FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การสังเคราะห์กลูโคส(C6H12O6) ‏ในพืช

ความสำคัญของการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ในพืช



การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ของพืช โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มาสังเคราะห์กับน้ำ (H2O) ที่พืชดูดขึ้นมาทางราก โดยอาศัยคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นตัวรับพลังงานแสงมาแปลงเป็นพลังงานชีวเคมีเพื่อสังเคราะห์แสง เมื่อสังเคราะห์แล้วได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลักคือกลูโคส (C6H12O6) ใบที่มีเม็ดสีคลอโรฟิลล์มากและมีคุณภาพดีจึงจะสามารถรับพลังงานแสงได้ดีและมากอย่างรวดเร็ว และจะทำให้การสังเคราะห์กลูโคสได้มากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้นด้วย โดยพืชจะดูดธาตุอาหารทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม (ประกอบด้วย  N  P  K  Ca  Mg  S  Cl  Fe  Mn  Zn  B  Cu  Mo  และ  Ni) มาช่วยกันทำหน้าที่กันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนกลูโคส (C6H12O6) เพื่อให้เป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งพืชเองก็จะใช้ประโยชน์จากกลูโคสในการสร้างเนื้อเยื่อในเซลล์ต่างๆของพืช เช่น เซลล์เปลือกไม้ เนื้อไม้ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ยอดอ่อน ดอก ผล และอื่นๆ

( กระบวนการสังเคราะห์กลูโคสคร่าวๆ เมื่อพืชดูดน้ำเข้าสู่ท่อน้ำ(xylem) น้ำจะถูกดูดด้วยแรงดึงดูดของการคายน้ำที่ใบ ทำให้น้ำผสมธาตุอาหารทั้ง 14 ธาตุ ลำเลียงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางที่น้ำผ่าน ธาตุอาหารที่ถูกดูดมากับน้ำก็จะถูกเซลล์ต่างๆนำเข้าสู่เซลล์เพื่อเตรียมใช้ทำกิจกรรมต่างๆตามหน้าที่ของแต่ละธาตุ ส่วนทีเหลือส่วนหนึ่งก็จะหลุดรอดไปถึงใบ ธาตุอาหารที่หลุดรอดไปถึงใบจะเป็นตัวกำหนดปริมาณและคุณภาพผลผลิต ถ้าใบได้รับธาตุอาหารมากพอและสัดส่วนระหว่างธาตุอาหารถูกต้อง ใบจะมีสีเขียวเข้มสม่ำเสมอทั้งใบ ใบเป็นมันวาว ซึ่งใบแบบนี้จะสามารถสังเคราะห์แสงได้ดีมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้การสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสได้มากและรวดเร็วเช่นกัน เมื่อน้ำและธาตุอาหารเข้ามาสู่ใบและเมื่อมีแสง กระบวนการสังเคราะห์แสงก็จะเกิดขึ้น โดยการสังเคราะห์น้ำ (H2O)กับคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส โดยเริ่มต้นจากธาตุแมงกานีส (Mn) สร้างเอ็นไซม์แยกน้ำ (H2O) ออกเป็น ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) จากนั้นก็ปล่อยออกซิเจน(O) ออกสู่บรรยากาศ คงเหลือไฮโดรเจน (H)  ไว้รอคาร์บอนไดออกไซด์  (CO2) และธาตุคลอรีน(Cl) ก็จะทำหน้าที่เปิดปากใบให้ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  ไหลเข้าสู่ใบเพื่อทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน (H) ที่แยกตัวจากน้ำรออยู่  คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  6 โมเลกุล ทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน (H)  24  โมเลกุล ได้ น้ำ(H2O)  6 โมเลกุล ระเหยออกไป แล้วเหลือ น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) 1 โมเลกุล  ไว้เป็นวัตถุดิบให้เอ็นไซม์สังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อต่างๆต่อไป )
พืชสังเคราะห์แสงได้กลูโคส(C6H12O6) พืชก็จะนำใช้ไปใช้ในกิจกรรมหลักๆของพืชก่อน อาทิ การนำไปใช้เป็นพลังงานในกิจกรรมดำรงชีพ การนำไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืช เชื้อรา และความเสียหายอื่นๆ ซึ่งเมื่อเหลือแล้วจึงจะนำไปสร้างการเจริญเติบโตและการสร้างการติดดอกออกผลของพืชเอง

การที่พืชสังเคราะห์แสงได้ดีและได้กลูโคสมากๆ ก็จะสร้างการเจริญเติบโตและติดดอกออกผลได้มาก ผลผลิตดีและมีคุณภาพสูงมากขึ้น


ดังนั้น..น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ที่พืชสังเคราะห์ได้จึงนับว่าเป็นความสำคัญมากต่อการสร้างปริมาณและคุณภาพของผลผลิต  ถ้าสังเคราะห์กลูโคสได้มากก็ย่อมสร้างเนื้อเยื่อส่วนสำคัญและจำเป็นต่างๆได้เป็นจำนวนมาก เพราะพืชสามารถนำน้ำตาลกลูโคสนี้ ไปสังเคราะห์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในพืชเอง เริ่มตั้งแต่พลังงานชีวเคมีต่างๆในการดำรงชีวิต การสังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อ(Tissue) ต่างๆโดยกระบวนการของเอ็นไซม์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ เปลือกไม้ ใบ ยอดอ่อน ตาดอก ผล ล้วนแล้วเกิดมาจากการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสทั้งสิ้น


การจะผลิตน้ำตาลกลูโคสได้มากและมีประสิทธิภาพที่ดี ก็ต้องเสมือนมีโรงงานผลิตสินค้าที่ดี ต้องมีวัตถุดิบที่ดีพร้อม มีกลไกการลำเลียงขนส่งวัตถุดิบสู่สายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าคุณภาพจึงจะดีและมีประสิทธิผล ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับการสังเคราะห์แสงที่ใบพืชนั่นเอง


การที่มีใบที่สมบูรณ์พร้อม คือมีขนาดใหญ่.ยาว หนา สีเขียวเข้ม ไม่มีส่วนเสียหาย มีธาตุอาหารในใบสูงสุด (ค่าใบดัชนี)และมีสัดส่วนระหว่างธาตุอาหารตามค่าใบดัชนีของพืชนั้นๆ ใบที่สังเคราะห์กลูโคสได้มากและรวดเร็ว
 
(เราจะมีการวิเคราะห์หาค่าธาตุอาหาร และเรียกค่าใบวิเคราะห์นี้ว่า"ค่าใบดัชนี" ในค่าวิเคราะห์ใบดัชนีจะมีค่าของธาตุอาหารทั้ง14 ธาตุที่จำเป็นของพืช ซึ่งจะประปอบด้วยค่าขั้นต่ำกับค่าขั้นสูง ถ้าในใบพืชที่วิเคราะห์มีค่าต่ำกว่าค่าขั้นต่ำแสดงว่าใบมีธาตุอาหารไม่เพียงพอ และถ้ามีค่าสูงกว่าค่าขั้นสูงมากๆอาจถึงขั้นเป็นพิษกับพืช การให้ธาตุอาหารทางใบในอัตราเดียวกับค่าใบดัชนี จะทำให้มีอัตราการสังเคราะห์แสงดีขึ้นเท่าใบดัชนีมาตรฐาน นี่คือส่วนสำคัญในการผลิตน้ำตาลกลูโคสที่มากพอและรวดเร็ว)


เมื่อใบสมบูรณ์ดีขึ้นก็สามารถสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น เพื่อให้ได้น้ำตาลกลูโคสมากขึ้นและเร็วขึ้น มีส่วนเหลือไปสร้างความเจริญเติบโตให้ต้นและเหลือไปพัฒนาการสร้างผลผลิต ติดดอกออกผลได้มากขึ้น เมื่อได้น้ำตาลกลูโคสมากพืชก็สามารถสร้างยอดใหม่ได้เร็ว ยอดอวบอ้วนแข็งแรง แตกใบอ่อนใหม่ได้เร็ว ใบใหญ่เร็วขึ้นและแก่เร็วขึ้น ทำให้รอบใบแก่สั้นลง ออกดอกได้เร็วขึ้น การช่วยให้กระบวนการสังเคราะห์แสงมีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างน้ำตาลกลูโคสได้เร็ว สามารถช่วยให้การฟื้นฟูต้นและใบหลังการเก็บผลผลิตได้เร็วด้วยยิ่งขึ้นไป  พืชย่อมใช้อาหารสะสมที่เป็นน้ำตาลสะสมในต้น มาเติมให้ส่วนที่เสียไปครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น  


การสังเคราะห์แสงได้ดี สังเคราะห์น้ำตาลได้มาก มีน้ำตาลสะสมไว้มากย่อมทำให้มีพลังสำรองมาก ทำให้การออกดอกของพืชได้ง่ายและดี ช่อดอกยาวอวบอ้วน ช่อใหญ่ ดอกสมบูรณ์ เกสรแข็งแรงและรังไข่อวบอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง ติดดอกง่าย ดอกดก ให้ผลดก ผลใหญ่ เนื้อหนา เนื้อแน่น รสชาติดี มีความหวานสูง (ปัจจัยหลักของการสร้างตาดอกคือการสะสมอาหาร ถ้าการสะสมอาหารมีไว้น้อย ต่อให้มีสารวิเศษใดๆเข้ามาช่วย เข้ามาราดก็ไม่สามารถสร้างตาดอกได้ดี ถ้าหากมีการสะสมอาหารไม่เพียงพอมาก่อน)





ธาตุอาหารที่สำคัญต่อการสังเคราะห์แสง‏
ธาตุอาหารพืช  มีธาตุอาหารหลายชนิดที่มีความสำคัญโดยตรงต่อการสังเคราะห์แสง การขาดธาตุอาหารเหล่านี้ อาจจะทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง เช่น
ไนโตรเจน(N) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเม็ดสีเขียวคลอโรฟิลล์ ในใบพืช
ฟอสฟอรัส(P) องค์ประกอบสำคัญของ ATP  ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง
โพแทสเซียม(K) เป็นตัวกระตุ้นเอ็นไซม์ในกระบวนการสังเคราะห์แสง
แมกนีเซียม(Mg) เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์และเป็นตัวร่วมของเอ็นไซม์สำคัญของกระบวนการ
กำมะถัน(S) เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Iron-Sulfur Protien ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายอิเล็กตรอนในกระบวนการ
เหล็ก(Fe)  มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์
แมงกานีส(Mn) และคลอรีน(Cl) จำเป็นต่อปฏิกิริยาการปลดปล่อยออกซิเจนออกจากใบ และรับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าใบ
สังกะสี(Zn) จำเป็นในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และป้องก้นไม่ไห้คลอโรฟิลล์ถูกทำลายไป
ทองแดง(Cu) เป็นองค์ประกอบของ Plastocyanin ซึ่งทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายอิเล็กตรอนในกระบวนการ






ธาตุทั้ง 17 ธาตุดังกล่าวมีปริมาณโดยประมาณ จากน้อยไปหามาก  ในอัตราส่วนในล้านส่วน ดังนี้
นิกเกิ้ล  Ni                       0,05    ppm.
โมลิบดินั่ม  Mo                0,1      ppm.
ทองแดง  Cu                        6      ppm.
สังกะสี   Zn                       20      ppm.
โบรอน  B                          20      ppm.
แมงกานีส  Mn                  50      ppm.
เหล็ก  Fe                        100       ppm.
คลอรีน  Cl                       100      ppm.
กำมะถัน  S                    1,000      ppm. (0,1%)
ฟอสฟอรัส  P                 2,000      ppm. (0,2%)
แมกนีเซียม  Mg            2,000      ppm. (0,2%)
แคลเซียม  Ca               5,000       ppm. (0,5%)
โพแทสเซียม  K          10,000         ppm. (1,0%)
ไนโตรเจน  N              15,000        ppm. (1,5%)
ไฮโดรเจน  H              60,000        ppm. (6,0%)
ออกซิเจน  O            450,000        ppm. (45,0%)
คาร์บอน  C              450,000        ppm. (45,0%)
ธาตุอาหาร 3 ธาตุสุดท้ายคือ ไฮโดรเจน(H) ออกซิเจน(O) และ คาร์บอน(C) ทั้งสามธาตุนี้เราจะไม่ค่อยคุ้นกันเลยใช่ไหม เพราะเราก็ไม่เคยซื้อมาใส่ให้พืชเราเลย แต่มันมีปริมาณมากถึง 96 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว






ขบวนการสังเคราะห์แสงกับการสร้างสารสะสม
ขบวนการสังเคราะห์แสง เป็นขบวนการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี  โดยมี น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ
ขบวนการสังเคราะห์แสงในพืช C3 พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 3 ตัว คือ  G3P (Glyceraldehyde-3phosphate) ใน Calvin Cycle และสาร G3P จะถูกเปลี่ยนเป็นสารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาลโดยตรงต่อไป
ในพืช C4 และพืช CAM พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 4 ตัว คือ มาเลท (Malate) เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการเปลี่ยนเป็นสารสะสมต่างๆ ในพืชต่อไป ดังนี้
1. สารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาล – พืช C4 และ CAM  จะใช้มาเลทเป็นสารตั้งต้นให้คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ Calvin Cycle ได้สาร G3P ก่อนสังเคราะห์เป็นแป้งและน้ำตาลต่อไป
2. สารสะสมประเภท โปรตีน น้ำมัน น้ำยาง อัลคาลอยด์ สี กลิ่น ฮอร์โมนพืช ฯลฯ – พืช C4 และ CAM  จะใช้  Pyruvate ที่ได้จาก  Malate  หลังจากปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว มาใช้ในการสังเคราะห์สารประเภทต่างๆ โดยมีขั้นตอน (Pathway) ตามลำดับต่อไป เช่น Pyruvate เป็นน้ำมันต่างๆ ได้โดยผ่าน  Mevalonic Pathway เป็นต้น


ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสง
1. สภาพของพืช ได้แก่  สภาพทางสรีรวิทยา  เช่น สรีระของใบ อายุของใบ การเข้าทำลายใบของโรคพืช ที่มีผลต่อสภาพรงควัตถุที่ใช้สังเคราะห์แสง  สภาพทางพันธุกรรม ได้แก่  C3, C4, CAM  มีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชนั้นๆ
2. แสง  ได้แก่  ความเข้มของแสง ความเข้มของแสงสูงอัตราการสังเคราะห์แสงจะสูงแต่ถ้าเกินจุดอิ่มตัวจะทำให้ใบไหม้ได้ ความเข้มของแสงต่ำอัตราการสังเคราะห์แสงจะต่ำ  แต่อัตราการหายใจไม่ขึ้นกับความเข้มของแสง ดังนั้นถ้าความเข้มของแสงต่ำเกินจุดอัตราสมดุลย์ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 และ O2 พืชก็จะเริ่มไม่เจริญและตายในที่สุด ความยาวช่วงแสง อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มเป็นสัดส่วนกับความยาวของช่วงวัน ความยาวคลื่นแสง พบว่าช่วงคลื่นแสงสีแดงและสีน้ำเงินมีผลต่อการสังเคราะห์แสงมากกว่าแสงในช่วงคลื่นอื่นๆ

3. อุณหภูมิ  ถ้าสูงหรือต่ำเกินไปจะมีผลต่อการทำงานของเอ็มไซม์ในขบวนการ Dark Reaction ในอุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้ปากใบปิดอัตราการหายใจสูงและอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง
4. ความเข้มข้นของก๊าซในบรรยากาศ  เช่น  CO2 มากทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงมากขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัวอัตราการสังเคราะห์ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอีก  O2 มากจะลดการสังเคราะห์แสงของพืช C3 เพราะแย่งการใช้วัตถุดิบ RuBP ตัวเดียวกับ CO2
5. ธาตุอาหาร  มีผลต่อการสังเคราะห์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ธาตุอาหารหลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในขั้นตอนการสังเคราะห์แสง
6. ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ  เพราะน้ำเป็นแหล่งอิเลคตรอนที่ใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง น้ำมีผลต่อการปิดเปิดปากใบทำให้มีผลต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าไปใบ น้ำมีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในระดับเซล ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือเมื่อสภาพของพืชไม่สมบูรณ์  พืชมักมีปัญหาจากการสังเคราะห์แสง พืชจะอยู่ในสภาพเครียด จากปัจจัยที่มีผลได้ข้างต้น พาร์ทเวย์(PATHWAY)สามารถปรับสภาพของพืชได้อย่างรวดเร็ว  จากการให้สารตั้งต้น C4 หรือสารมาเลท(MALATE)แก่พืชโดยตรง เพื่อชดเชยการขาดสารมาเลท(MALATE)จากการสังเคราะห์แสงที่มีปัญหาของพืช









สอบถามเพิ่มเติม 
ทักแชทเพจfacebook กดที่ลิ้งค์นี้ได้เลยครับ>>https://www.facebook.com/messages/organellelife.org
📞084-8809595, 084-3696633
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ
http://line.me/ti/p/%40organellelife.com


วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การป้องกันไวรัสพืช ด้วยกระบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคสำหรับพืช (SAR)


"วัคซีน"( Vaccine) เป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะในพืช,ในสัตว์ หรือในคนเราก็ตามที เพราะปัจจุบันนี้ดินฟ้าอากาศของโลกมันเปลี่ยนแปลงไป ภัยจากเชื้อโรคร้ายใหม่ๆก็มีเพิ่มขึ้นมาอย่างมากมายหลายชนิด และก็ไม่รู้ว่ามันจะมาเล่นงานเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า การป้องกันโรคไว้ก่อนเป็นดีที่สุดเพื่อความปลอดภัย ด้วยการทำ "วัคซีน" หรือการกระตุ้นการ
สร้างภูมิต้านทานโรค จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งและไม่ควรนิ่งนอนใจ
"Systemic Acquired Resistance" (SAR) : กระบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคสำหรับพืช
ด้วยความปรารถนาดีจาก: วัคซีนพืช ตรา ผีเสื้อมรกต ที่เกษตรกรมั่นใจมานานกว่า 15 ปี



แนวทางป้องกันปัญหาสำหรับไวรัสพืช
แนวทาง 2 แนวทาง ได้แก่

1. ป้องกันแมลงพาหะ 
- ขับไล่แมลงพาหะ ( Insect  Vector ) ที่ทำให้เกิดโรคไวรัสพืช ด้วย "ซิกน่า" ( ZIGNA )
  ซึ่งมีกรดอินทรีย์หลายชนิดที่ทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณขับไล่แมลงต่างๆ ( ISR )  และยังมีกรด อะมิโน และธาตุอาหารรองและ     เสริมหลายตัว อาทิ มีแคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสีในรูปโมเลกุลเล็ก ที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทันที  


- สร้างเกราะป้องกัน โดยสร้างผนังอันแข็งแกร่ง "แข็ง..จนเจาะไม่เข้า " ด้วย "ซาร์คอน" ( SARCON )
  เพื่อเป็นเกราะป้องกันแมลงจะเข้ามาเจาะดูดน้ำเลี้ยงและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืช 



2. ป้องกันเชื้อไวรัส ด้วยการกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค (Systemic  Acquired  Resistance) : SAR  
ด้วย " อีเรเซอร์-วัน" ( ERASER-1 )
- กรณีที่ใช้ยับยั้งและควบคุมเชื้อไวรัส ให้ฉีดพ่นทุก ๆ 7 - 10 วันครั้ง ตั้งแต่ย้ายกล้าปลูก เพราะ"อีเรเซอร์-1" จะเป็นทั้งวัคซีนต้านไวรัสและเป็นตัวฆ่า เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย และสาหร่ายที่ทำให้เกิดโรคพืช 
- กรณีที่ใช้เมื่อพบการระบาดของเชื้อโรคแล้วในระยะแรก (ในระยะเริ่มต้น) ให้ฉีด ทุก ๆ 3 - 5 วันครั้ง ประมาณ  3-4 ครั้ง   แล้วค่อยเว้นเป็น 7 - 10 วันครั้ง 






1) หยุดไวรัสพืช ด้วย ORG- Model
พืชต่างๆ อาทิ มะละกอ ยาสูบ พริก มะเขือเทศ พืชตระกูลแตง ฯลฯ ที่ถูกไวรัสเข้าทำลายและระบาดหนักส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเกิดความเสียหาย เกษตรกรเกิดภาวะขาดทุน และเกษตรกรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้มีแต่ต้องเสียหายและทำลายทิ้ง การแก้ปัญหาไวรัสพืชที่เกิดขึ้น ถ้าเราเข้าใจกระบวนการและกลไกในการดูแลและป้องกันปัญหามันยังมีทางออก เพื่อหยุดความสูญเสียรายได้จากความเสียหายตรงนี้ เราลองมาศึกษาวิธีที่เป็นไปได้ภายใต้ "องค์ความรู้" ใหม่ๆกันดีไหม
มาทำความรู้จักกับ โรคไวรัสพืช กันเถอะ



หลักการหยุดไวรัสพืช ตามหลักการและแนวทางของ..ออร์กาเนลไลฟ์
กระบวนการ Systemic Acquired Resisitance (SAR) : นวัตกรรมใหม่ในการหยุดยั้ง ไวรัสพืชต่างๆ ทั้ง ใบด่าง ใบหด ใบหงิก ใบงอ ใบจู๋

 1. อาศัยกลไกในการทำงานของ Systemic Acquired Resistance (SAR)
SAR  เป็นระบบป้องกันตัวเองของพืชตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อเชื้อโรค ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ที่เข้าทำลายพืชทำให้เกิดบาดแผลพืชจะเกิดการการตอบสนองอย่างฉับพลัน Hypersensitive Response (HR) และหลั่งสารSalicylic acid  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณ(SAR Signal) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น
กระบวนการ SAR

2. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.

3. อาศัยกลไกในการทำงานของ  Induced Systemic Resistance (ISR)  โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ
กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal  อาทิ Terpines , Indoles, Phenolics ฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช


  4. การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น  และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น
   เพื่อเป็นสารตั้งต้น( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย  หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น(Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น

5. พืชที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส  ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของพืชอาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ


แนวทางการแก้ปัญหาไวรัสพืช ในระบบ ORG-Model  By Organellelife

1.  ซิกน่า ออล อิน วัน( ZIGNA All in One ) 
 สารส่งสัญญาณในการต่อต้านโรคและแมลงต่างๆ( Cell Signalingin Resistance of Plant for Pathogen& Insect ) ทำงานผ่านระบบ SAR และ ISR ซึ่งมีส่วนผสมของสารสำคัญในขบวนการ SA-Signaling Pathway และขบวนการ JA-Signaling Pathway และธาตุอาหารสำคัญบางตัวอาทิ Ca , Znและสารสำคัญบางตัว อาทิ Amino acid , Malate Compounds เป็นต้น




.

"จะเข้าไปปล่อยเชื้อไวรัสร้ายในพืชของพวกเขาเมื่อไหร่ ก็โดนสัญญาณ"ขับไล่"ออกมาทุกที ทำอย่างไรกันดีพวกเรา
แล้วแบบนี้เราจะเข้าไปปล่อยเชื้อไวรัสร้ายในพืชพวกเขาได้อย่างไรกันล่ะเนี่ย ลำบากซะแล้วพวกเรา พวกเขารู้ทันเราหมดแล้ว
แหม..พวกเราหลงดีใจมานาน เพราะที่ผ่านๆมาพวกเขาชอบใช้สารเคมีฆ่าเรา เราตาย แต่เราก็ได้ปล่อยเชื้อร้ายไว้ในพืชของพวกเขาแล้ว เอาชนะเราไม่ได้หรอก สมน้ำหน้า อิอิ แต่ตอนนี้ซิ เขามี"ซิกน่า" เหมือนฆ่าเราทั้งเป็นเลยนะจะบอกให้


ZIGNA : ซิกน่า
1) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.

2) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ
กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal อาทิ Terpines , Indoles, Phenolics ฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช

3) การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น
เพื่อเป็นสารตั้งต้น( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น (Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น

4) พืชที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของพืชอาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ

นี่คือ..แนวทางเบื้องต้นในการป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้ามาสู่พืชของเรา แบบปลอดภัยไร้สารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยหรือฆ่าแมลงที่แนะนำกันมาตามตำราพันปี ถ้าเรายังฝังใจกับการใช้สารเคมีดูดซึมชนิดรุนแรงเพื่อฆ่าแมลงพาหะ เราไม่มีวันชนะมันอย่างแน่นอน ฆ่ามันตายได้ก็หลังจากที่มันเข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหารและต้องตายไปเพราะรับพิษร้ายจากสารเคมีที่เราฉีดไว้ แต่ตัวแมลงพาหะเองก็ได้ดูดซึมยาเข้าไปแล้วและก็ต้องตายไป แต่ในขณะเดียวกัน..เชื้อไวรัสก็ได้ถูกปล่อยไว้ในต้นพืชนั้นที่มันไปดูดกินน้ำเลี้ยงไว้แล้ว พืชก็ต้องติดเชื้อร้ายแห่งไวรัส แมลงพาหะมา 1,000 ตัวมาดูดกินน้ำเลี้ยงพืช 1,000 ต้น ถึงตัวแมลงพาหะมันจะตายไปแต่เชื้อร้ายก็ยังคงอยู่ และพืชทั้ง 1,000 ต้นก็ไม่พ้นต้องติดเชื้ออยู่ดี แต่ถ้ามันมี"ภูมิต้านทาน"(วัคซีน) จากกระบวนการ SAR ก็โชคดีไป เพราะมันก็ สามารถ "เอาอยู่" หรือควบคุมอยู่ พืชก็ปลอดภัยแม้จะรับเชื้อร้ายไว้ ก็ควบคุมอยู่ และสิ่งที่สำคัญและดีที่สุดคือพยายามอย่างไรที่จะไม่ให้มันเข้ามาปล่อยเชื้อร้ายแก่พืชเราได้ ก็ต้องหาวิธีขับไล่ วิธีไหนดี "ขับไล่" ไปไกลๆให้ได้ซิ ขับไล่ไปให้ได้มากที่สุด อาจจะมีแมลงพาหะพวกเกเร หัวแข็ง หลุดเข้ามาบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ส่วนใหญ่เราขับไล่มันไปให้ได้มากที่สุด พืชเราก็จะปลอดภัย คงต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน
ฝากไว้ครับว่า "การป้องกันสำคัญที่สุด"
จำไว้เลยครับ

http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html
http://paccapon.blogspot.com/2015/06/blog-post_26.html
http://paccapon.blogspot.com/2015/12/systemic-acquired-resisitance-sar.html







2. ซาร์คอน ( SARCON) 
เพื่อจุดประสงค์ที่สำคัญคือ
2. 1. กระตุ้นกระบวนการ Revitalization ระบบเซลล์ของพืช อาทิ การฟื้นฟูเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่  การบำรุงเซลล์ให้สมบูรณ์ ไม่แบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ  การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ

2.2. กระตุ้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช( Systemic Acquired Resistances: SAR) อาทิ ป้องกันโรครากเน่า-หัวเน่า โรคใบไหม้ต่างๆ

2.3 กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of Colliods Aggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง


และหนึ่งในนั้นก็คือ "กระบวนการสร้างเกราะป้องกันเพลี้ย" ด้วย "Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป"Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ" Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต" ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้วเมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง
(mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง
มีส่วนผสมของกรดซิลิซิคหรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น

กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช

..

"ผนังใบพืชอะไร ทำไม..มันแข็งจัง
เจาะเท่าไรก็ไม่เข้า แล้วเราจะปล่อยเชื้อไวรัสเข้าไปในพืชพวกเขาได้อย่างไรกัน"
เจอผนังใบพืชแข็งๆอย่างนี้ ลำบากแล้วพวกเรา เพราะพวกเขารู้ทันเราหมดแล้ว เขาไม่ใช้สารเคมีมาฆ่าเรา แต่เขาสร้าง "เกราะป้องกัน" ซะแข็งแกร่ง แล้วเราจะเจาะเข้าไปปล่อยเชื้อไวรัสร้ายในพืชได้อย่างไรกัน เราเริ่มเครียดแล้วนะ รู้ไหม?

SARCON: ซาร์คอน
กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันแมลงและโรค(Agglomeration of Colliods Aggregrate) อาทิ ป้องกันเพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ ให้ปลอดภัยในเบื้องต้น

และหนึ่งในนั้นก็คือ "กระบวนการสร้างเกราะป้องกัน" ด้วย "Orthosilisic acid" ที่แตกตัวเป็นสารในรูป "Polymer" และเข้าสู่กระบวนการ "Polymerization" จนเปลี่ยนรูปเป็นสาร "Colloids" และเข้าสู่กระบวนการ"Agglomeration" เพื่อเปลี่ยนรูปให้เป็นผลึกแข็ง(Colloids Aggregrate) และถูกเคลื่อนย้ายไปที่"ผนังเซลล์"(Cell Walls) ต่อไป ผนังเซลล์ก็จะแข็งแบบ"ผนังคอนกรีต"

ยากซึ่งที่ปากเพลี้ยจะมาเจาะดูด แปลงอื่นอาจจะมีเพลี้ยมาเจาะน้ำเลี้ยงได้ง่ายและปล่อยเชื้อไวรัสไว้ แต่เราป้องกันไว้ดีกว่า การใช้ยาเคมีดูดซึมจะฆ่าเพลี้ยที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสใบหงิกได้ ตัวเพลี้ยมันตายไปแต่มันก็ปล่อยเชื้อไวรัสไว้ในพืชแล้ว พืชได้รับเชื้อก็ติดโรคไปแล้วเมื่อพืชได้รับ "ซาร์คอน" (SARCON) ในใบพืช ซิลิคอนจะสะสมมากในชั้นผนังเซลของเซลผิวนอกชนิดต่าง ๆ (epidermal cells) ได้แก่ bulliform cell, Cork cell, guard cell, long cell, micro-hair, prickle hair, silica cell, subsidiary cell และสะสมน้อยในเซลชั้นกลาง(mesophyll cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) และระบบท่อลำเลียง (vascular bundle cells) ซิลิคอนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงปกป้องการบุกรุกของศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมเลวร้ายต่าง ๆ ปกติพืชได้รับ Silicon ทีละน้อยจากการดูดซึมทางรากและเคลื่อนย้ายไปยังผนังเซลที่สะสมซิลิคอน เมื่อถูกกระตุ้นซิลิคอนจะรวมตัวกันเป็นชั้นโพลิเมอร์ในผนังเซลในรูป silicon – cellulose membrane ช่วยทำให้ผนังเซลแข็งแรงขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง
มีส่วนผสมของกรดออร์โธ่ซิลิซิค (Orthosilicic acid) หรือซิลิคอนในรูปที่ละลายน้ำได้ และสามารถซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นสารช่วยสร้างความต้านทานโรคและแมลงให้แก่พืช โดยกรดซิลิซิคในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Orthosilicic acid) จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพืชให้แข็งแรงโดยเฉพาะในชั้นเซลล์ผิวนอก(Epidermis) กรดซิลิซิคสะสมในผนังเซลล์และจะรวมตัวเป็นชั้นโพลิเมอร์(polymer)ปกป้องพืชเมื่อถูกกระตุ้นจากการบุกรุกของโรคและแมลง กรดซิลิซิคยังช่วยทำลายพิษที่ได้รับจากศัตรูพืชและยังช่วยส่งเสริมการสังเคราะห์และการออกฤทธิ์ของสารต้านทานโรคและแมลงที่พืชสร้างขึ้นเองเช่น phytoalexins, flavonoids เป็นต้น

กรดซิลิซิคที่รวมตัวกันเป็นชั้นของโพลิเมอร์( Layer of Polymers) เพื่อปกป้องพืช ก็ยังทำหน้าที่ในการทำให้พืชทนทานต่อสภาวะเครียดต่างๆ จาก ความแห้งแล้ง ความร้อน ความหนาวเย็น ความเค็มของดิน ฯลฯ ได้ดี ทำให้พืช ทนแล้ง ทนร้อน ทนหนาว ทนเค็มได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ ช่วยให้รากพืชแข็งแรง หาอาหารได้เก่ง ตลอดจนคุณสมบัติอีกอย่างที่กรดซิลิซิคสามารถทำหน้าที่ได้ดีคือการปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินโดยเฉพาะฟอสเฟต และจับยึดสารพิษตกค้างในดินบางชนิดไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่พืชและไปทำลายพืช



นี่คือ..อีกหนึ่งแนวทางเบื้องต้นและเป็นวิธีที่จะป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้ามาสู่พืชของเราจะป้องกันแมลงพาหะที่จะมาเจาะดูดน้ำเลี้ยงและปล่อยเชื้อไวรัสโดยไม่ได้ฆ่ามันและปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยหรือแมลงที่มีพิษสูงไปฆ่ามัน และมันก็ไม่มีโอกาสปล่อยเชื้อเข้าไปในพืชเพราะเจาะผนังคอนกรีตที่เราสร้างไว้ได้ยาก เป็นวิธี แบบปลอดภัยไร้สารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยหรือฆ่าแมลงที่แนะนำกันมาตามตำราพันปี ถ้าเรายังฝังใจกับการใช้สารเคมีดูดซึมชนิดรุนแรงเพื่อฆ่าแมลงพาหะ เราไม่มีวันชนะมันอย่างแน่นอน ฆ่ามันตายได้ก็หลังจากที่มันเข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหารและต้องตายไปเพราะรับพิษร้ายจากสารเคมีที่เราฉีดไว้ แต่ตัวแมลงพาหะเองก็ได้ดูดซึมยาเข้าไปแล้วและก็ต้องตายไป แต่ในขณะเดียวกัน..เชื้อไวรัสก็ได้ถูกปล่อยไว้ในต้นพืชนั้นที่มันไปดูดกินน้ำเลี้ยงไว้แล้ว พืชก็ต้องติดเชื้อร้ายแห่งไวรัส แมลงพาหะมา 1,000 ตัวมาดูดกินน้ำเลี้ยงพืช 1,000 ต้น ถึงตัวแมลงพาหะมันจะตายไปแต่เชื้อร้ายก็ยังคงอยู่ และพืชทั้ง 1,000 ต้นก็ไม่พ้นต้องติดเชื้ออยู่ดี แต่ถ้ามันมี "ภูมิต้านทาน"(วัคซีน) จากกระบวนการ SAR ก็โชคดีไป เพราะมันก็ สามารถ "เอาอยู่" หรือ "ควบคุม" เชื้อร้ายอยู่ พืชก็ปลอดภัยแม้จะรับเชื้อร้ายไว้ ก็ควบคุมอยู่ และสิ่งที่สำคัญและดีที่สุดคือพยายามอย่างไรที่จะไม่ให้มันเข้ามาปล่อยเชื้อร้ายแก่พืชเราได้(อาจมีบ้างที่เจาะเข้าได้ แต่ขอให้มีน้อยที่สุด)

http://paccapon.blogspot.com/2016_07_01_archive.html

http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html






3. อีเรเซอร์-1  (Eraser-1) 
สารกำจัดเชื้อโรคทั้งเชื้อไวรัส เชื้อราและแบคทีเรียแบบเฉียบพลัน และสารป้องกันเชื้อโรคในกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกัน เสมือนเป็น"วัคซีน" ให้พืช ( ในกระบวนการ Systemic Acquired Resistance: SAR ) โดยผ่าน SA-Signaling Pathwayส่งสัญญาณไปยังเซลล์ต่างๆทั่วทั้งต้นพืช  กระตุ้นให้ยีนต้านทานโรค (PR-Genes) สร้างโปรตีนต้านทานโรคตัวหนึ่งขึ้นมา(PR-Proteins) ที่ทำหน้าที่เป็นสารควบคุมและฆ่าเชื้อโรคหลายๆชนิด ทำให้พืชมีภูมิต้านทานโรค และสามารถรักษาโรคและป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสได้ ก่อนที่เชื้อโรคจะลุกลามไปทั่วทั้งลำต้น


Tel. 084-880-9595, 084-3696633
Line ID: @organellelife.com
http://www.paccapon.blogspot.com/2015/06/blog-post_26.html
http://www.paccapon.blogspot.com/2015/06/blog-post_15.html











ถ้าพืชติดไวรัสแล้วรักษาหายไหม ?





หลายท่านถามมาว่า "พืชเป็นไวรัสแล้วรักษาหายไหม?"

ขอตอบเลยนะครับว่า.. 

"ถ้าเป็นแล้ว ต้นที่เป็นแล้วจะรักษาไม่หาย แต่สามารถป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโดยพาหะ (Insect Vector) ที่ลุกลามไปยังต้นที่ยังไม่เป็นโรคไวรัสได้ โดยไม่ต้องถอนทิ้งครับ"


เพราะตรงที่พืชติดเชื้อนั้น เชื้อมันจะถูกควบคุม แล้วกำจัดไป และพืชจะแตกยอดแตกใบใหม่ออกมา เป็นใบที่ปกติไม่ติดเชื้อครับ



#การควบคุมไวรัสในพืช ที่ติดเชื้อไวรัสไปแล้ว เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อและเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่อ บางท่านแนะนำว่าต้อง #ถอนทิ้ง เพื่อตัดแหล่งแพร่เชื้อ เพราะเป็นความเชื่อเดิมๆ ที่ทำกันมาตามตำรา แต่บางท่านเสียดายที่จะถอนทิ้งไป เพราะยังมีใบส่วนที่ดีอยู่ (อาทิ ในพืชยาสูบที่พบใบหด (Leaf Curl) บางใบแต่ก็ยังมีใบที่ดีอยู่และสามารถขายผลผลิตได้เพราะขายใบยาสูบ เขาจึงเลือกที่จะใช้ #วิธีควบคุมส่วนที่ติดเชื้อให้อยู่ แล้วหาวิธีป้องกันต้นที่ยังดีอยู่ไม่ให้ติดเชื้อครับ



ติดตามประสบการณ์ไวรัสกว่า 30 ปี
http://www.paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html 


ศึกษาวิธีการควบคุมและป้องกันไวรัส ด้วยการ
กระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานโรค โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ คลิกลิ้งค์>> http://organelle1.blogspot.com/2015/12/systemic-acquired-resisitance-sar.html



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
084-8809595 , 084-3696633
Line ID : @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ

https://lin.ee/nTqrAvO



สำหรับการแก้ปัญหาไวรัส การถอนทิ้งและการฆ่าแมลงพาหะ เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้นครับเพื่อทำลายแหล่งแพร่เชื้อ ถึงแม้จะถอนทิ้งไปแต่ไวรัสก็ยังคงติดอยู่กับต้นที่ได้รับเชื้อและรอแสดงอาการ(หลังจากพืชได้รับเชื้อไวรัสจากพาหะ เชื้อจะฟักตัวชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งอาจจะกินเวลาประมาณ 21-30วันก็เป็นได้แล้วถึงแสดงอาการ) การแก้ปัญหาโดยการถอนทิ้งจึงยังไม่จบปัญหาและการฆ่าแมลงพาหะ อาทิ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อนหรือเพลี้ยไฟ จึงยังไม่ใช่แนวทางที่เบ็ดเสร็จ ฆ่าแมลงพาหะนำเชื้อไวรัสได้และมันก็ตายไป แต่ถ้าแมลงพาหะะนั้นได้ปล่อยเชื้อไวรัสให้กับพืชของเราไปแล้ว พืชของเราก็มีโอกาสเป็นโรคจากไวรัสอยู่ดีนะครับ
ตอนนี้มีวิธีควบคุมไวรัสด้วยแนวทาง  SAR(Systemic Acquired Resistance) นั่นคือ การกระตุ้นการ
สร้างภูมิต้านทานให้พืช เสมือนพืชได้รับ "วัคซีน"
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html
http://paccapon.blogspot.com/2015/08/blog-post_18.html



เมื่อใคร ๆ ก็เจอแต่ปัญหาไวรัสพืช ปัญหาโลกแตก ปัญหาชวนให้ปวดหัว จะทำอย่างไรแก้ปัญหาเจ้าไวรัสนี้ให้ได้ ???

การป้องกันคือหัวใจสำคัญ

- ป้องกันอันดับแรก คือ ป้องกันแมลงพาหะมาปล่อยเชื้อ

- ป้องกันอันดับสอง คือ ป้องกันเชื้อไวรัส ด้วยการสร้างภูมิต้านทานจาก "วัคซีนพืช" ด้วยกระบวนการกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานให้แก่พืช ( Systemic Acquired Resistance : SAR ) ด้วย Elicitor ที่สำคัญเพื่อป้องกัน การเข้าทำลายโดยไวรัส อันจะทำให้ พืชเสียหายทั้งทางด้านผลผลิตและคุณภาพ

** เรามาสร้างระบบภูมิต้านทานให้กับพืชของเรากันเถอะครับ ด้วย "วัคซีนพืช" มีวัคซีนดี ๆ ก็อุ่นใจคลายกังวลไปกว่าครึ่งแล้วนะครับ

สอบถามเพิ่มเติม
โทร. 084-8809595,084-3696633
Line ID: @organellelife.com (พิมพ์@ด้วยนะครับ)






**ทางออกของปัญหาโรคจากไวรัส**
วันนี้เจ้าของ ‪#‎ สวนแตง‬ #สวนเมล่อน‬ หรือพืชอื่นๆ ยิ้มได้แล้วครับ

การทำ.. ‪#‎วัคซีนพืช‬ : เพื่อการป้องกันโรค ที่ได้ผลและยั่งยืน
โดยเทคนิคการสร้างภูมิต้านทานด้วยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ (Systemic Acquired Resistance:SAR )
มาเริ่มกันเลยนะครับ

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าพืชมีระบบการป้องกันตัวเอง (Plant Defense) มิเช่นนั้นพืชคงไม่สามารถอยู่บนโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างยาวนาน
ถึงวันนี้มีการค้นพบกระบวนการหรือวิธีป้องกันตัวเองของพืชมากมาย แต่มีวิธีหนึ่งที่พืชสามารถป้องกันตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี ที่เราเรียกว่าเป็นวิธี SAR หรือ Systemic Acquired Resistance ซึ่งเป็นกระบวนการป้องกันตัวเองของพืชจากเชื้อโรค
หากจำลองภาพของแตงกวาขณะที่ถูกไวรัสเข้าทำลาย หมายถึง เป็นช่วงที่เพลี้ยหรือแมลงหวี่ขาวเจาะดูดแล้วปล่อยไวรัสเข้าไปในต้น สิ่งแรกที่แตงกวาจะตอบสนองคือ การตอบสนองแบบตื่นตัว เหมือนคนที่ถูกมีดบาดแล้วจะเกิดอาการสะดุ้ง จากนั้นพืชจะป้องกันตัวเองด้วยการหลั่งสารเพื่อป้องกันตัวเองเฉพาะหน้าก่อน ยกตัวอย่าง เช่น กับยางพารา อาจสร้างน้ำยางออกมาเพื่อเป็นการสมานแผล นอกจากพืชจะสร้างระบบป้องกันตัวเองในแบบเฉพาะที่แล้ว ยังมีการสังเคราะห์สารที่เป็นสัญญาณอีกตัวขึ้นมา ขณะที่พืชถูกกระตุ้นแล้วส่งสารดังกล่าวไปทั่วต้น ตั้งแต่ปลายยอดไปจนถึงปลายราก เป็นการเตือนเซลล์ทุกเซลล์ที่อยู่ในต้นเพื่อให้รู้ว่ากำลังมีการบุกรุก จากนั้นจะเป็นกระบวนการเพื่อจะได้สังเคราะห์โปรตีนที่เรียกว่า PR -Proteins ออกมาเพื่อต้านทานโรค
เมื่อรู้ทฤษฎีที่มาและข้อมูลแล้ว ต่อไปเป็นการปฏิบัติที่จะต้องทำ"วัคซีนพืช" แนวทางนี้จะได้ผลและยั่งยืน

#วัคซีนพืช ทำให้พืชมีภูมิต้านทานเชื้อโรค ก่อนที่จะเป็นโรค และต้องทำให้พืชมีภูมิต้านทานก่อนเชื้อโรคจะเข้าพืช

หนึ่งในวัคซีนพืชได้แก่ ‪#‎อีเรเซอร์-วัน‬ (ERASER-1) 
"อีเรเซอร์-วัน" (ERASER-1) เป็น Salicylic acid ในรูปวัคซีนพืชที่รวม ‪#‎แคลเซียม‬ และ ‪#‎โบรอน‬ ซึ่ง ‪#‎SalicylicAcid‬ มีความสำคัญมาก เพราะตัวนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ โดยที่ธรรมชาติกำหนดว่าต้องมีการสังเคราะห์ออกมาเมื่อมีเชื้อโรคเข้าทำลายพืช แต่เราใช้ Salicylic acid ในรูปแบบของ "อีเรเซอร์วัน" (ERASER-1) คือพร้อมให้มีการกระตุ้น (Active) ทันที เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถนำ Salicylic acid ในรูปที่ถูกต้องและนำมาใช้ในปริมาณ (Percentages) ที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง พืชก็จะสังเคราะห์ PR-Proteins ออกมา ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการต้านไวรัสด้วย มันเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ก่อนที่จะมีไวรัสเข้า และเป็น Salicylic acid ที่ไม่มีอันตรายต่อพืช เพราะในความจริงในธรรมชาติของพืชก็จะสร้างกรดนี้ขึ้นมาอยู่แล้ว



แล้วจะนำมาใช้กับ แตงกวา เมล่อน หรือพืชอื่นๆ ได้อย่างไร? 

ในประเด็นนี้มีการแยกไว้ 2 กรณี

กรณีที่(1) คือการใช้ "อีเรเซอร์-วัน" (ERASER-1) เพื่อป้องกัน ‪#‎โรคไวรัสใบจุดวงแหวน‬ ซึ่งเป็นกรณีที่อยากจะแนะนำมาก เพราะเห็นผลดีที่สุด แต่เกษตรกรชาวสวนไม่นิยมใช้กัน และมักปล่อยให้เป็นโรคก่อนจึงรักษา ดังนั้น อยากให้ใช้วิธีนี้เพราะเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดและเป็นวิธีของการใช้วัคซีนพืช โดยมีอัตราหรือสัดส่วนการใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ที่เป็นอัตรามาตรฐานของชาวสวน โดยมีเทคนิคการใช้ คือให้ฉีดพ่นทางใบให้ชุ่มทุก 7-10 วัน ให้เริ่มฉีดตั้งแต่เป็นต้นกล้าเล็กๆ ก่อน และนั่นเป็นการให้วัคซีนในช่วงเด็ก เหตุผลที่ต้องฉีดตลอดเพราะ PR-Proteins ที่พืชสร้างขึ้นมีอายุการใช้งานและมีการหมดอายุลง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฉีดกระตุ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เซลล์พืชมีการสร้างออกมาอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดช่วง



กรณีที่(2) คือถ้าเป็นโรคแล้วจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร? ความจริงไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้สักเท่าไร เพราะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและค่อนข้างยาก โอกาสเกิดความล้มเหลวสูง แต่อาจพอมีหวังด้วยการให้ "อีเรเซอร์วัน" (ERASER-1) ในอัตรามาตรฐานตามข้างต้น แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องการให้ เพราะพืชติดโรคแล้ว จึงต้องย่นเวลาการให้ โดยให้มีความถี่มากขึ้น คือให้ 3-5 วันต่อครั้ง เป็นเวลา 3 ครั้ง ในระยะเริ่มต้น หลังจากนั้นจะเริ่มทิ้งระยะเป็นเวลา 7-10 วัน ต่อครั้ง แล้วพืชจะค่อยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเกษตรกรจะเห็นความเปลี่ยนแปลง คือจะมียอดอ่อนแตกออกมาใหม่และจะไม่มีไวรัสมารบกวนอีก ซึ่งเป็นยอดใหม่ที่มีความสมบูรณ์ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตาม **ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ค่อยอยากแนะนำ** เพราะพืชเคยผ่านการติดโรคมาแล้ว กว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลาในการปรับสภาพภายในของพืชเองเพื่อให้ดีขึ้น แต่การปล่อยให้พืชที่เคยติดโรคกลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้งต้องอาศัย "ตัวช่วย" เพราะลำพังให้พืชสร้างระบบภายในเองคงใช้เวลานานมาก ถึงกระนั้นการที่จะให้ได้ผลต้องมีการเสริม Proteins ให้มากขึ้น ยิ่งมากยิ่งดี เพราะการเสริมโปรตีนเข้าไปจะทำให้แตงกวา เมล่อน หรือพืชอื่นๆ ฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้แตงกวา เมล่อน หรือพืชอื่นๆ ที่เป็นโรคแล้วได้ฟื้นตัวดีขึ้นคือ "อีเรเซอร์-วัน" (ERASER-1) มีสารที่จะช่วยกำจัดเชื้อโรค เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคที่อยู่ภายนอกและกำลังจะเข้าไปทำลายพืช ที่ถือว่าเป็นการแทรกซ้อน ซึ่งก็คือ "สารเสริมประสิทธิภาพ" ที่ช่วยเสริมการกำจัดเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี




บทสรุปและประโยชน์ของแนวทางการรักษาป้องกันด้วยวิธีการสร้างภูมิต้านทาน ( Systemic Acquired Resistance:SAR ) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผล ถูกต้องและยั่งยืน เพราะจะใช้เมื่อต้องการทำวัคซีนให้กับพืช เพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดหรือก่อนเชื้อโรคจะเข้าทำลาย
เหตุที่บอกว่ายั่งยืนก็เพราะว่า หากเราย้อนกลับไปสมัยก่อน มนุษย์ได้มีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค และทำมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้อย่างยาวนาน ต่อมาทฤษฎีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคถูกนำมาใช้ในสัตว์ เพราะมีเหตุผลที่ต้องการให้สัตว์มีอายุที่ยั่งยืน สำหรับพืชก็เช่นเดียวกัน การฉีดวัคซีนไม่ได้หมายถึงจะไม่ตาย เพียงแต่ทำให้เกิดโรคน้อยลงครับ

ศึกษาการสร้างภูมิต้านทานโรคด้วยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติคลิกลิ้งค์>>
http://organelle1.blogspot.com/2015/12/systemic-acquired-resisitance-sar.html

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
084-8809595 , 084-3696633
Line ID : @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยครับ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ
https://lin.ee/nTqrAvO





เพราะความเชื่อที่ว่า...ไวรัส...ไม่มีวิธีรักษาหาย จึงทำให้หลายคนไม่เปิดใจที่จะยอมรับ อะไร อะไร ก็จะให้เผาทิ้ง ถอนทิ้ง ทำลายทิ้ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ 

อยากยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาจาก FB: ‪#‎สวนแตงกวา‬ ตะวันเลิฟ จ.หนองคาย ที่เขาชอบศึกษาและพิสูจน์ว่าจะลองใช้วัคซีน "อีเรเซอร์-1" ดูสักครั้ง
เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งหนึ่งที่เราพูดกันมาตลอดเวลาว่าไวรัสไม่มีทางแก้ไข และในที่สุดเขาก็เจอทางออกและเขาเองก็ยังบอกเลยว่าเขาเกือบถูกพาให้หลงทาง ทั้งๆที่ปัญหานี้มีทางออกถ้าเข้าใจและศึกษาหาความจริงดีๆ แล้วค่อยเอามาแนะนำกันอย่างถูกต้อง แต่..นี่มีแต่บอกให้ทำลายทิ้งอย่างเดียว เพราะมันง่ายใช่ไหม ทั้งๆที่ปัญหานี้มันยังพอมีทางออก 


และ..นี่คือคำตอบในวันนี้ของเกษตรกรอย่าง #สวนแตงกวา ตะวันเลิฟ จ.หนองคาย ที่เปิดใจ.. และขอขอบคุณเกษตรกรอีกมากมายหลายท่านที่ยอมเปิดใจเช่นเดียวกันกับตะวันเลิฟ ที่ทุกท่านเปิดใจและพร้อมที่จะศึกษาแนวทางใหม่ๆเพื่อนำเอามาปรับใช้กันโดยมีประสบการณ์จริงจากผู้ใช้จริงและอ้างอิงงานด้านวิจัยและมีองค์ความรู้รองรับ เราคือ..อีกหนึ่งทางเลือก

เพราะ..การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาไวรัสพืช ไม่ใช่..แค่การไปเอาความเชื่อตามตำราแล้วเอามาว่ากันว่ามันไม่มีทางออก นอกจากทำลายทิ้ง โดยใช้ความเชื่อและอคติส่วนตัวว่า "ไวรัส..ไม่มีวิธีไหนแก้ไขได้"



แต่ก็ไม่เป็นไรเรายังมั่นใจในพื้นฐานของกระบวน การกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานของพืชนั่นคือ.. กระบวนการ Systemic Acquired Resistance :SAR นั่นเอง และต่อไปเราต้องช่วยกันแก้โจทย์ข้อใหญ่ของกระบวนการ SAR คือว่า "สารสำคัญ" ที่จะใช้ในการกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานของพืชในกระบวนการ SAR นั้นมันคืออะไรบ้างที่ "ใช่" และมีประสิทธิภาพจริง หรือว่าสารที่ "ใช่" ที่กล่าวมามันคือตัวไหนที่ดีที่สุด ก็คงต้องค้นหากันเอาเองต่อไป พบคำตอบของสารที่ใช้ในกระบวนการ SAR ได้ใน http://paccapon.blogspot.com/2016/02/org.html




ปัญหา #โรคพืช #ไวรัสพืช 
ไม่ว่าจะเป็น แตงกวา, เมล่อน, พริก, ฟัก, มะละกอ พืชไร่ พืชสวน
สำหรับการแก้ปัญหาไวรัส การถอนทิ้งและการฆ่าแมลงพาหะ เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้นครับ

เพื่อทำลายแหล่งแพร่เชื้อ ถึงแม้จะถอนทิ้งไปแต่ไวรัสก็ยังคงติดอยู่กับต้นที่ได้รับเชื้อและรอแสดงอาการ (หลังจากพืชได้รับเชื้อไวรัสจากพาหะ เชื้อจะฟักตัวชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งอาจจะกินเวลาประมาณ 21-30วันก็เป็นได้แล้วถึงแสดงอาการ)
การแก้ปัญหาโดยการถอนทิ้งจึงยังไม่จบปัญหาและการฆ่าแมลงพาหะ อาทิ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อนหรือเพลี้ยไฟ จึงยังไม่ใช่แนวทางที่เบ็ดเสร็จ ฆ่าแมลงพาหะนำเชื้อไวรัสได้และมันก็ตายไป แต่ถ้าแมลงพาหะะนั้นได้ปล่อยเชื้อไวรัสให้กับพืชของเราไปแล้ว พืชของเราก็มีโอกาสเป็นโรคจากไวรัสอยู่ดีนะครับ

ตอนนี้มีวิธีควบคุมไวรัสด้วยแนวทาง SAR(Systemic Acquired Resistance) นั่นคือ การกระตุ้นการ
สร้างภูมิต้านทานให้พืช เสมือนพืชได้รับ "วัคซีน"

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://organelle1.blogspot.com/2015/12/systemic-acquired-resisitance-sar.html
http://organelle1.blogspot.com/2016_07_01_archive.html
http://paccapon.blogspot.com/2015/08/blog-post_18.html




****การป้องกันไว้ก่อนย่อมเกิดผลดีกว่าการแก้ไขในตอนหลังนะครับ****


ลิ้งค์เพิ่มเติมที่น่าสนใจครับ
ติดตามดูประสบการณ์จริงในการแก้ปัญหาโรคจากไวรัสพืชในยาสูบ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับพืชอื่นๆ ได้ที่ >>
http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html

ศึกษาการกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานให้พืชด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ SAR (Systemic Acquired Resistance) ได้ที่ >>
http://organelle1.blogspot.com/…/systemic-acquired-resisita…

ไวรัสกับแตงกวา
https://www.facebook.com/paccapon.sriklai/media_set…

แตงกวาระบบ ORG
http://paccapon.blogspot.com/2016/07/2.html
https://www.facebook.com/paccapon.sriklai/posts/896709250456859

โพสต์ไวรัสแตงกวา    คุณสมหมาย ทัดสระน้อย
https://www.facebook.com/organellelife.org/?pnref=story

 ZIGNA  All  in  1: ซิกน่า ออล อิน วัน
https://www.facebook.com/paccapon.sriklai/media_set?set=a.935502196577564.1073744010.100003533767367&type=3&pnref=story                                 
SARCON (ซาร์คอน)
https://www.facebook.com/paccapon.sriklai/media_set?set=a.935464776581306.1073744009.100003533767367&type=3&pnref=story                                                        

VDO  โรคไวรัส
https://www.facebook.com/PlantHealthCenter/videos/640396532778894/  


VDO  กระบวนการ SAR
https://www.facebook.com/AntiVirusPlant/videos/1776869549202325/  

ไวรัสเป็นแล้วหายไหม 
https://www.facebook.com/AntiVirusPlant/posts/1786372941585319


ทุกกระบวนอาศัยกลไกการทำงานในกระบวนการเคมีและชีวเคมีของพืช เป็นหลัก ปลอดภัย ไร้สารพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษ มาพิชิตปัญหา



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร. 084-8809595 , 084-3696633
www.organellelife.com
Line ID : @organellelife.com 
                (พิมพ์ @ ด้วยครับ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ
https://lin.ee/nTqrAvO