตกตัวออก เป็นกลูโคส และฟรักโทส ด้วยการกระทำของเอนไซม์ แอซิดอินเวอร์เทส (acid invertase) จากนั้นทั้งกลูโคส และฟรักโทส ต่างก็จะถูกนำผ่านผนังเซลล์ โดยมีตัวนำพา (carrier) แยกกันเข้าไปภายในเซลล์พาเรนไคมา (parenchyma cells) ณ ที่นี้ กลูโคสและฟรักโทส ก็จะถูกนำมารวมกันอีก กลายเป็นซูโครส ก่อนที่จะถูกนำเข้าไปเก็บในช่องว่างภายในเซลล์ ซูโครสที่ถูกเก็บไว้ในส่วนของลำต้นที่ยังอ่อน จะถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคส และฟรักโทสได้ง่ายด้วยการกระทำของเอนไซม์ แอซิดอินเวอร์เทสเช่นเดียวกัน

การสะสมน้ำตาลซูโครสภายในลำต้น แตกต่างกันตามพันธุ์ สำหรับพันธุ์พินดาร์ การสะสมน้ำตาลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๕๕ ของน้ำหนักลำต้นแห้ง ส่วนพันธุ์อ้อยเคี้ยว หรืออ้อยปลูกดั้งเดิม อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๗๐ น้ำตาลที่เก็บไว้ในลำต้น อาจถูกลำเลียงไปใช้ เพื่อการเจริญเติบโตของส่วนต่างๆ ภายในกอเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อน้ำตาลที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงมีไม่พอ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม การบังคับให้อ้อยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ปริมาณน้ำตาลที่อยู่ส่วนโคนของลำต้น ลดลงจากร้อยละ ๑๖ เหลือเพียง ๖.๕ ของน้ำหนักสด ภายในเวลา ๓๕ วัน กลไกการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากโคนต้นสู่ยอดมีอย่างไรนั้น ยังไม่เป็นที่ทราบกันในขณะนี้
ปัจจัยที่ทำให้มีการสะสมน้ำตาลในลำต้นเพิ่มขึ้นมีหลายประการ เช่น อ้อยจะต้องแก่พอ ได้รับอากาศหนาวเย็น ทำให้การเจริญเติบโตน้อยลง ขาดธาตุอาหาร และขาดน้ำ ซึ่งสภาพดังกล่าวนี้จะต้องไม่ทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงลดลง อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำตาลที่เก็บสะสมไว้ในลำต้นจริงๆ นั้น จะต้องแยกออกจากปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดน้ำ ปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงโดยวัดความยาวของลำต้น ส่วนที่ไม่มีการเติบโต ห้ามวัดเป็นปริมาตรของลำต้น เพราะปริมาตรของลำต้นอ้อยบางพันธุ์ เปลี่ยนแปลงเมื่อขาดน้ำ การแก่ และการชะงักการเจริญเติบโต ซึ่งแสดงระยะเริ่มต้นของการสุกนั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนระหว่างความยาวของลำต้นส่วนที่อ่อนต่อส่วนที่แก่ โดยที่อัตราการสะสมของน้ำตาลต่อหน่วยพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม ความจริงน้ำตาลอาจจะลดลงด้วยซ้ำไป ถ้าคิดเป็นค่าร้อยละของน้ำหนักอ้อย ในขณะที่มีการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ในเรื่องนี้อาจมีการเข้าใจผิดว่า การสุกของอ้อย ซึ่งส่วนใหญ่ดูจากน้ำอ้อยของลูกหีบนั้น เป็นการเพิ่มอัตราการสะสมน้ำตาลซูโครสของอ้อยนั้น หรือเพิ่มปริมาณน้ำตาลต่อหน่วยพื้นที่ของอ้อยนั้น

จากการศึกษาการเคลื่อนย้าย และการเก็บสะสมน้ำตาลในอ้อย โดยนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ปรากฏว่า การเข้าและออกของน้ำตาล ในเซลล์ที่ทำหน้าที่เก็บน้ำตาลของลำต้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาภายในเซลล์ของลำต้นส่วนที่แก่ ซูโครสจะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลอินเวิร์ต (invert sugar) ค่อนข้างช้า แต่การเปลี่ยนน้ำตาลอินเวิร์ตเป็นซูโครสเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของซูโครสเกิดขึ้น เนื่องจากการกระทำของเอนไซม์ แอซิด อินเวอร์เทส ที่อยู่ภายนอก หรือระหว่างเซลล์ ก่อนที่จะเข้าไปสะสมในที่ว่างภายในเซลล์ และการผ่านผนังเซลล์เข้าไปจะต้องอาศัยพลังงานภายในเซลล์จะพบเอนไซม์ ซูโครสฟอสเฟต ซูโครสฟอสเฟตซินเทเทส (sucrose phosphate synthetase) และเอนไซม์ ซูโครสฟอสฟาเทส (sucrose phosphatase) แต่ไม่พบซูโครสซินเทเทส (sucrose synthetase) เมื่อเข้าไปภายในเซลล์แล้ว ซูโครสฟอสเฟตจะถูกปลดปล่อยในรูปของซูโครส โดยไม่มีการแยกตัวเป็นกลูโคสฟรักโทสแต่อย่างใด ในระหว่างขบวนการเก็บน้ำตาล ซูโครสจะแตกตัวเป็นกลูโคส และฟรักโทส และน้ำตาลทั้งสองชนิดก็จะรวมกันเป็นซูโครสอีก การเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากไซโทพลาสซึม (cytoplasm) เข้าสู่แวคิวโอล (vacuole) มีระบบที่ต้องใช้พลังงาน จึงทำให้สามารถเคลื่อนย้ายน้ำตาล จากที่ซึ่งมีความเข้มข้นน้อย ไปยังที่ซึ่งมีความเข้มข้นมากได้ โดยมีซูโครสฟอสเฟตเป็นวัตถุดิบ
(ที่มา: โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)


http://paccapon.blogspot.com/2016/08/c6h12o6.html การสังเคราะห์กลูโคส(C6H12O6) ‏ในพืช



มารู้จัก ORG-1 & ORG-2 : 
ว่ามีอะไรที่สำคัญๆให้พืชบ้าง
• Amino acid
• Carbohydrate as Monosaccharides
• Malate Compound
• Glutamate Compound
• Fulvic acid
• Calcium-Boron (CaB) Chelate
• Magnesium chelate
• Potassium (K)
• Nitrogen as N-NO3 form



ORG-1 : มีสาร Malate Compound  ซึ่งเป็นสาร Precursor (สารตั้งต้น) ที่สำคัญ
ในกระบวนการ Metabolism
และมีโปรตีนทางด่วน ในรูป Amino acid Chelate หลายชนิดที่สำคัญที่พืชต้องการ
มี Glutamate Compound ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการออกดอกของพืช
และยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิดที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Magnesium Chelate ( Mg), Calcium-Boron Chelate (CaB) , Nitrogen as NO3 และธาตุอาหารหลักบางตัว อาทิ Potassium (K) เป็นต้น

ใช้ได้ดีกับทุกช่วงการเจริญเติบโตของพืช
เหมาะสำหรับช่วงสะสมอาหาร เร่งใบแก่ เพิ่มคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ให้พร้อมเต็มที่
เพื่อการออกออก ช่วยเพิ่มอาหารยามพืชอ่อนแอหรือสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารเองได้ไม่เต็มที่ในช่วงแล้งจัด หนาวจัด หรือช่วงอากาศแปรปรวน ฟ้าปิดแสงแดดน้อย และที่สำคัญช่วยเพิ่มอาหารในยามที่พืชต้องการในระยะแทงช่อดอก ให้ช่อดอกแข็งแรง แทงช่อดอกออกมาได้ดี ช่อใหญ่สมบูรณ์ เพิ่มแป้งน้ำตาลเมื่อพืชต้องการขยายขนาดผลเพิ่มน้ำหนัก ช่วยเร่งความหวาน เพิ่มขนาด และสีผลเข้มสวย ทำให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี สร้างภูมิต้านทานต่อโรคและแมลง
.
ORG-2 : พลังงานทางด่วนพิเศษ สำหรับพืช
และมีคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharides) ที่เป็นพลังงานชั้นสูงในรูป "น้ำตาลทางลัด" ที่พืชต้องการ เป็นชนิดโมเลกุลขนาดเล็ก เพื่อการสะสมอาหารให้แก่พืชแบบรวดเร็วทันที, มี Amino acid ชนิด Chelate ที่พืชสามารถดูดซึมได้ดี และยังมี Fulvic acid ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายและขนส่ง (Transporter) ประจุของธาตุอาหารต่างๆไปยังทุกส่วนของพืช
.
4 ช่วงที่สำคัญ สำหรับพืชที่ต้องการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก
1. ช่วงแตกใบอ่อน
2. ช่วงการออกดอก
3. ช่วงการติดผล
4. ช่วงการเร่งคุณภาพ อาทิ เร่งความหวาน เร่งสี
ช่วยเพิ่มพลังงานให้พืชทันทีโดยไม่ต้องผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ก่อนพืชออกดอกต้องการใช้พลังงานมากกว่าปรกติ เพราะต้องมีการสะสมอาหารเพื่อการออกดอก พืชเองจึงจำเป็นต้องได้รับพลังงานทางด่วน มี
"อะมิโน แอซิค" ในรูปที่พืชสังเคราะห์ได้เองตามธรรมชาติ จึงใช้เป็นอาหารสะสมให้พืชทันที ช่วยเพิ่มการติดผล ช่วยทำให้พืชที่มีผลและผลไม้มีรสชาติดี เร่งหวาน เร่งสี
.
วิธีการใช้ :
อัตราผสม 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ฉีดพ่นทุกๆ 7-10 วัน
1. ช่วงฟื้นฟูต้นหลังเก็บเกี่ยวและแตกใบอ่อน : ฉีดพ่น  2-3 ครั้ง เพื่อการแตกใบอ่อน 1 ชุด

2. ช่วงก่อนการออกดอก (ช่วงสะสมอาหาร) : ฉีดพ่น2-3 ครั้ง เพื่อสะสมอาหารให้มากพอต่อการ
ออกดอก

3. ช่วงการติดผลอ่อน : ฉีดพ่น2-3 ครั้ง เพื่อเร่งการพัฒนาของผลอ่อนและลดการหลุดร่วงของผลอ่อน
และฉีดพ่นต่อไปอีก 2-3 ครั้ง ในช่วงที่ต้องการขยายผลและเพิ่มน้ำหนักอีกทั้งยังป้องกันผลแตก
และผลร่วง เนื่องจากขาดอาหารและขนาดพลังงาน

4. ช่วงการเร่งคุณภาพ (เร่งความหวาน) : ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผลโตอย่างรวดเร็วและช่วย
เพิ่มการพัฒนาผลให้มีคุณภาพ

.
ORG-1 และ ORG-2 :
มีลักษณะเป็นโมเลกุลที่พืชดูดซึมได้ง่าย พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สามารถใช้ได้ดีทั้งแบบฉีดพ่นทางใบ ผสมน้ำราดดินรากสามารถดูดซึมได้ หรือให้ไปกับระบบน้ำ พืชสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทั้งทางใบและทางราก
.
#คุณประโยชน์ :
-ช่วยการเจริญเติบโตทุกส่วนของพืชของพืช ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นหลังการเก็บเกี่ยว หรือแก้อาการต้นโทรม
-ช่วยให้พืชแตกใบใหม่ได้พร้อมๆกันทั้งลำต้น ยอด และใบที่สมบูรณ์
-ช่วยสะสมอาหาร ช่วยสร้างแป้งและน้ำตาลให้พืช พืชมีใบหนา ใบใหญ่เขียวเข้มสมบูรณ์
-ช่วยเติมสารอาหารแบบเร่งด่วนยามที่พืชอ่อนแอ เมื่อสังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่
-ช่วยเปิดตาดอก เร่งแทงช่อดอก ให้ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น
-ช่วยเร่งดอก ออกดอกดก ช่วยให้ช่อดอกยืดยาว ช่อดอกอวบอ้วนสมบูรณ์
-ช่วยผสมเกสร ให้ติดผลดี ติดผลดก ช่วยให้ขั้วเหนียว ลดการหลุดร่วง
-ติดผลดก ไม่หลุดร่วงง่าย ขยายขนาดผล เร่งผลโต อย่างสม่ำเสมอ
-ช่วยสร้างเปลือกให้หนา ยืดหยุ่นดี ไม่มีเปลือกแตกง่าย
-ช่วยให้พืชทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน แห้งแล้ง
-ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรค แมลง
.
อัตราใช้ 20 ซีซี + 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเป็นละอองให้ทั่วทั้งต้น
.
สำหรับ ไม้ผล ผลไม้และพืชออกดอกติดผล ที่มีการออกดอก ออกดอกดี ดอกดก เราจะมีแค่หลักๆ 2 ตัวนี้นะคะ ที่เราเน้นคือ ORG-1, ORG-2 เพราะเราจะเน้นการสะสมพลังงานให้มากพอจนล้นออกมา เพราะว่าพืชต้องการและจำเป็น เพื่อพืชเองก็จะออกดอกได้ดี







=====
เรื่องพืชปรึกษาเรา
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)


หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO



วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

คลายปม ข้อสงสัยว่าทำไม "อีเรเซอร์วัน" ถึงฆ่าเชื้อโรคได้เฉียบพลัน

คลายปม..
ข้อสงสัย ว่าทำไม ?..
"อีเรเซอร์-วัน" 
ถึงได้ฆ่าเชื้อโรคได้เฉียบพลัน
แบบทันใจ เชื้อโรคตายไม่ขยาย & ลุกลาม
และชะงัดผล บนความปลอดภัย 
ของทั้งผู้ใช้และผู้บริโภค 
อีกทั้งเชื้อโรค ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์เรื่องการดื้อยา

เราลองมาดูกันว่า 
กลไกการทำงานของ “อีเรเซอร์-วัน” 
นั้นเป็นอย่างไร



อีเรเซอร์-วัน (Eraser-1)

คุณสมบัติ “อีเรเซอร์-วัน” (Eraser-1)

- เป็นสารเสริมประสิทธิภาพกำจัดเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคทุกชนิดที่อยู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง “อีเรเซอร์-วัน” มีสารประกอบอินทรีย์ในรูปเกลือแอมโนเนียม ( NH4+ ) ซึ่งจะมีประจุบวกอย่างแรงวิ่งไปจับกับเชื้อโรค ทำให้ผนังเซลของเชื้อโรคเสียสมดุลและแตกสลายตายได้ทันที อีเรเซอร์-1 ยังมีส่วนผสมของสารเสริมประสิทธิภาพทำให้ตัวยากระจายและจับติดใบหรือส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ดี “อีเรเซอร์-วัน” ไม่ถูกดูดซึมเข้าไปใน และจะหมดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารอินทรีย์อื่นๆ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

• กลไกการออกฤทธิ์ของ "ERASER-1"
- กลไกการออกฤทธิ์ของ “อีเรเซอร์-วัน”
สามารถเกิดขึ้นได้ที่ผนังเซลล์ทั้ง 2 ชั้นของเชื้อโรค ได้แก่

1. ผนังเซลล์ชั้นนอก(outer membrane )

2. ผนังเซลล์ชั้นใน ( cytoplasmic membrane)


- การออกฤทธิ์ที่ชั้นนอก(outer membrane) 
ผนังเซลล์ซึ่งมีลักษณะเป็น Lipopolysaccharide จะมีประจุลบ(-)อยู่ด้านนอกเรียงตัวในลักษณะเป็น bilayer ดังนั้น "อีเรเซอร์-1" ที่มีประจุบวก(+) จะวิ่งไปจับกับผนังเซลล์ที่มีประจุลบ(-) อย่างรวดเร็ว ทำให้ผนังเซลล์บิดจนเกิดเกิดรอยร้าวขึ้น และสามารถผ่านเข้าไปสู่ชั้นในได้ต่อไป

- การออกฤทธิ์ที่ชั้นใน (cytoplasmic membrane)
Cytoplasmic membrance ก็จะมีลักษณะเป็น bilayer เหมือนชั้นนอกซึ่งมีประจุลบ (-) ที่บริเวณผิว "อีเรเซอร์-1" ที่เข้ามาจะจับติดกับผนังเซลล์แล้วมีกลไกออกฤทธิ์ที่เป็นไปได้ดังนี้
- ถ้าประจุบวก (+) แรงพอจะทำให้ผนังเซลล์แตกสลาย เชื้อโรคตายทันที
- จะเกาะกลุ่มกันทำให้เกิดท่อที่ผนังเซลล์ทำให้สารภายในเซลล์ไหลออกได้
- จะเรียงตัวที่ผิวเซลล์เหมือนปูพรม ทำให้ผนังเซลล์สูญเสียความแข็งแรง
- ตามรอยรั่วเข้าไปทำลายอวัยวะภายในเซลล์ซึ่งมีประจุลบ (-)


• คุณประโยชน์
- ใช้กำจัดและควบคุมโรคพืชได้รวดเร็ว โดย อีเรเซอร์-1 สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และสาหร่ายที่ทำให้เกิดโรคพืช บริเวณผิวนอกของพืช เช่น โรคแอนแทรคโนส โรคราน้ำค้าง โรคโคนเน่า โรคใบไหม้ โรคราแป้ง โรคราสนิม โรคใบจุด  โรคแคงเคอร์ โรคยอดเน่า โรคผลเน่า และอื่น ๆ เป็นต้น

- เชื้อโรคจะถูกกำจัดและหยุดการลุกลามได้อย่างรวดเร็ว เพราะ “อีเรเซอร์-1” สามารถฆ่าเชื้อบริเวณผิวนอกของพืชได้มากกว่า 99% ในทันที หลังจากเชื้อโรคสัมผัสกับน้ำยาไม่เกิน 5 นาที

- เสริมประสิทธิภาพในการควบคุมและกำจัดเชื้อโดยที่ “อีเรเซอร์-1” สามารถแพร่กระจายตัวยาได้ทั่วบริเวณที่ฉีดพ่น และจับกับเชื้อโรคที่ผิวด้านนอกของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว


- “อีเรเซอร์-1” สามารถใช้ได้ทั้งก่อนการเก็บเกี่ยว ( Pre-harvest ) และหลังการเก็บเกี่ยว ( Post-harvest ) และจะสูญสลายอย่างรวดเร็วหลังจากฆ่าเชื้อโรคแล้ว จึงไม่ตกค้างในพืชและผลผลิต ปลอดภัยต่อพืช คน และสัตว์
- เหมาะกับโรคแอนแทรคโนส, โรคราน้ำค้าง, ราแป้ง, ใบจุด, ราสนิม, โรคเน่า, และโรคอื่นๆ ในหอม กระเทียม พริก มะเขือเทศ ข้าว ข้าวโพดหวาน แตงโม แตงกวา แคนตาลูป คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาด ฟัก มะระ บวบ หน่อไม้ฝรั่ง มะม่วง องุ่น ทุเรียน ลำไย ส้ม มะนาว กล้วยไม้ มะละกอ กล้วย มันฝรั่ง สับปะรสและพืชตระกูลถั่ว


ERASER-1
An active substance composed of:
Mixture of Alkyl-benzene derivatives
Ammonium salt made from organic compounds
Benefits
• ERASER-1 helps to quickly eliminate more than 99% of germs and epidemics, as it kills germs within the outer surface of plants within 5 minutes of being applied.
• ERASER-1 quickly eliminates and controls plant diseases caused by mildew, bacteria, viruses and algae, such as: Anthrachnose, downy mildew, foot rot, leaf blight, powdery mildew, leaf rust, leaf spot, Fusarium wilt, canker, spere rot and fruit rot, among others.
• ERASER-1 improves germ control and elimination through an osmotic process in the treated areas, and by trapping diseases in the plant’s outer bark layers.
• ERASER-1 can be used alongside all pesticides, except plant hormones, and reduces the dosage and resistance to fungicide, bactericide etc.
• ERASER-1 can be used during both the pre-harvest and post-harvest seasons and will dissolve quickly after eliminating diseases. Thus, there is no residue left in the plants during their growth, and it is thus safe to use for plants, humans and animals.
• ERASER-1 ‘cleans’ plants so as to prevent diseases, thus resulting in perfect growth.
Usage and Application
The product is suitable for all field crops, vegetables, fruit, and floriculture and ornamental plants.
For plant diseases in the pre-harvest season: Mix 5-10 c.c. of the product with 20 liters of water and spray onto infected areas or the whole plant when an infection occurs, every 5-7 days.
For plant diseases during the post-harvest season: Mix 5 c.c. of the product with 20 liters of water and soak agricultural products in the water for 5 minutes.
Superior Quality
- Cleans and eliminates plant diseases caused by mildew, bacteria, viruses and algae, those which appear on the plant’s surface
- Rapidly eliminates 99% of germs within 5 minutes of being applied with a low-concentrate mixture (5 c.c. of ERASER-1 with 20 liters of water)
- Looks for and traps diseases in infected areas
- Can be used during both the pre-harvest and post-harvest phases, and
- Is safe and leaves no residue on the plants, within the agricultural products or in the environment.
ERASER-1 is suitable for use against Anthractnose, downy mildew, foot rot, leaf blight, powdery mildew, leaf rust, leaf spot, Fusarium wilt, canker, spere rot and fruit rot, among others, and can be used with onions, shallots, garlic, chilli, tomatoes, rice, sweet corn, water melon, cucumber, bitter cucumber, cantaloupe, cabbage, kale, lettuce, gourd, asparagus, mangoes, grapes, durian, longan, oranges, lemons, papaya, bananas, pineapple, potatoes, beans and orchids





ปรึกษาสอบถาม
☎️ 084-8809595, 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ 





วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

ไวรัสยาสูบ

2 มกราคม 2560
ลงพื้นที่ตรวจไร่ยาสูบ
รุ่นปลูก 5 พฤศจิกายน 2561
ต้อนรับการก้าวย่างสู่ปีใหม่ 2018
ปีนี้..จะเป็นปีปราบเซียนไหมหนอ?
เพราะ..ดินฟ้าอากาศไม่ค่อยปกติมากนัก
เลยได้พบเห็นโรคจากไวรัส ตัวใหม่ๆ
ที่ไม่เคยพบเห็นมันระบาดมาก่อน
ก็ได้พบได้เห็นกันในปีนี้




ที่มีโรคไวรัสตัวใหม่ๆให้เห็นขึ้นมา
อาจเป็นเพราะว่าพื้นที่รอบข้างแปลงยาสูบในปีนี้
มีพืชใหม่ตัวอื่นๆมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกัน
เพิ่มขึ้น อาทิ ฟักทอง พริก ผักกาดเขียวปลี ข้าวโพดหวาน ที่เป็นพืชอาศัย (Host Plant) ของแมลงพาหะชั้นดี และเป็นพืชอาหารของเหล่าเพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ ตั๊กแตน และพืชเหล่านั้นอาจไม่มีการป้องกันแมลงพาหะเหล่านี้ให้ดี ก็เท่ากับว่ามันเป็น เสมือน “สายล่อฟ้า” หรือว่าเป็นตัว “เรียกแขก” ชั้นดีที่เรียกแมลงพาหะเหล่านี้เข้ามาและลามขยายมาสู่พืชยาสูบของเราไปด้วย นั่นเอง
เหนื่อยใจครับ กับปัญหาดินฟ้าอากาศ
และการระบาดของโรคต่างๆ






แต่เราก็ยังดีที่เรามีโปรแกรมป้องกันไว้แล้วบ้าง
แต่พืชอื่นๆที่ปลูกข้างๆหรือใกล้เคียงกับเรานั้นแย่
ไปตามๆกัน เพราะมันเสียหายแบบ 100 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว มีทั้งเน่า ทั้งเหี่ยว ทั้งใบไหม้ ทั้งใบด่างใบหงิก จนใช้ไม่ได้ และบางแปลงก็เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ไปเลยก็มี






จากนี้ไป..คงต้องหาวิธีตั้งรับกับปัญหาเหล่านี้
และหาวิธี ตลอดจนหนทางแก้ไขที่ดีต่อไป
เพราะมันเพิ่งจะเริ่มพบเห็นปัญหาใหม่ๆเล็กน้อยอยู่

...............

ไวรัส..ถือเป็นปัญหาสำคัญ
อีกปัญหาหนึ่งของเกษตรกร
ที่ปลูกใบยาสูบทั่วประเทศโดยไม่รู้ตัว
เสมือนเป็น "มหันตภัยเงียบ"




• โดยสถิติแล้วจำนวนความเสียหาย
ต่อการปลูกใบยาหนึ่งครั้ง (1 รุ่น)
จะถูกไวรัสคุกคาม เฉลี่ยประมาณ 10-30 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งเทียบเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไป ก็ประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท


• และที่ผ่านมา
เราคิดไปเองว่า ยังไม่มียาตัวใดๆ
ที่จะมารักษาหรือแก้ปัญหาหรือฆ่าเชื้อไวรัสได้
ไม่ว่าจะเป็นในคน สัตว์ และพืช

• แต่..ตอนนี้ มัน "ไม่ใช่"
มีการศึกษาเพื่อหาวิธี "การสร้างภูมิต้านทานไวรัส"
ให้กับยาสูบ เพื่อให้ต้านทานเขื้อไวรัส กันแล้ว
เสมือนมีการให้ "วัคซีน" กับยาสูบ

• "เชื้อไวรัส
สามารถทำให้เกิดโรคกับต้นยาสูบได้ ทุกระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่เป็นต้นกล้าในแปลงเพาะ
หรือเข้าทำลายต้นยาสูบในช่วงที่ต้นยาสูบโตแล้ว
ซึ่งมีรายงานการพบโรคไวรัสยาสูบประมาณ 10 กว่าชนิด และมีมากกว่า 6 ชนิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ได้แก่

• ไวรัสโรคใบหด (Tobacco Leaf-Curl virus,
TLCV)

• ไวรัสโรคใบด่าง (Tobacco Mosaic Virus, TMV) • โรคไวรัสใบด่างแตง (Cucumber Mosaic Virus,
CMV)

• ไวรัสโรคแผลละเอียด (Tobacco Streak Virus,
TSV)

• ไวรัสโรคใบจุดเหี่ยวมะเขียเทศ (Tobacco
Spotted With Virus, TSWV)

• ไวรัสโรคเส้นใบแห้งมันฝรั่ง (potato virus Y,
PVY)

• ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อจำนวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตและระดับคุณภาพใบยาที่มีผลต่อราคาที่รับซื้อ ส่งผลต่อชีวิตและรายได้ของชาวไร่ยาสูบโดยตรง
• นอกจากนี้..วิธีการดั้งเดิมในการป้องกันเชื้อไวรัสระบาดในใบยาสูบ ที่ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวังในการใช้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วยและแก้ปัญหาไม่ได้มากนัก
• และ..บางครั้งอาจจะมีสารเคมีตกค้างในใบยาสูบ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย"
.





เตือนภัย..
การระบาดของไวรัสยาสูบ




ไวรัส..ที่เห็นในกลุ่มนี้ 
ก็สร้างความเสียหายได้ไม่น้อยเหมือนกันกับยาสูบ  นอกหนือจากไวรัสตัวหลักๆ อย่างเช่น
Tobacco Leaf Curl Virus (TLCV), Tobacco Mosaic Virus (TMV), Tobacco Spotted Wilt Virus (TSWV), Potato Virus V (PVY), Tobacco Etch Virus (TEV), Tobacco Rosetted and Bunchy Top Virus (TRBTV)

ซึ่งในปีนี้มีให้พบเห็นอย่างหนาตามากกว่าทุกๆปี อาจเนื่องมาจากว่ามีแมลงพาหะในปริมาณมากกว่าทุกปี และพบเห็นความเสียหายในแหล่งที่มีพืชอาศัย (Host Plants) ของแมลงพาหะอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับแปลงยาสูบที่พบโรคมากกว่าบริเวณอื่นๆ


การป้องกันสำคัญมาก
เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด (ให้พืชถูกทำลายให้น้อยที่สุด)

- ป้องกันแมลงพาหะ (ฆ่าโดยสารเคมี, ขับไล่ด้วยกลไก ISR ทางกระบวนการชีวเคมี, สร้างเกราะ
ป้องกันด้วยการสร้างผนังเซลล์ให้แข็ง)

- ป้องกัน & ควบคุมเชื้อไวรัส (SystemicAcquired Resistance : SAR กระตุ้นการสร้าง
ภูมิต้านทานโรคให้พืชเสมือนการให้วัคซีนพืช)



โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (VIRAL DISEASES)

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกับยาสูบ มีโดยประมาณ 18 ชนิด ดังต่อไปนี้

5.1.3.1 MOSAIC เกิดจากเชื้อ TOBACCO MOSAIC VIRUS (TMV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Myzus Persicae ฯลฯ

5.1.3.2 VEIN BANDING เกิดจากเชื้อ POTATO VIRUSY (PVY) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Aphis spp., Myzuz spp., Neomyzus spp., Acrythoosiphen spp.

5.1.3.3 ETCH เกิดจากเชื้อ TOBACCO ETCH VIRUS มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Aphis spp., Aulacorthium., Macrosiphiun., Myzuz spp. ฯลฯ

5.1.3.4 TOMATO SPOTTED WILT เกิดจากเชื้อ TOMATO SPOTTED WILT VIRUS (TSWV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยไฟ อาทิ Thrip tabaci, Frankliniella

5.1.3.5 CUCUMBER MOSAIC VIRUS เกิดจากเชื้อ CUCUMBER MOSAIC VIRUS (CMV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Myzus persicae, Aphis gossypii

5.1.3.6 VEIN MOTTLE เกิดจากเชื้อ TOBACCO VETH MOTTLE VIRUS (TVMV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Myzus persicae

5.1.3.7 ROSETTE AND BUSHY TOP เกิดจากเชื้อ TOBACCOROSETTE AND BUSHY TOP VIRUS (TRBTV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน (Aphids) อาทิ Myzus sp.

5.1.3.8 PAENUT STUNT เกิดจากเชื้อ PAENUT STUNT VIRUS (PSV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน

5.1.3.9 ALFALFA MOSAIC เกิดจากเชื้อ ALFALFA MOSAIC VIRUS (AMV) มีพาหะนำเชื้อโดยเพลี้ยอ่อน อาทิ Aphis gossypii, Macrosiphium pisi, Macrosiphium solanifolii, Aphis fabae

5.1.3.10 LEAF CURL เกิดจากเชื้อ TOBACCO LEAF CURL VIRUS (TLCY) มีพาหะนำเชื้อโดย แมลงหวี่ขาว (whitefly) อาทิ Bemisia tabaci Bemisia gossypiperda, Trialeurodes natatensis Aleurotuberculatus psidii (in Taiwai)

5.1.3.11 BEET CURLY TOP เกิดจากเชื้อ BEET CURLY TOP VIRUS (BCTV) มีพาหะนำเชื้อโดย เพลี้ยจักจั่น (Leafhopper) อาทิ Circulifer tenellus

5.1.3.12 RATTLE VIRUS เกิดจากเชื้อ TOBACCO RATTLE VIRUS (TRV) มีพาหะนำเชื้อโดย ไส้เดือนฝอย (nematode) อาทิ Trichodorus spp.

5.1.3.13 RING SPOT เกิดจากเชื้อ TOBACCO RINE SPOT VIRUS (TRSV) มีพาหะนำเชื้อโดย ไส้เดือนฝอย (nematode) อาทิ Xiphinema americanum

5.1.3.14 STEAK เกิดจากเชื้อ TOBACCO STEAK VIRUS (TSV) มีพาหะนำเชื้อโดย ตั๊กแตน (grasshopper)

5.1.3.15 NECROSIS เกิดจากเชื้อ TOBACCO NECROSIS VIRUS (TNV) มีพาหะนำเชื้อโดย เชื้อรา (Fungus) อาทิ Olpidium brassicae

5.1.3.16 STUNT เกิดจากเชื้อ TOBACCO STUNT VIRUS (TSV) มีพาหะนำเชื้อโดย เชื้อรา (Fungus) อาทิ Olpidium brassicae

5.1.3.17 WOUND TUMOR เกิดจากเชื้อ WOUND TUMOR VIRUS (WTV) มีพาหะนำเชื้อโดย เพลี้ยจั๊กจั่น (Leafhopper) อาทิ Agallia constricta. Agallia quadripunctata, Agalliopsis novella

5.1.3.18 LETTUCE BIG VEIN เกิดจากเชื้อ LETTUCE BIG VEIN VIRUS (LBVV) มีพาหะนำเชื้อโดย เชื้อรา (fungus) อาทิ Olpidium spp.



ลักษณะอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Viral diseases) จะมีลักษณะโดยทั่วไปที่แสดงอาการ อาทิ แผลจุดเป็นดวง, ด่างลายเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งต้น, แคระแกร็น, หยุดและชะงักการเจริญเติบโต, ลักษณะรูปร่างผิดปกติ, แตกตา, กิ่ง, ช่อ ยอด มากกว่าปกติ





#ยาสูบเงินล้าน

https://www.facebook.com/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-431771140269455/







ปี 2557
โรงงานยาสูบ เพิ่งจะเริ่มมาศึกษา

ว่าด้วยเรื่อง.."การสร้างภูมิต้านทานไวรัส" ให้ยาสูบ
เพื่อแก้ปัญหาความเสียหายจากเชื้อไวรัส


แต่..ในขณะเดียวกัน
ปี 2545

บริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ ได้เริ่มมีการนำ "สารกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานไวรัส" (วัคซีน) มาใช้ในยาสูบ ที่จังหวัดน่านกว่า 1,000 ไร่ ด้วยกลไกและแนวทางของกระบวนการ "Systemic Acquired Resistance" (SAR) ตามที่กล่าวมา



หลายท่านสงสัย
ว่า ทำไม? 

กระบวนการ SAR ก็ไม่ใช่..เรื่องใหม่
แต่ทำไม? ยังไม่ค่อยเห็นมีใครนิยม
นำ "สารกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานไวรัส" มาใช้กัน
อาจเพราะยังไม่เข้าใจในกระบวนการนี้
หรือว่ายังไม่มีสารที่ "ใช่" ที่จะนำมาใช้กัน
หรือเปล่า
.
(ภาคผนวก : โรงงานยาสูบจับมือต่างชาติวิจัย
"สร้างภูมิต้านทานไวรัสในยาสูบ" ลดความสูญเสีย
• โรงงานยาสูบ จับมือ ต่างชาติทำการวิจัยร่วม คิดค้นนวัตกรรมสร้างภูมิต้านทานไวรัสในใบยาสูบเป็นครั้งแรกของโลก
นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โรงงานยาสูบได้ร่วมมือกับ บริษัท โกลด์ ดาร์กอน อินเวสเมนท์ จำกัด (Gold Dragon Investment Pte. Ltd.) จากประเทศสิงคโปร์ จัดทำโครงการทดลองร่วม "การสร้างภูมิต้านทานยาสูบเพื่อต้านทานโรคไวรัส" (Boosting Immunity against Viral Diseases in Tobacco) เพื่อศึกษากลไกทางสรีระวิทยาในการเสริมสร้างภูมิต้านทานของยาสูบเวอร์ยิเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิช ที่มีต่อการต้านทานโรคไวรัสยาสูบ นับเป็นการทดลองกับพืชใบยาสูบเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อนำผลการทดลองไปพัฒนาและช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ ด้านการเพาะปลูกใบยา และเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ ตั้งเป้านวัตกรรมใหม่ของการสร้างภูมิต้านทานไวรัสในวงการพืชและเกษตรของประเทศไทย
ไวรัสถือเป็นปัญหาของเกษตรกรที่ปลูกใบยาสูบทั่วประเทศ โดยสถิติแล้วจำนวนความเสียหายต่อการปลูกใบยาหนึ่งครั้งจะถูกไวรัสคุกคามเฉลี่ย 10-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท และที่ผ่านมายังไม่มียาตัวใดที่สามารถรักษาหรือฆ่าเชื้อไวรัสได้ ไม่ว่าจะเป็นในคน สัตว์ และพืช ซึ่งโรงงานยาสูบได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยพยายามคิดค้นหาวิธีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของโรงงานยาสูบในการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยโครงการทดลองร่วม "การสร้างภูมิต้านทานยาสูบเพื่อต้านทานโรคไวรัส" ครั้งนี้นับเป็นการทดลองกับพืชใบยาสูบเป็นครั้งแรกของโลก โดยร่วมกับบริษัท โกลด์ ดาร์กอน อินเวสเมนท์ จำกัด โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญทำวิจัยเรื่องไวรัส เป็นที่ปรึกษา และมีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับไวรัสในพืช และสัตว์ ประสบความสำเร็จมาแล้ว ดังนั้น ด้วยความสามารถและศักยภาพของบริษัทพร้อมด้วยทีมวิจัยที่มีประสบการณ์ ผนวกกับงานวิจัยที่โรงงานยาสูบได้ทำไว้ นำมาทดลองร่วมกันจะช่วยวิจัยใบยาสูบ ให้ได้รับผลลัพท์ที่เป็นประโยชน์ และสามารถต่อยอดไปสู่การวิจัย และพัฒนาด้านอื่นได้ต่อไป
"เชื้อไวรัสสามารถทำให้เกิดโรคกับต้นยาสูบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่เป็นต้นกล้าในแปลงเพาะหรือเข้าทำลายต้นยาสูบในช่วงที่ต้นยาสูบโตแล้ว ซึ่งมีรายงานการพบโรคไวรัสยาสูบประมาณ 10 ชนิด และมี 6 ชนิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ไวรัสโรคใบหด (Tobacco Leaf-Curl virus, TLCV) ไวรัสโรคใบด่าง (Tobacco Mosaic Virus, TMV) โรคไวรัสใบด่างแตง (Cucumber Mosaic Virus, CMV) ไวรัสโรคแผลละเอียด (Tobacco Streak Virus, TSV) ไวรัสโรคใบจุดเหี่ยวมะเขียเทศ (Tobacco Spotted With Virus, TSWV) ไวรัสโรคเส้นใบแห้งมันฝรั่ง (potato virus Y, PVY) ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อจำนวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตและระดับคุณภาพใบยาที่มีผลต่อราคาที่รับซื้อ ส่งผลต่อชีวิตและรายได้ของชาวไร่ยาสูบโดยตรง นอกจากนี้วิธีการดั้งเดิมในการป้องกันเชื้อไวรัสระบาดในใบยาสูบต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวังในการใช้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว และบางครั้งอาจจะตกค้างในใบยาที่เกี่ยวอีกด้วย" นายต่อศักดิ์กล่าว
ทางด้านนายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท โกลด์ ดาร์กอน อินเวสเมนท์ จำกัด (Gold Dragon Investment Pte.Ltd.) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ทางบริษัทรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้จัดทำโครงการทดลองร่วม "การสร้างภูมิต้านทานยาสูบเพื่อต้านทานโรคไวรัส" ร่วมกับโรงงานยาสูบซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับชาวไร่ มีการสนับสนุน คิดค้นและพัฒนาการปลูกใบยาสูบที่มีคุณภาพ ปลอดภัยไร้สารตกค้าง รักษาสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบ GAP (Good Agriculture Practices) ที่กำหนดโดยองคืการอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิต้านทานวิทยา ซึ่งมีชื่อเสียงในการวิจัยโรคไวรัสในพืชและสัตว์ สำหรับการวิจัยร่วมในครั้งนี้ บรษัทหวังว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อวงการวิจัยการแพทย์ และเกษตรอย่างกว้างขวาง และเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาพวกเราทุกคนไปสู่มิติใหม่แห่งการรักษาโรคร้ายต่าง ๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ
การทดลองร่วมกันครั้งนี้แบ่งการวิจัยออกเป็นสองส่วนคือ การทำวิจัยจากห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาที่ประเทศอินโดนีเซีย และจากแปลงทดลองของโรงงานยาสูบ สถานีทดลองแม่โจ้ สำนักงานยาสูบสุโขทัย และสำนักงานยาสูบนครพนมในประเทศไทย จะมีการเก็บตัวอย่างไวรัสแล้วนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการจ ากนั้นทดลองปลูกใบยาสูบในเรือนกระจก และติดตามประเมินผลจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว อบใบยา เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพผลผลิตจนถึงปลายทาง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการทดลองประมาณ 2 ปี นายชัชวาลย์กล่าว
"ผลสำเร็จจากการทดลองร่วมในครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการพืชผลการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งโรงงานยาสูบจะนำผลการทดลองที่ได้ไปต่อยอดเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ ในการเพิ่มผลผลิตและสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ พร้อมกับนำผลการทดลองต่อยอดไปถึงการทำการค้าร่วมกันกับพันธมิตรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ยาสูบที่มีภูมิต้านทานเชื้อไวรัสได้เป็นประเทศแรกของโลก และจำหน่ายไปทั่วโลกอีกด้วย" นายต่อศักดิ์กล่าวสรุป
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มิ.ย. 2557 เวลา 19:15:32 น.

ปัญหาที่พบในยาสูบ
http://paccapon.blogspot.com/2017/06/blog-post.html?m=0

ประสบการณ์ไวรัสยาสูบ
http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html

กระบวนการ SAR (PPT)
https://paccapon.blogspot.com/2015/12/systemic-acquired-resisitance-sar.html

วัคซีนพืช ตระกูลผีเสื้อมรกต
http://paccapon.blogspot.com/2016/10/blog-post.html?m=1
.
#15ปีผ่านมาใครๆก็ว่าบ้าพูดถึงปัญหาไวรัส
#ต่อไปมันจะเป็นวาระแห่งพืช
#ใครมองข้ามปัญหาไวรัสพืชคนนั้นปลูกพืชใดไม่มีวันสำเร็จ
#ยาสูบพืชครูเรื่องไวรัส

#ยาสูบเงินล้าน





สอบถามเพิ่มเติม
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ

https://lin.ee/nTqrAvO