FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เพิ่มผลผลิตลำไย

หัวใจในการดูแลลำไย  แนวใหม่ 

เพื่อเป็นทางเลือก ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของลำไย

- ติดดอกดี ดอกดก ผลดก 
- ผลใหญ่ ผลหนัก เนื้อหนา เนื้อแน่น
- ผิวดี สีสวย รสชาติหวาน เปอร์เซนต์น้ำตาลดี 




ขั้นตอนการทำลำไยนอกฤดู แนวใหม่



ขบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) 
เป็นขบวนการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี โดยมีน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ
​ขบวนการสังเคราะห์แสงในพืช C3 พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 3 ตัว คือ G3P (Glyceraldehyde-3phosphate) ใน Calvin Cycle และสาร G3P จะถูกเปลี่ยนเป็นสารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาลโดยตรงต่อไป
​ในพืช C4 และพืช CAM พืชจะตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Fixation) ให้อยู่ในรูปของสารที่มีคาร์บอน 4 ตัว คือ มาเลท (Malate) เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการเปลี่ยนเป็นสารสะสมต่างๆ ในพืชต่อไป ดังนี้
.
1. สารสะสมประเภทแป้งและน้ำตาล – พืช C4 และ CAM จะใช้มาเลท (Malate) เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ให้คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ Calvin Cycle ได้สาร G3P ก่อนสังเคราะห์เป็นแป้งและน้ำตาลต่อไป
.

2. สารสะสมประเภท โปรตีน น้ำมัน น้ำยาง อัลคาลอยด์ สี กลิ่น ฮอร์โมนพืช ฯลฯ – พืช C4 และ CAM จะใช้ Pyruvate ที่ได้จาก Malate หลังจากปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แล้ว มาใช้ในการสังเคราะห์สารประเภทต่างๆ โดยมีขั้นตอน (Pathway) ตามลำดับต่อไป เช่น Pyruvate เป็นน้ำมันต่างๆ ได้โดยผ่าน Mevalonic Pathway เป็นต้น








ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสง

1. สภาพของพืช ได้แก่ สภาพทางสรีรวิทยา เช่น สรีระของใบ อายุของใบ การเข้าทำลายใบของโรคพืช ที่มีผลต่อสภาพรงควัตถุที่ใช้สังเคราะห์แสง สภาพทางพันธุกรรม ได้แก่ C3, C4, CAM มีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชนั้นๆ
.
2. แสง ได้แก่ ความเข้มของแสง ความเข้มของแสงสูงอัตราการสังเคราะห์แสงจะสูงแต่ถ้าเกินจุดอิ่มตัวจะทำให้ใบไหม้ได้ ความเข้มของแสงต่ำอัตราการสังเคราะห์แสงจะต่ำ แต่อัตราการหายใจไม่ขึ้นกับความเข้มของแสง ดังนั้นถ้าความเข้มของแสงต่ำเกินจุดอัตราสมดุลย์ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 และ O2 พืชก็จะเริ่มไม่เจริญและตายในที่สุด ความยาวช่วงแสง อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มเป็นสัดส่วนกับความยาวของช่วงวัน ความยาวคลื่นแสง พบว่าช่วงคลื่นแสงสีแดงและสีน้ำเงินมีผลต่อการสังเคราะห์แสงมากกว่าแสงในช่วงคลื่นอื่นๆ
.
3. อุณหภูมิ ถ้าสูงหรือต่ำเกินไปจะมีผลต่อการทำงานของเอ็มไซม์ในขบวนการ Dark Reaction ในอุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้ปากใบปิดอัตราการหายใจสูงและอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง
.
4. ความเข้มข้นของก๊าซในบรรยากาศ เช่น CO2 มากทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงมากขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัวอัตราการสังเคราะห์ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอีก O2 มากจะลดการสังเคราะห์แสงของพืช C3 เพราะแย่งการใช้วัตถุดิบ RuBP ตัวเดียวกับ CO2
.
5. ธาตุอาหาร มีผลต่อการสังเคราะห์ทั้งทางตรงและทางอ้อม แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ธาตุอาหารหลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในขั้นตอนการสังเคราะห์แสง
.
6. ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ เพราะน้ำเป็นแหล่งอิเลคตรอนที่ใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสง น้ำมีผลต่อการปิดเปิดปากใบทำให้มีผลต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เข้าไปในใบ น้ำมีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในระดับเซลล์
ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือเมื่อสภาพของพืชไม่สมบูรณ์ พืชมักมีปัญหาจากการสังเคราะห์แสง พืชจะอยู่ในสภาพเครียด จากปัจจัยที่มีผลได้ข้างต้น พาร์ทเวย์(PATHWAY)สามารถปรับสภาพของพืชได้อย่างรวดเร็ว จากการให้สารตั้งต้น C4 หรือสารมาเลท (MALATE)แก่พืชโดยตรง เพื่อชดเชยการขาดสารมาเลท (MALATE)จากการสังเคราะห์แสงที่มีปัญหาของพืช


พืชสังเคราะห์แสงได้กลูโคส (C6H12O6) พืชก็จะนำใช้ไปใช้ในกิจกรรมหลักๆของพืชก่อน อาทิ
- การนำไปใช้เป็นพลังงานในกิจกรรมดำรงชีพ
- การนำไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืช เชื้อรา และความเสียหายอื่นๆ
- เมื่อเหลือแล้วจึงจะนำไปสร้างการเจริญเติบโต
- และสร้างการติดดอก ออกผลของพืชเอง


การที่พืชสังเคราะห์แสงได้ดีและได้ "น้ำตาลกลูโคส" มากๆ ก็จะสร้างการเจริญเติบโตและติดดอกออกผลได้มาก ผลผลิตก็จะดีและมีคุณภาพสูงมากขึ้น

ดังนั้น..

- น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ที่พืชสังเคราะห์ได้ จึงนับว่าเป็นความสำคัญมากต่อการสร้างปริมาณและคุณภาพของผลผลิต
- ถ้าพืชสังเคราะห์กลูโคสได้มาก
- ก็ย่อมสร้างเนื้อเยื่อส่วนสำคัญและจำเป็นต่างๆได้เป็นจำนวนมาก
- เพราะพืชสามารถนำน้ำตาลกลูโคสนี้ ไปสังเคราะห์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในพืชเอง
- เริ่มตั้งแต่พลังงานชีวเคมีต่างๆในการดำรงชีวิต
- การสังเคราะห์เป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) ต่างๆ โดยกระบวนการของเอ็นไซม์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ เปลือกไม้ ใบ ยอดอ่อน ตาดอก ผล ล้วนแล้วเกิดมาจากการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสทั้งสิ้น
- เมื่อใบพืชมีความสมบูรณ์ดีขึ้น
- ก็สามารถสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น
- เพื่อให้ได้น้ำตาลกลูโคสมากขึ้นและเร็วขึ้น
และมีส่วนเหลือไปสร้างความเจริญเติบโตให้ต้นและเหลือไปพัฒนาการสร้างผลผลิต ติดดอกออกผลได้มากขึ้น
- เมื่อได้น้ำตาลกลูโคสมากขึ้น
- พืชก็สามารถสร้างยอดใหม่ได้เร็วขึ้น
- ยอดอวบอ้วนแข็งแรงขึ้น
- แตกใบอ่อนใหม่ได้เร็วขึ้น
- ใบใหญ่เร็วขึ้นและแก่เร็วขึ้น ทำให้รอบของใบแก่สั้นลง การออกดอกก็ได้เร็วขึ้น
- การช่วยให้กระบวนการสังเคราะห์แสง มีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างน้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) ได้เร็ว สามารถช่วยให้การฟื้นฟูต้นและใบหลังการเก็บผลผลิตได้เร็วด้วยยิ่งขึ้นไป พืชย่อมใช้อาหารสะสมที่เป็นน้ำตาลสะสมในต้น มาเติมให้ส่วนที่เสียไปครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สรุปว่า :
การสังเคราะห์แสงได้ดี การสังเคราะห์น้ำตาลได้มาก มีน้ำตาลสะสมไว้มาก ย่อมทำให้มีพลังงานสำรองไว้มาก ทำให้การออกดอกของพืชได้ง่ายและดี ช่อดอกยาวอวบอ้วน ช่อใหญ่ ดอกสมบูรณ์ เกสรแข็งแรงและรังไข่อวบอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง ติดดอกง่าย ดอกดก ให้ผลดก ผลใหญ่ เนื้อหนา เนื้อแน่น รสชาติดี มีความหวานสูง (ปัจจัยหลักของการสร้างตาดอก คือการสะสมอาหาร ถ้าการสะสมอาหารมีไว้น้อย ต่อให้มีสารวิเศษใดๆเข้ามาช่วย เข้ามาราดก็ไม่สามารถสร้างตาดอกได้ดี ถ้าหากมีการสะสมอาหารไม่เพียงพอมาก่อน ต้องเน้นการสร้าง "พลังงานให้ล้น" ไว้ก่อน เป็นดีที่สุด ถือว่าสุดยอดสำหรับพืช)



ขั้นตอน : การทำลำไยนอกฤดู แนวใหม่

1)ระยะฟื้นสภาพต้น (หลังเก็บเกี่ยว)

(1.1) ฟื้นฟูดิน ให้ดินหลวม ร่วนซุย รากชอนไชได้ดี มาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
- ซอยล์ไลฟ์ อัตรา 10 – 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    ราดรอบทรงพุ่ม
- บีเอ็มซี-มิกซ์ อัตรา 1 กก.คลุกกับปุ๋ยเคมี 50
   กก.หว่านใต้ทรงพุ่ม

(1.2) เร่งใบ เร่งราก บำรุงใบให้สมบูรณ์ ฉีดทางใบด้วย      
- ORG – 1    20 ซีซี
- ORG – 2    20 ซีซี
- Bio-jet      10 กรัม
   ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 10 -15 วัน

คำแนะนำ :
1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง 1 กิ่งหลักควรมีไม่เกิน 3 กิ่งแขนง
2. รดน้ำสม่ำเสมอ เพื่อเร่งการแตกใบอ่อน


2) ระยะสะสมอาหาร ก่อนราดสาร 1 เดือน สะสมตา ดอก เพื่อให้ดอกออกดีขึ้น การฉีดพ่นใช้
- ORG-1    20 ซีซี
- ORG-2    20 ซีซี
- ปุ๋ยเกร็ด 0-53-36   50   กรัม
  ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีด 2 ครั้ง ทุกๆ 7 วันครั้ง
  (ควรใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 8 – 24 – 24)

คำแนะนำ
1. ควรให้ลำไยแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 - 3 ชุด
2. ก่อนราดสารควรงดการให้น้ำเป็นเวลา 2สัปดาห์
3.การให้ ORG-1, ORG-2 จะเป็นการเร่งการสะสมอาหารให้สมบูรณ์เร็วขึ้น
4. ระยะสะสมอาหารมีเวลา 3- 4 เดือนเท่านั้น จึงต้องเร่งสร้างชุดใบ เพื่อช่วยในการสะสมอาหารให้มากพอ


3) ระยะราดสาร ฉีดหรือราดทางดินด้วย 
โดยใช้ KCIO4  หรือ NaCIO4 อัตรา 10 กิโลกรัมผสม ปุ๋ยเกร็ด 11-0-40 + 4Zn    3 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดทางดินให้ทั่ว บริเวณใต้พุ่ม ครั้งเดียว


4)ระยะแทงช่อดอก

(4.1) หลังราดหรือฉีดสารทางดิน 7 – 14 วัน ฉีดสารทางใบใช้
- ORG-1  20 ซีซี
- ORG-2  20 ซีซี
- ไบโอเจ็ท   10 กรัม
- โซเดียมคลอเร็ท 30 กรัม
   ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง

(4.2) หยุดตาใบ เพิ่มความแข็งแรงของตาดอก
- ORG-1  20 ซีซี
- ORG-2 20 ซีซี
- ไบโอเจ็ท    10 กรัม
- ปุ๋ยเกร็ด0-53-36  30 กรัม
   ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีด 2 ครั้ง 5 วันครั้ง
  (หลังราดสารหรือฉีดสารครั้งแรกได้ 21 วัน)

คำแนะนำ
1. ลำไยจะออกดอก หลังราดสารประมาณ 15 วัน
2. ระยะหลังราดสารจนถึงเริ่มแทงช่อยาว 5 ซม.ให้รดน้ำพอชุ่มและห้ามฉ๊ดพ่นอาหารเสริมใดๆ
3. ระยะหลังแทงช่อดอกยาว 5 ซม.แล้วให้ฉีดพ่นบำรุงด้วยอาหารเสริมทางใบได้เลย

***ปัจจัยที่ช่วยในการแทงช่อดอก

1. อุณหภูมิต่ำจะทำให้การพัฒนาและการแทงช่อดอกช้า
2. แสงแดดน้อยจะทำให้การพัฒนาและการแทงช่อดอกช้า
3. น้ำก่อนที่ช่อดอกจะยาวและพัฒนาเต็มที่ถ้าได้รับน้ำ จะทำให้ช่อดอกเปลี่ยนเป็นใบ
4. ความสมบูรณ์ของต้นและใบจะทำให้การแทงช่อดอกเร็วดก และสม่ำเสมอ



5) ระยะก่อนดอกบาน  เมื่อมีดอกที่แข็งแรง บำรุงรักษาดอกให้ติดผลดก,ขั้วเหนียว ลดปัญหาหลุดร่วง
- ORG-1   20 ซีซี
- ORG-2   20 ซีซี
   ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีด 3 ครั้ง ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง
  **ในช่วงดอกตูม ดอกบาน เว้นการฉีดเพื่อให้ลำไยได้ผสมเกสร**

ทางดิน :
(1) ใช้ "ซอยล์ไลฟ์" อัตรา 10 – 15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดใต้ทรงพุ่ม
(2) ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 คลุกด้วย "บีเอ็มซี-มิกซ์" 1 กก. ต่อปุ๋ย 50 กก.

คำแนะนำ :
1. ก่อนดอกบานจะเป็นช่วงที่ช่อดอกจะยืดยาวเต็มที่ และทยอยบานจากโคนช่อไปหาปลายช่อ ใช้เวลาประมาณ 15 -30 วัน




6) ระยะติดผลอ่อน ระยะสร้างเปลือกให้หนา สร้างเมล็ดให้โต (ตอนขยายเนื้อจะได้ไม่แตก และผลจะโตมากสุด)
- ORG-1      20 ซีซี
- ORG-2      20 ซีซี
   ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีด 3 ครั้ง ทุก 7 วัน/ครั้ง
(หากมีโรคและแมลงรบกวน สามารถผสมไปด้วยกันได้)

ทางดิน :
ใส่ปุ๋ย 25 - 7 -7, 20-10-10 ผสม "บีเอ็มซี-มิกซ์" อัตรา 1 กก./ปุ๋ย 50 กก.ใส่อัตรา 1–2.5 กิโลกรัมต่อต้น

คำแนะนำ :
ระยะติดผลอ่อนเป็นช่วงที่ลำไยจะสร้างเปลือก เพื่อ พร้อมรับการขยายลูก และต้นลำไยที่ติดผลดกจะสลัดลูกทิ้ง มากน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น




7) ระยะมะเขือพวง ผลเท่าหัวแม่มือ (2- 3 เดือนครึ่งหลังดอกบาน หรือ 5 เดือนหลังราดใช้)
**ช่วงนี้จะสร้างเมล็ดเป็นหลัก
**ผลอ่อนจะขยายอย่างรวดเร็ว
**จะสร้างเมล็ดมากกว่าสร้างเนื้อ
- ORG-1   20 ซีซี
- ORG-2   20 ซีซี
- Bio-Jet   10 กรัม
   ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีด 3 ครั้งทุก 7 วันครั้ง

ทางดิน :
ใส่ปุ๋ย 15-7-18, 14-9-20 หรือ 15-15-15  หว่านปลายรอบทรงพุ่มรอบต้น

คำแนะนำ :
1. ควรฉีดพ่นฮอร์โมน&อาหารเสริมพืชเป็นระยะๆ  อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเมล็ดและเปลือกให้แข็งแรง พร้อมขยายตัวของลูกลำไยตอนสร้างเนื้อ
2. ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
3. พ่นยาโรค & แมลงอย่างสม่ำเสมอ



8)ระยะเม็ดในดำ ขยายผลโต ผิวเหลืองสวย 
    เนื้อหนา หวานกรอบ
**หลังเม็ดในดำ (ประมาณ 100 วัน หลังดอกบาน)  ลำไยจะเริ่มสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว (ใช้เวลาประมาณ 60 วันก่อนเก็บเกี่ยว
ดังนั้น ช่วงนี้จึงต้องบำรุงด้วยปุ๋ย อาหารเสริมอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างเนื้อ สร้างเปลือก สร้างความหวาน สร้างสีและลดการหลุดล่วง
- ORG-1  30 ซีซี
- ORG-2  20 ซีซี
- ปุ๋ยเหลว  0 -0-24 30 ซีซี
- ORG-4  20 ซีซี
   ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีด 3 ครั้ง 7 วัน/ครั้ง

**ในช่วงก่อนเก็บ 1 เดือน ใช้สูตรนี้ ผลโตมาก ผิวสวยมากโดยไม่ต้องขัดผิว **

ทางดิน :
ใส่ปุ๋ย 12-12-17   0.7 กก. – 2 กก./ต้น ให้น้ำให้เยอะๆ และต้องให้อย่างสม่ำเสมอ หรือใช้ปุ๋ยเกร็ด 11 - 0 - 40 + 4Zn  อัตรา 1-2 กก./ต้น










ORG-1 & ORG-2 : มีอะไรที่สำคัญๆให้พืช
• Amino acid
• Carbohydrate as Monosaccharides
• Malate Compound
• Glutamate Compound
• Fluvic acid
• Calcium-Boron (CaB) Chelate
• Magnesium chelate
• Potassium (K)
• Nitrogen as N-NO3 form



ORG-1 : มีสาร Malate Compound ซึ่งเป็นสาร Precursor (สารตั้งต้น) ที่สำคัญในกระบวนการ Metabolism และมี โปรตีนทางด่วน "ในรูป Amino acid Chelate หลายชนิดที่สำคัญที่พืชต้องการ , มี Glutamate Compound ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการออกดอกของพืช และยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิดที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Magnesium Chelate ( Mg), Calcium-Boron Chelate (CaB) , Nitrogen as NO3 และธาตุอาหารหลักบางตัว อาทิ Potassium (K) เป็นต้น ใช้ได้ดีกับทุกช่วงการเจริญเติบโตของพืช เหมาะสำหรับช่วงสะสมอาหาร เร่งใบแก่ เพิ่มคาร์โบไฮเดรต(แป้งและน้ำตาล) ให้พร้อมเต็มที่เพื่อการออกออก ช่วยเพิ่มอาหารยามพืชอ่อนแอหรือสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารเองได้ไม่เต็มที่ในช่วงแล้งจัด หนาวจัด หรือช่วงอากาศแปรปรวน ฟ้าปิดแสงแดดน้อย ที่สำคัญช่วยเพิ่มอาหารยามที่พืชต้องการในระยะแทงช่อดอกให้ช่อดอกแข็งแรง แทงช่อดอกออกมาได้ดี ช่อใหญ่สมบูรณ์ เพิ่มแป้งน้ำตาลเมื่อพืชต้องการขยายขนาดผลเพิ่มน้ำหนัก ช่วยเร่งความหวาน เพิ่มขนาด และสีผลเข้มสวย ทำให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี สร้างภูมิต้านทานต่อโรคและแมลง


ORG-2 : พลังงานทางด่วนพิเศษ สำหรับพืชและมีคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharides) ที่เป็นพลังงานชั้นสูงในรูป "น้ำตาลทางลัด" ที่พืชต้องการ เป็นชนิดโมเลกุลขนาดเล็ก เพื่อการสะสมอาหารให้แก่พืชแบบรวดเร็วทันที และยังมี Fulvic acid ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายและขนส่ง (Transporter) ประจุของธาตุอาหารต่างๆไปยังทุกส่วนของพืช


4 ช่วงที่สำคัญ สำหรับพืชที่ต้องการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก
1. ช่วงแตกใบอ่อน
2. ช่วงการออกดอก
3. ช่วงการติดผล
4. ช่วงการเร่งคุณภาพ อาทิ เร่งความหวาน เร่งสี
ช่วยเพิ่มพลังงานให้พืชทันทีโดยไม่ต้องผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ก่อนพืชออกดอกต้องการใช้พลังงานมากกว่าปรกติ เพราะต้องมีการสะสมอาหารเพื่อการออกดอก พืชเองจึงจำเป็นต้องได้รับพลังงานทางด่วน มี
"อะมิโน แอซิค" ในรูปที่พืชสังเคราะห์ได้เองตามธรรมชาติ จึงใช้เป็นอาหารสะสมให้พืชทันที ช่วยเพิ่มการติดผล ช่วยทำให้พืชที่มีผลและผลไม้มีรสชาติดี เร่งหวาน เร่งสี


วิธีการใช้ อัตราผสม 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7-10 วัน
1. ช่วงฟื้นฟูต้นหลังเก็บเกี่ยวและแตกใบอ่อน : ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อการแตกใบอ่อน 1 ชุด
2. ช่วงก่อนการออกดอก (ช่วงสะสมอาหาร) : ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อสะสมอาหารให้มากพอต่อการออกดอก
3. ช่วงการติดผลอ่อน : ฉีดพ่น2-3 ครั้ง เพื่อเร่งการพัฒนาของผลอ่อนและลดการหลุดร่วงของผลอ่อน และฉีดพ่นต่อไปอีก 2-3 ครั้ง ในช่วงที่ต้องการขยายผลและเพิ่มน้ำหนักอีกทั้งยังป้องกันผลแตกและผลร่วง เนื่องจากขาดอาหารและขนาดพลังงาน
4. ช่วงการเร่งคุณภาพ (เร่งความหวาน) : ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผลโตอย่างรวดเร็วและช่วยเพิ่มการพัฒนาผลให้มีคุณภาพ
.
ORG-1 และ ORG-2 มีลักษณะเป็นโมเลกุลที่พืชดูดซึมได้ง่าย พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สามารถใช้ได้ดีทั้งแบบฉีดพ่นทางใบ ผสมน้ำราดดินรากสามารถดูดซึมได้ หรือให้ไปกับระบบน้ำ พืชสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทั้งทางใบและทางราก


#คุณประโยชน์ :
-ช่วยการเจริญเติบโตทุกส่วนของพืชของพืช ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นหลังการเก็บเกี่ยว หรือแก้อาการต้นโทรม
-ช่วยให้พืชแตกใบใหม่ได้พร้อมๆกันทั้งลำต้น ยอด และใบที่สมบูรณ์
-ช่วยสะสมอาหาร ช่วยสร้างแป้งและน้ำตาลให้พืช พืชมีใบหนา ใบใหญ่เขียวเข้มสมบูรณ์
-ช่วยเติมสารอาหารแบบเร่งด่วนยามที่พืชอ่อนแอ เมื่อสังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่
-ช่วยเปิดตาดอก เร่งแทงช่อดอก ให้ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น
-ช่วยเร่งดอก ออกดอกดก ช่วยให้ช่อดอกยืดยาว ช่อดอกอวบอ้วนสมบูรณ์
-ช่วยผสมเกสร ให้ติดผลดี ติดผลดก ช่วยให้ขั้วเหนียว ลดการหลุดร่วง
-ติดผลดก ไม่หลุดร่วงง่าย ขยายขนาดผล เร่งผลโต อย่างสม่ำเสมอ
-ช่วยสร้างเปลือกให้หนา ยืดหยุ่นดี ไม่มีเปลือกแตกง่าย
-ช่วยให้พืชทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน แห้งแล้ง
-ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรค แมลง


อัตราใช้ 20 ซีซี + 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเป็นละอองให้ทั่วทั้งต้น


สำหรับ ไม้ผล ผลไม้และพืชออกดอกติดผล ที่มีการออกดอก ออกดอกดี ดอกดก เราจะมีแค่หลักๆ 2 ตัวนี้นะคะ ที่เราเน้นคือ ORG-1, ORG-2 เพราะเราจะเน้นการสะสมพลังงานให้มากพอจนล้นออกมา เพราะว่าพืชต้องการและจำเป็น เพื่อพืชเองก็จะออกดอกได้ดี

http://www.paccapon.blogspot.com/2015/…/1-org-1-2-org-2.html ORG-1+ORG-2

http://paccapon.blogspot.com/2016/08/c6h12o6.html การสังเคราะห์กลูโคส




======
📝inbox สอบถามปรึกษาก่อนได้นะครับ
☎️:084 - 8809595 , 084-3696633
📲Line id :@organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ http://line.me/ti/p/%40organellelife.com

**รับตัวแทนจำหน่าย VIP ทั่วประเทศ



วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"วายร้าย ไว้รัส" ภัยเงียบสำหรับพืช บัดนี้..มีทางออก ให้เลือกแล้ว

"วายร้าย ไว้รัส" 
ภัยเงียบสำหรับพืช 
บัดนี้.. มีทางออก ให้เลือกแล้ว



"แมลงหวี่ขาว" (Whitefly)

"เจ้าวายร้าย" ที่เป็นหนึ่งใน "มหันตภัยเงียบ"
ที่คอยทำลายพืชให้เสียหาย มากมายหลายชนิด

ใช้วิธีการเก่าๆ เราไม่อาจเอาชนะมันได้
การเอาสารเคมีหลายชนิดที่รุนแรง หรือชนิดแพงๆ มาไล่ฆ่ามัน ฆ่าอย่างไรก็ไม่มีวันชนะมันได้เลย

ลองเปลี่ยนเป็น "แนวทางใหม่ๆ" กันดูดีไหม?
เผื่อมันจะ "ใช่" และ.."เอาอยู่"
ลองดู !!! กัน

- คิดแบบเดิม
- ทำแบบเดิม
- เชื่อแบบเดิม
- ใช้แบบเดิม

ผลลัพธ์ก็อาจจะได้แบบเดิมๆ


ZIGNA (All in One) : ซิกน่า (ออล อิน วัน)

สารส่งสัญญาณในการต่อต้านโรคและแมลงต่างๆ
( Cell Signalingin Resistance of Plant for Pathogen& Insect ) ทำงานผ่านระบบ SAR และ ISR ซึ่งมีส่วนผสมของสารสำคัญในขบวนการ SA-Signaling Pathway และขบวนการ JA-Signaling Pathway และธาตุอาหารสำคัญบางตัวอาทิ Ca , Zn และสารสำคัญบางตัว อาทิ Amino acid , Malate Compounds เป็นต้น
.
ZIGNA : ซิกน่า
1) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านเชื้อโรค ในกลุ่มของ Defense Proteins หลายๆชนิดอาทิ Defensins, Basic PR-Proteins ( อยู่ในช่องว่างในเซลล์ Vacuole) , Hevein-like Proteins, Thionins etc.
.
2) อาศัยกลไกในการทำงานของ Induced Systemic Resistance (ISR) โดยผ่าน JA-Signaling Pathwayด้วยการส่งสัญญาณเพื่อสร้างสารต่อต้านแมลง
ซึ่งสารต่อต้านแมลงอาจแบ่งได้เป็นหลักๆ 3 กลุ่ม อาทิ
- กลุ่มที่ 1 กลุ่ม Alkaloids อาทิ Saponin, Nicotine ฯลฯ ที่มีผลต่อระบบประสาทของแมลง และเอ็นไซม์ต่างๆ
- กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Proteinase Inhibitors มีผลต่อเอนไซม์ในระบบการย่อยของแมลง ทำให้เกิดอาการขาดอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในแมลง
- กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Volatile Signal อาทิ Terpines , Indoles, Phenolics ฯลฯ เป็นสารระเหยที่ส่งสัญญาณในการขับไล่แมลงโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสารระเหยที่ส่งสัญญาณล่อแมลง Predators (แมลงล่าเหยื่อ) เพื่อมากำจัดแมลงศัตรูพืช
.
3) การให้ธาตุอาหารพืชบางตัวที่จำเป็น อาทิ แคลเซียม(Ca) เพื่อช่วยให้ผนังเซลล์ของพืชแข็งแรง ทำให้ขบวนการสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลงดีขึ้น และ สังกะสี(Zn) เพื่อช่วยในขบวนการสังเคราะห์สารต่อต้านโรคและแมลงและช่วยขบวนการส่งสัญญาณต่อต้านโรคและแมลงให้ดีขึ้น และเพื่อเป็นสารตั้งต้น ( Precursor ) ในการสร้างโปรตีนบางตัวในการต่อต้านโรคและแมลง และยังช่วยในการให้พลังงานแก่พืชด้วย หรือการให้สาร Malate Compounds ซึ่งเป็นสารตั้งต้น (Precursors) ในการสร้างสารต่อต้านโรคและมลงต่างๆ อาทิ สาร Alkaloids, Volatile Signals เป็นต้น
.
4) พืชที่ถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส ทำให้ท่ออาหารและท่อน้ำเลี้ยงของพืชอาจอุดตัน เสื่อมประสิทธิภาพลง จำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยการให้อาหารทางใบ ซึ่งพืชจะได้รับสารอาหารทางปากใบโดยตรง และเข้าสู่กระบวนการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยการใช้สารให้พลังงานและอาหารพืชสำเร็จรูปที่จำเป็น อาทิ Monosaccharide , Amino acid , Organic acid ฯลฯ
.
นี่คือ..แนวทางเบื้องต้นในการป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้ามาสู่พืชของเรา แบบปลอดภัยไร้สารพิษ โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าเพลี้ยหรือฆ่าแมลงที่แนะนำกันมาตามตำราพันปี ถ้าเรายังฝังใจกับการใช้สารเคมีดูดซึมชนิดรุนแรงเพื่อฆ่าแมลงพาหะ เราไม่มีวันชนะมันอย่างแน่นอน ฆ่ามันตายได้ก็หลังจากที่มันเข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหารและต้องตายไปเพราะรับพิษร้ายจากสารเคมีที่เราฉีดไว้ แต่ตัวแมลงพาหะเองก็ได้ดูดซึมยาเข้าไปแล้วและก็ต้องตายไป แต่ในขณะเดียวกัน..เชื้อไวรัสก็ได้ถูกปล่อยไว้ในต้นพืชนั้นที่มันไปดูดกินน้ำเลี้ยงไว้แล้ว พืชก็ต้องติดเชื้อร้ายแห่งไวรัส แมลงพาหะมา 1,000 ตัวมาดูดกินน้ำเลี้ยงพืช 1,000 ต้น ถึงตัวแมลงพาหะมันจะตายไปแต่เชื้อร้ายก็ยังคงอยู่ และพืชทั้ง 1,000 ต้นก็ไม่พ้นต้องติดเชื้ออยู่ดี แต่ถ้ามันมี"ภูมิต้านทาน"(วัคซีน) จากกระบวนการ SAR ก็โชคดีไป เพราะมันก็ สามารถ "เอาอยู่" หรือควบคุมอยู่ พืชก็ปลอดภัยแม้จะรับเชื้อร้ายไว้ ก็ควบคุมอยู่ และสิ่งที่สำคัญและดีที่สุดคือพยายามอย่างไรที่จะไม่ให้มันเข้ามาปล่อยเชื้อร้ายแก่พืชเราได้ ก็ต้องหาวิธีขับไล่ วิธีไหนดี "ขับไล่" ไปไกลๆให้ได้ซิ ขับไล่ไปให้ได้มากที่สุด อาจจะมีแมลงพาหะพวกเกเร หัวแข็ง หลุดเข้ามาบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ส่วนใหญ่เราขับไล่มันไปให้ได้มากที่สุด พืชเราก็จะปลอดภัย คงต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน
ฝากไว้ครับว่า "การป้องกันสำคัญที่สุด"
จำไว้เลยครับ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า...

ทำไม? เราจึงต้องใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA)
และทำไม? เมื่อใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA) ไปเรื่อยๆแล้ว ปัญหาเรื่องแมลงจะค่อยๆลดน้อยถอยลงไป ไม่สร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเราในระยะยาว ถ้าขืนใช้แต่สารเคมี ปัญหามีแต่จะยิ่งแย่ไปใหญ่
เพราะ..คุณจะไม่มีวันรบชนะแมลงต่างๆได้เลย ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ เพื่อเข่นฆ่ามัน ด้วยสารเคมี ในสภาวะที่ดินฟ้าอากาศของ "โลกวิกฤติ" หรือ "โลกเปลี่ยน" ไปแบบนี้ เพราะเรารู้ดีว่า..สาเหตุใหญ่คือ.."สภาวะโลกร้อน" นั่นเอง

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

ทำไม? แมลงจึงระบาด
http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0

http://paccapon.blogspot.com/2015/07/blog-post_8.html

http://paccapon.blogspot.com/2015/06/blog-post_26.html




Plant Defenses พืชมีระบบป้องกันตนเอง อย่างไร?

สามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ

วิธี (1) ก็จะเป็นการป้องกันเชิงกายภาพ นั่นก็คือชั้น Cuticle และ Cell Wall ที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเข้ามารุกราน ก็จะมีพวกสาร คิวติน (Cutin), แวกซ์ (Wax) และซูเบอริน (Suberin) เคลือบอยู่

วิธีที่ (2) เรียกว่า Hypersensitive response เมื่อการรุกรานของเชื้อประสบความสำเร็จก็จะมีการตอบสนองโดย receptor ที่รับรู้ถึงการบุกรุก ไปกระตุ้นให้มีการสร้าง Reactive Oxygen Species (ROS) ซึ่งได้แก่ O2 radical hydrogenperoxide และ hydroxyl radicle ที่เป็นอนุมูลอิสระซึ่งจะแตกตัวเป็นลูกโซ่กับสารชีวโมเลกุลภายในเซลล์ และต่อโมเลกุลของเชื้อที่รุกรานเข้ามา ส่งผลให้บริเวณที่มีการตอบสนองมีการตายของเซลล์เกิดขึ้น ช่วยในการทำลายแหล่งอาหาร และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย เรียกกระบวนการนี้ว่า Programmed Cell Death (PCD) แต่กระบวนการนี้ยังต้องอาศัยสารสัญญาณอีกอย่างคือ NO (Nitric Oxide) จึงจะประสบความสำเร็จ เมื่อภายในเซลล์มี NO และ Reactive Oxygen Species เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์เอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่กระทำหน้าในวิถีการสังเคราะห์สารปกป้อง เช่น lignin, Phytoalexin, Salicylic acid ที่จะช่วยป้องกันและทำลายเชื้อโรคและเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโดยตรงคือกลุ่มของ Hydrolytic Enzyme

วิธีที่ (3) เรียกว่า Systemic Acquired Resistance (SAR) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับสารสัญญาณที่มาจาก Hypersensitive Response สารตัวหนึ่งที่ทราบกันดีคือ Salicylic Acid สัญญาณดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์สารทุติยภูมิหรือ Secondary Metabolite เช่น พวก anthocyanin, limonene, menthol, curcumin ที่ในบางชนิดเรานำมาใช้งานในรูปแบบของยาสมุนไพร ตัวหนึ่งเลยที่ผมกำลังศึกษาอยู่คือ Curcumin ซึ่งเป็นยาสารพัดโรค มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวกและมีผลการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถเป็น freeradical-scavenger หรือ antioxidant, chemoresistance agent, antimutative agent อย่างกว้างขวาง ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหลังกระบวนการติดเชื้อและพืชสามารถรอดตายจากการติดเชื้อนั้น

การควบคุมกลไกต่าง ๆ นั้นถูกกำหนดโดยยีนที่เรียกว่า R-genes ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดควบคุมความตอบสนองต่อเชื้อ และกระบวนการต่อต้านเชื้อ R-genes นั้นพบได้หลายชนิดในต้นเดียวและมักจะอยู่เป็นชุด ๆ ผลผลิตของ R-genes ส่วนหนึ่งจะกระจายไปอยู่ตาม membrane เพื่อเป็น receptor เมื่อมีการเกาะของเชื้อ หรือกระจายอยู่ใน Cytoplasm เพื่อตอบสนองต่อโมเลกุลของเชื้อที่เกิดมาจากการรุกราน R-genes นี้จะถูกนำมาใช้เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานสูง ซึ่งการคัดเลือกด้วยยีน เราจะเรียกว่า Marker assisted selection (MAS)
อ้างอิง: Linconln Taiz & Eduaro Zeiger, Plant Physiology Fourth Edition, 2006.
และวิชา 416457 Genome & DNA Markers สอนโดยอาจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล และ อาจารย์ดร.วิภา หงษ์ตระกูล
พืชป้องกันตัวจากแมลงได้อย่างไร?


โดยปกติแล้ว พืชมีระบบป้องกันตัว 2 แบบ 
คือแบบ Constitutive Defense Response และ Induced Defense Response ซึ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่ระบบจะตอบสนองก่อนหรือหลังจากถูกโจมตี การตอบสนองนั้นในบางครั้งได้ผลลัพธ์เป็นสารต่อต้านตัวเดียวกัน นั่นก็คือพวก "สารทุติยภูมิ"(secondary metabolite)
1) Constitutive Defense Response : คือระบบจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะมีความจำเพาะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของพืช(species-specific) และระบบจะมีการเก็บรวบรวมสาร ซึ่งอาจใช้เป็น Precursor สำหรับตอบสนองได้ทันทีที่มีการโจมตีเกิดขึ้นหรือเป็นสารทุติยภูมิที่เป็นพิษต่อแมลง หรือน้ำมันหอมระเหยที่จะดึงดูดแมลงศัตรูธรรมชาติ (Predator) ให้มาจัดการครับ
2) Induced Defense : เป็นระบบที่เปิดขึ้นเมื่อตรวจพบการโจมตี ซึ่งจะมีการตอบสนองขึ้นอยู่กับระดับการโจมตี แบ่งได้เป็น 3ชนิด

1. Phloem feeders พวกเจาะกินน้ำเลี้ยง ซึ่งจะทำให้มีบาดแผลเล็กน้อยที่ Epidermis และ Mesophyll cells แต่จะมีการตอบสนองไปในแนวทางของการรับมือกับเชื้อก่อโรคที่ติดตามมากับบาดแผลมากกว่า
2. Cell content feeders พวกกินเนื้อไม้ จะทำให้เกิดบาดแผลปานกลางแก่ต้นพืช
3. Chewing insects พวกปากกัดแทะ เช่นพวกหนอนผีเสื้อ หนอนกินใบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่พืช ซึ่งจะมีระบบตอบสนองแบบจำเพาะ
.
"ระบบตอบสนองแบบจำเพาะ" ต่อน้ำลายของแมลง : เมื่อมีการโจมตีโดยแมลงศัตรูคู่อาฆาต โมเลกุลในน้ำลายของแมลงจะมีส่วนช่วยในกระบวนการกระตุ้นระบบป้องกันโดยตรง ยกตัวอย่างในหนอนผีเสื้อบางชนิด น้ำลายของมันจะมี "กรดอะมิโน กลูตามิน" อยู่มาก ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยากับกรดไขมัน, ไลโนเลนิคและ ไลโนเลอิค โดยใช้เอ็นไซม์ที่อยู่ในพืช รวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ Fatty acid-Amino acid หรือ Fatty acid Amides แล้วมีการเติมหมู่ Hydroxyl ที่ตำแหน่งที่ 17 ของไลโนเลนิค เรียกชื่อสารนี้ว่า Volicitin ซึ่งสารตัวนี้จะมีความสามารถในการชักนำให้มีการสร้างสารหอมระเหย(Volatine) ในพืชและเมื่อพืชได้รับสัญญาณนี้ก็จะมีการกระตุ้นวิถีป้องกันหลักที่ชื่อว่า Octadecanoid Pathway ที่จะนำไปสู่การสร้างสารสัญญาณ Jasmonic acid (JA)
.
Jasmonic acid (JA) : จะมีบทบาทต่อไปในการชักนำให้มีการสร้างโปรตีนพืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติขัดขวางการย่อยของแมลงศัตรูพืช อาทิเช่นสาร Alpha amylase inhibitors ที่จะไปเอนไซม์ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตของแมลง และ/หรือ Lectin ที่จะเข้าไปจับกับคาร์โบไฮเดรต หรือสารประกอบคาร์โบไฮเดรตโปรตีนหลังจากการย่อย Lectin จะไปจับอยู่กับ Epithelial cells ส่งผลยับยั้งการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย สารตัวหนึ่งที่รู้จักกันดีคือ "Proteinase Inhibitors" ที่จะไปทำหน้าที่ยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน โดยจะไปจับจำเพาะกับเอ็นไซม์เช่น trypsin, chymotrypsin ของแมลงนั้น ๆอย่างไรก็ดี แมลงบางชนิดก็มีการปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองมีความสามารถในการทำลายหรือนำสารต่อต้านของพืชมาใช้ประโยชน์ ส่งผลให้การรุกรานประสบผลสำเร็จแต่พืชเองก็มีการปรับตัวต่อต้านเช่นกันเกิดเป็นวิวัฒนาการร่วมกันต่อเนื่องมาหลายล้านปีต่อมา
แหล่งอ้างอิง :
1) Linconln Taiz & Eduaro Zeiger, Plant Physiology Fourth Edition, 2006. (Secondary metabolite and plant defence)
2) Molecular Plant Pathology, Annual Plant Reviews V.4Matthew Duckinson และ Jin Beynon
.

✅ไวรัส
✅เชื้อรา
✅ความเสียหาย

อย่ารอให้เกิด !!
#ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ หากชอบแบบแก้ไขบางครั้งก็ต้องยอมทำใจ เพราะมันจะไม่ 100%ค่ะ

====
ปรึกษาปัญหาโรคพืช หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
084-8809595 , 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยนะคะ)

หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน แล้วทักแชทได้เลย http://line.me/ti/p/%40organellelife.com





#ซิกน่า #ZIGNA

สภาวะโลกร้อน (Global Warming)

มีผลกระทบต่อการระบาดของแมลง

- คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีมากขึ้น
- การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ได้มากขึ้น
- คาร์โบไฮเดรตมีปริมาณเก็บสะสมไว้ที่ใบมากขึ้น
- ไนโตรเจนมีปริมาณมากขึ้น (ในปริมาณที่สัมพันธ์
กัน)
- จัสโมนิค แอซิด (Jasmonic acid) สร้างได้ลดลง
- กลไกในกระบวนการป้องกันตนเอง (Plant
Defenses) ลดลง
- ประชากรแมลงเพิ่มมากขึ้น ระบาดเพิ่มมากขึ้น
- พืชอ่อนแอลง มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูต่ำ



นักวิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่า "เมื่อพืชเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอากาศไปเป็นคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้น และนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกรดอะมิโน (Amino acid) และสารสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นในเซลล์ ร่วมกับแร่ธาตุไนโตรเจน (N) ที่ได้จากดินได้ในปริมาณมาก จะทำให้แมลงมากัดกินใบพืชมากตามไปด้วย เพื่อให้ได้ธาตุไนโตรเจนอย่างเพียงพอต่อความต้องการของพวกมัน

นักวิจัยพบว่า เมื่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งล่อให้แมลงศัตรูพืชบุกเข้ามาจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่น ด้วงญี่ปุ่น (Japanese beetle), หนอนเจาะรากข้าวโพด (corn rootworm) และเพลี้ย (aphid) เป็นต้น

ทั้งนี้เพราะ "หนอนผีเสื้อและตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช" ต้องการธาตุไนโตรเจนสำหรับสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในร่างกาย ส่วนแมลงตัวเต็มวัยเองก็จะสามารถอยู่รอดและสืบพันธุ์ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีอาหารอันอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก จึงเข้าใจได้ทันทีเลยว่า ทำไม? แมลงจึงเข้ามาอยู่ในแปลงพืชบริเวณที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง
นักวิจัยจึงทำการทดลองต่อไปเพื่อศึกษาผลของปริมาณน้ำตาลต่อแมลงศัตรูพืช โดยเลี้ยงแมลงปีกแข็ง (Beetle) ในแปลงพืช 3 สภาพแวดล้อม ได้แก่

1) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

2) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

3) แปลงพืชที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ
ร่วมกับให้น้ำตาลเสริม

ผลการทดลองนักวิจัยพบว่า ในแปลงที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูง แมลงมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่า และแพร่พันธุ์ได้มากกว่า
และยังพบว่า "น้ำตาล" เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของแมลงในสภาพที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง แต่..จะไม่มีผลต่อแมลงโดยตรงโดยปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์"

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาต่อถึงกลไกการตอบสนองต่อแมลงศัตรูของพืช โดยปกติเมื่อแมลงมากัดกินใบของพืช พืชจะสร้างฮอร์โมน "จัสโมนิค แอซิด" (Jasmonic acid :JA) ขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนอง ซึ่ง "จัสโมนิค แอซิด" (JA) เป็นสารตั้งต้นของกระบวนการและกลไกการป้องกันตัวเองของพืชจากแมลงศัตรูพืชและขั้นสุดท้ายพืชจะสร้าง "สารยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส" (Proteinase inhibitor) เมื่อแมลงกัดกินพืชและได้รับสารนี้เข้าไปด้วย มันก็จะไปยับยั้งกระบวนการย่อยใบพืชที่แมลงกินเข้าไป

และ..เราพบว่าเมื่อปลูกพืชในสภาวะที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง พืชจะสูญเสียความสามารถในการสร้าง "จัสโมนิค แอซิด" (Jasmonic acid : JA) ซึ่งเป็นการตัดกระบวนการป้องกันตัวเองของพืช และขณะที่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในใบพืชสูง แต่พืชขาดสารเคมี (JA) ที่จะปกป้องตัวเองจากแมลงศัตรู ส่งผลให้พวกแมลงมีแหล่งอาหารอันโอชะ เพื่อการดำรงชีพที่ยืนยาวและดำรงเผ่าพันธุ์ได้นานในบริเวณนั้นๆ

(อ้างอิง: 1) ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ
อิลลินอยส์ (University of Illinois,
USA) รายงานผลการวิจัยลงในวารสาร
สมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ
(Proceedings of the National
Academy of Sciences)
2) อีวาน เดอลูเซีย : Evan DeLucia นัก
ชีววิทยาของทีมวิจัยสรุป)
(ภาคผนวก : ทั้งนี้..ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ในปัจจุบัน อันอาจจะเป็นผลพวงมาจากการที่ป่าไม้ลดลงและมีการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลกันเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาในช่วงที่เริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในชั้นบรรยากาศประมาณ 280 ppm และจากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 380 ppm ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ถ้าหากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 600,000 ปี และถ้าหากยังไม่มีการแก้ปัญหาดังกล่าวก็จะส่งผลให้โลกของเรามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมมากถึง 550 ppm ได้ในอีกราว 40 ปีข้างหน้า และภาคอุตสาหกรรมในประเทศจีนและอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็วอาจเป็นตัวเร่งชั้นยอดที่เร่งให้วันนั้นมาถึงเร็วยิ่งขึ้น)
(อ้างอิง: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 มีนาคม 2551)

ทำไม? แมลงจึงระบาด

http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0







====
ปรึกษาปัญหาโรคพืช หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
084-8809595 , 084-3696633
📲Line ไอดี @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน แล้วทักแชทได้เลย https://lin.ee/nTqrAvO


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ซิกน่า + อีเรเซอร์-วัน

"เปลี่ยนความคิด"
ชีวิต.."แมลงหวี่ขาว"..เปลี่ยน


ผม..เปลี่ยนความคิด ในเรื่องนี้มา 15 ปี
โชคดี..ที่เปลี่ยนก่อน
กับยาสูบ 1,000 กว่าไร่ ในตอนนั้น




"แมลงหวี่ขาว" (Whitefly)
(Bemesia tabaci)
นำเชื้อ Tobacco Leaf Curl Virus (TLCV)



"เจ้าวายร้าย" ที่เป็นหนึ่งใน "มหันตภัยเงียบ"
ที่คอยทำลายพืชให้เสียหาย มากมายหลายชนิด


ใช้วิธีการเก่าๆ เราไม่อาจเอาชนะมันได้
เอาสารเคมีชนิดที่รุนแรง ชนิดแพงๆ มาไล่ฆ่ามันอย่างไร ก็ไม่มีวันชนะมันได้ ยิ่งฆ่ามันยิ่งดื้อยา ชีวิตก็อันตรายมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ



ลองเปลี่ยนมาเป็น "แนวทางใหม่ๆ" กันดูบ้างไหม?
เผื่อมันจะ "ใช่" และ.."เอาอยู่"
ลองดู !!! กัน

- คิดแบบเดิม
- ทำแบบเดิม
- เชื่อแบบเดิม
- ใช้แบบเดิม


ผลลัพธ์ก็ได้แบบเดิมๆ




ซิกน่า(ZIGNA) หนึ่งในสินค้านวัตกรรมใหม่ทางการเกษตรของโลก ด้วยกลไกลการทำงานในกระบวนการชีวเคมี (Biochemistry) ของพืช ซึ่งใช้กลไกในการป้องกันตนเองของพืช (Plant Defense Response) มีลักษณะหลายๆอย่าง เช่น

1.การป้องกันทางกายภาพ (Physical barriers)
- Preformed (มีอยู่แล้วในพืชสภาพปกติ) :
Leafhairs,waxy,cuticles,actinmicrofilament, etc.
- Induced (สร้างเมื่อถูกกระตุ้น) : Cell wall strengthening, lignification, cell death, etc.




2. การป้องกันทางเคมี (Chemical defenses)
- Preformed (มีอยู่แล้วในพืชสภาพปกติ) :
ได้แก่ สารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคต่างๆ เช่น alkaloids, saponins, สารterpenoid ในน้ำยาง ฯลฯ เป็นต้น
- Induced (สร้างเมื่อถูกกระตุ้น) :
2.1. Local resistance เช่น phytoalexins, No, ROI, ect.
2.2. Systemic resistance (signaling defenses) เช่น SAR, ISR, SWR



Cell Signaling in Resistance (การส่งสัญญาณเซลล์เพื่อป้องกันตนเอง)
1. ต้องมีสารชักนำ (Elicitor) ให้เกิดสัญญาณ ซึ่งจะขึ้นกับชนิดของตัวกระตุ้นหรือสายพันธุ์เชื้อโรค ปล่อยสารชักนำไปยังพืชที่มีตัวรับ (Receptor) ที่เข้ากันได้ ซึ่งขึ้นกับสายพันธุ์พืช ทำให้สามารถรับรู้สารชักนำนั้นๆ และเกิดสัญญาณขึ้นได้

2. การรับรู้ที่เกิดขึ้นทำให้พืชสร้างสารส่งสัญญาณ (Messengers) ไปยังเซลล์อื่นๆ ทั่วทั้งต้นที่ยังไม่ถูกบุกรุก สารส่งสัญญาณที่สำคัญได้แก่ Salicylic acid (SA), Jasmonic acid (JA) และอื่นๆ

3. การรับรู้ที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองของเซลล์ต่อการบุกรุก

4. การรับรู้ที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณให้ Defense genes สร้างสารต่อต้านการบุกรุกต่างๆ
ข้อสังเกต : Nonhost plant และ Host plant ที่ต้านทานโรค จะมีผนังเซลล์ที่สามารถรับรู้การบุกรุกจากสารชักนำของเชื้อโรค ชนิดหนึ่งๆได้ ขณะที่พืชที่ไม่ต้านทานโรคไม่สามารถรับรู้สารชักนำของเชื้อโรคนั้นๆได้




Plant Systemic Defenses
ลักษณะการเกิดภูมิต้านทานไปทั่วต้น (Systemic Resistance) ภายในพืชโดยการส่งสัญญาณที่สำคัญแบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่
1. Systemic Acquired Resistance (SAR) กระตุ้นโดยเชื้อโรคเข้าทำลาย (Pathogen attack) ส่งสัญญาณทาง SA-signaling pathway

2. Induced Systemic Resistance (ISR) กระตุ้นโดย Plant Growth Promoting Rhizobacteria (PGPR) ส่งสัญญาณทั้ง JA-signaling pathway และ SA-signaling pathway

3. Systemic Wound Response (SWR) กระตุ้นโดย Herbivores และ แมลงเข้าทำลายส่งสัญญาณทาง JA-signaling pathway และ SA-Signaling Pathway



SA-Signaling Pathway
- avr-gene (Elicitor) จากเชื้อโรคเมื่อจับกับ R-gene (Receptor) ของพืช จะเกิด Hypersentitive Response (HR) ทำให้เกิดการตอบสนองในเซลล์ และสังเคราะห์ Salicylic acid (SA) เป็นการส่ง สัญญาณระหว่างเซลล์ไปทั่วต้น และกระตุ้นให้ PR-genes สร้าง PR-proteins มาต่อต้านเชื้อโรค

-PR-proteins ที่เกิดขึ้นมีหลายตัว มีกลไกลต่อต้านเชื้อโรคแตกต่างกันไป ทำให้สามารถต่อต้านเชื้อโรคได้หลายตัวพร้อมๆกัน (Broad spectrum) และออกฤทธิ์ดีกับ Biotrophic และ Hemi-biotrophic pathogens ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส

-PR-proteins จาก SAR เป็น acidic PR-proteins และอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space)

-แบคทีเรียบางชนิดบริเวณราก (PGPR) สามารถทำให้เกิด SA-Signaling Pathway ในระบบ ISR








นี่จึงเป็นเหตุผลว่า...


ทำไม? เราจึงต้องใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA)
และทำไม? เมื่อใช้ "ซิกน่า" (ZIGNA) ไปเรื่อยๆแล้ว ปัญหาเรื่องแมลงจะค่อยๆลดน้อยถอยลงไป ไม่สร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับเราในระยะยาว ถ้าขืนใช้แต่สารเคมี ปัญหามีแต่จะยิ่งแย่ไปเรื่อยๆ

เพราะ..คุณจะไม่มีวันรบชนะแมลงต่างๆได้เลย ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ เพื่อเข่นฆ่ามัน ด้วยสารเคมี ในสภาวะที่ดินฟ้าอากาศของ "โลกวิกฤติ" หรือ "โลกเปลี่ยน" ไปแบบนี้ เพราะเรารู้ดีว่า..สาเหตุใหญ่คือ.."สภาวะโลกร้อน" นั่นเอง







สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่


ทำไม? แมลงจึงระบาด

http://paccapon.blogspot.com/2017/03/blog-post_28.html?m=0








"อีเรเซอร์-1" กำลังกลายเป็นความหวังใหม่
ในการต่อสู้กับปัญหาโรคต่างๆของพืช ในปัจจุบันโดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ให้ทำความเสียหายให้แก่พืชหลายๆชนิด เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคและความเสียหายทางด้านผลผลิตไปได้ด้วยดี

"อีเรเซอร์-1" (ERASER-1) : สารเสริมประสิทธิภาพชนิดพิเศษ เพื่อการกำจัดเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชทุกชนิด ( ทั้งไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา) ที่อยู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง "อีเรเซอร์-1" มีสารประกอบอินทรีย์ในรูปเกลือแอมโนเนียม ( NH4+ ) หรือ Ammonium Salt of Organic Compounds ซึ่งจะมีประจุบวก(+) อย่างแรงวิ่งไปจับกับเชื้อโรค ทำให้ผนังเซลล์ของเชื้อโรคเสียสมดุลและแตกสลายจนตายได้ในทันที


(กลไกการออกฤทธิ์ของ อีเรเซอร์-1 สามารถเกิดขึ้นได้ที่ผนังเซลล์ทั้ง 2 ชั้นของเชื้อโรค ได้แก่
1. ผนังเซลล์ชั้นนอก(outer membrane )
2. ผนังเซลล์ชั้นใน ( cytoplasmic membrane)

การออกฤทธิ์ที่ชั้นนอก(outer membrane) ผนังเซลล์ซึ่งมีลักษณะเป็น Lipopolysaccharide จะมีประจุลบ(-)อยู่ด้านนอกเรียงตัวในลักษณะเป็น bilayer ดังนั้น "อีเรเซอร์-1" ที่มีประจุบวก(+)จะวิ่งไปจับกับผนังเซลล์ที่มีประจุลบ(-)อย่างรวดเร็ว ทำให้ผนังเซลล์บิดจนเกิดเกิดรอยร้าวขึ้น และสามารถผ่านเข้าไปสู่ชั้นในได้ต่อไป

การออกฤทธิ์ที่ชั้นใน(cytoplasmic membrane)
Cytoplasmic membrance ก็จะมีลักษณะเป็น bilayer เหมือนชั้นนอกซึ่งมีประจุลบ(-) ที่บริเวณผิว "อีเรเซอร์-1" ที่เข้ามาจะจับติดกับผนังเซลล์แล้วมีกลไกออกฤทธิ์ที่เป็นไปได้ดังนี้

- ถ้าประจุบวก(+) แรงพอจะทำให้ผนังเซลล์แตกสลาย เชื้อโรคตายทันที
- จะเกาะกลุ่มกันทำให้เกิดท่อที่ผนังเซลล์ทำให้สารภายในเซลล์ไหลออกได้
- จะเรียงตัวที่ผิวเซลล์เหมือนปูพรม ทำให้ผนังเซลล์สูญเสียความแข็งแรง
- ตามรอยรั่วเข้าไปทำลายอวัยวะภายในเซลล์ซึ่งมีประจุลบ(-) โดยทันที) อีกทั้ง "อีเรเซอร์-1" ยังมีส่วนผสมของสารเสริมประสิทธิภาพทำให้ตัวยากระจายและจับติดใบหรือส่วนต่างๆของพืชได้ดี "อีเรเซอร์-1" ไม่ถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์พืชและจะหมดประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วภายหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารอินทรีย์อื่น ๆ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย




รวมทั้งใน "อีเรเซอร์-1" ยังมีสารในกลุ่มของ Monohydroxybenzoic acid ในรูปที่ Active ซึ่งเป็นเสมือน "วัคซีน" ที่ให้แก่พืช เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานโรคพืช (Systemic Acquired Resistance : SAR) ให้แก่พืชด้วยดี ที่รวมทั้งมีธาตุสำคัญๆ อาทิแคลเซียมและโบรอนไว้ ตลอดจนมีสารเสริมประสิทธิภาพพิเศษอื่นๆไว้ด้วย ซึ่ง Active Monohydroxybenzoic acid (แอคทีฟ โมโนไฮดร๊อกซี่เบนโซอิค แอซิด) ตัวนี้มีความสำคัญมาก เพราะสารตัวนี้เป็นการเลียนแบบสารตามธรรมชาติ โดยที่ธรรมชาติกำหนดว่าต้องมีการสังเคราะห์สารตัวนี้ออกมาเมื่อมีเชื้อโรคเข้ามารุกทำลายพืช แต่เราใช้ Monohydroxybenzoic acid ในรูปของการเลียนแบบธรรมชาติของพืชที่สังเคราะห์เองได้



การทำงานของ #อีเรเซอร์วัน" (ERASER-1) คือพร้อมให้มีการกระตุ้น (Active) ให้ทำงานทันที เพราะฉะนั้นเวลาที่เรานำ Monohydroxybenzoic acid ในรูปที่ถูกต้องและนำมาใช้ในปริมาณ (Percentages) ที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องแล้วพืชก็จะถูกสังเคราะห์ PR-Proteins ออกมาได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสด้วย มันเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ก่อนที่จะมีเชื้อไวรัสเข้ามาและเป็น Monohydroxybenzoic acid ที่ไม่มีอันตรายต่อพืช เพราะในความจริงในธรรมชาติของพืชก็จะสร้างกรดตัวนี้ขึ้นมาเองอยู่แล้ว


แล้วจะนำ "อีเรเซอร์-1" มาใช้กับปัญหาไวรัสของพืชกันได้อย่างไร?


ในประเด็นนี้มีการแยกไว้ 2 กรณี นั่นคือ :


กรณีที่ (1) คือการใช้ "อีเรเซอร์-1" (ERASER-1) เพื่อป้องกันโรคไวรัสใบด่าง ใบหงิกใน แตงกวา ยาสูบ มะเขือเทศ พริก เมล่อน มะละกอ ซึ่งเป็นกรณีที่อยากจะแนะนำมาก แต่เกษตรกรชาวสวนไม่นิยมใช้กันและมักปล่อยให้เป็นโรคก่อนจึงค่อยมารักษา ดังนั้นจึงอยากให้ใช้วิธีนี้ เพราะเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดและเป็นวิธีที่ถูกต้องของการใช้วัคซีนพืช โดยมีอัตราหรือสัดส่วนการใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ที่เป็นอัตรามาตรฐานของชาวสวน โดยมีเทคนิคการใช้คือให้ฉีดพ่นป้องกันทางใบให้ชุ่มทุก 7-10 วัน ให้เริ่มฉีดตั้งแต่เป็นต้นกล้าเล็กๆ ก่อน และนั่นเป็นการให้วัคซีนเสมือนในช่วงเด็กๆ เหตุผลที่ต้องฉีดตลอดเพราะ PR-Protiens ที่พืชสร้างขึ้นมีอายุการใช้งานและมีการหมดอายุลงในช่วงระยะหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฉีดกระตุ้นอยู่อย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เซลล์พืชมีการสร้าง PR-Protein ออกมาอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดช่วง


กรณีที่(2) คือการใช้ "อีเรเซอร์-1" เพื่อการแก้ไขปัญหา ถ้าเป็นโรคแล้วจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร? ความจริงก็ไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้ซักเท่าไร เพราะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและค่อนข้างยาก โอกาสเกิดความล้มเหลวก็อาจจะมีมาก แต่อาจพอจะมีความหวังได้บ้าง ด้วยการให้ "อีเรเซอร์-1 " (ERASER-1) ในอัตรามาตรฐานข้างต้น แต่จะมีความแตกต่างบางอย่างในเรื่องการให้ เพราะพืชติดโรคแล้ว จึงต้องย่นระยะเวลาการให้โดยให้มีความถี่มากขึ้น คือให้ 3-5 วันต่อครั้งเป็นเวลาอย่างต่ำ 3 ครั้ง ในระยะเริ่มต้น หลังจากนั้นจะเริ่มทิ้งระยะห่างออกไปเป็นเวลา 7-10 วันต่อครั้ง แล้วพืชก็จะค่อยๆเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเกษตรกรจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้คือ จะมียอดอ่อนและใบอ่อนแตกออกมาใหม่และจะไม่มีไวรัสมารบกวนอีก ซึ่งเป็นยอดใหม่และใบใหม่ที่มีความสมบูรณ์ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ค่อยอยากแนะนำวิธีนี้ เพราะพืชเคยผ่านการติดโรคมาแล้ว กว่าจะฟื้นตัวได้ก็ต้องใช้เวลาในการปรับสภาพภายในของพืชเองระยะหนึ่งเพื่อให้ดีขึ้น แต่การปล่อยให้พืชที่เคยติดโรคกลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้งต้องอาศัย "ตัวช่วย" หลายๆอย่าง เพราะลำพังการจะให้พืชสร้างระบบภายในเองตามลำพังคงต้องใช้เวลานานมาก ถึงกระนั้นการที่จะให้ได้ผลคงต้องมีการเสริม Proteins ให้มากขึ้นยิ่งดี เพราะการเสริมโปรตีนเข้าไปจะทำให้พืชที่ติดเชื้อไวรัสฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น



สุดท้าย..อยากจะย้ำอีกครั้งว่าอยากให้ใช้ในแบบของการ "ป้องกัน" มากกว่า "เยียวยา" เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า การที่รอให้เป็นโรคแล้วค่อยไปรักษาอาจเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะการฉีดในช่วง 10-15 วันต่อครั้ง จะมีความประหยัดกว่าการที่พืชกำลังจะให้ผลผลิตและเกิดเป็นโรคขึ้นมา จนทำให้ผลผลิตที่กำลังจะสร้างรายได้กลับเสียหายลงไป


และอยากฝากไว้กับการใช้สารเคมีมากๆอาจทำให้พืชอ่อนแอ และทำให้เกิดการติดโรคได้ง่ายขึ้น หนทางที่จะช่วยคือการให้ "วัคซีน" ในพืช และการใช้อย่างถูกหลักจะทำให้พืชมีภูมิต้านทานแม้ว่าหลังเก็บเกี่ยวแล้ว เพราะ PR-Protiens จะมีสะสมอยู่ทุกแห่งถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปแล้วเซลล์ยังคงทำงานอยู่ยังสามารถสร้างโปรตีนออกมาต้านทานได้



ศึกษาข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมที่ลิ้งค์
http://paccapon.blogspot.com/2015/08/1-4.html



(Cr ภาพ: ขอบคุณภาพจากคุณ กฤชนพัต บุญญฤทธิ์, คุณฐิติการ เทพเสน, คุณธิติวัฒน์ อิสระบุตรฐิติกุล)



========

☎️ โทร.084-8809595 , 084-3696633
📲Line id :@organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ http://line.me/ti/p/%40organellelife.com





















☎️ โทร. 084-8809595 , 084-3696633
📲Line id :@organellelife.com (พิมพ์ @ด้วยนะครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ https://lin.ee/nTqrAvO