FB

fbq('track', 'ViewContent');

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แคลเซียม ไนเตรท

มารู้จักปุ๋ย "แคลเซียม ไนเตรท" ( Calcium Nitrate ) กันเถอะ



ปุ๋ย "แคลเซียม ไนเตรท" สูตร 15-0-0
แคลเซียม (Ca) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ หน้าที่หลักภายในพืชจึงเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของเนื้อเยื่อและเซลล์พืช นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์อีกด้วย การดูดใช้แคลเซียมของพืชจะขึ้นกับอิออนตัวอื่นในสารละลาย โดยเฉพาะเมื่อมีไน เตรทจะทำให้ดูดใช้แคลเซียมได้ดีขึ้น

รูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ คือ แคลเซียมอิออน (Ca2+) แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดคือ แคลเซียมไนเตรท เนื่องจากละลายง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังให้ธาตุไนโตรเจนได้ด้วย ในปุ๋ยไนเตรท (Nitrate) จะต้องถูกใช้อย่างรวดเร็วโดยพืชเพราะมันจะสูญเสียง่ายจากการซึมชะละลาย (Leaching) หรือกระบวนการเปลี่ยนไนเตรทเป็นไนโตรเจน (Denitrification) โดยแบคทีเรีย

ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรทที่ละลายน้ำได้ดี ให้ธาตุแคลเซียมและ
ไนโตรเจนแก่พืชสำหรับการใช้ในทุกช่วงการเจริญเติบโต.

แคลเซียมเป็นธาตุอาหารที่  “มีผลต่อคุณภาพผลผลิต” เพิ่มน้ำหนัก รสชาติ  สีสัน และช่วยให้ผลผลิตเก็บรักษาได้นาน

ความเข้มข้นของแคลเซียมที่มากเกินไปจะมีผลต่อการนำโพแทสเซียมและแมกนีเซียมมาใช้

 ปุ๋ย "แคลเซียมไนเตรท" ที่ใช้สำหรับพืชมีด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้คือ
1) แคลไนท์ (Calnite) คือ แคลเซียมไนเตรทที่เป็นเม็ดเหมือนน้ำตาลทรายแต่เม็ดค่อนข้างใหญ่เก็บไว้นานๆจะละลายเป็นน้ำเหนียวๆ
ไหลออกจากกระสอบผู้ขายจึงไม่ค่อยอยากนำมาขาย เพราะจะจะเกิดความเสียหาย แคลไนท์เป็นแคลเซียมไนเตรทที่ไม่มีแอมโมเนียมผสมอยู่เหมาะกับการใช้ปลูกพืชในหน้าร้อนเพราะไม่มีแอมโมเนียมมาปล่อยกรดทำให้รากเสีย

2) ออมเนีย (Omnia) คือ แคลเซียมไนเตรทที่เป็นเม็ดเหมือนเม็ดสาคูที่หลายคนใช้อยู่จะมีแอมโมเนียมเป็นส่วนประกอบประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้ในหน้าร้อนจะเสี่ยงกับการเกิดปัญหารากเน่า เนื่องจากรากจะสร้างกรดเมื่อพืชดูดแอมโมเนียม อาจเกิดอาการ Tip-burn (ขอบใบไหม้) เนื่องจากแอมโมเนียมไปรบกวนการดูดแคลเซียมทำให้ปลายใบไหม้ได้ แคลเซียมไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้เกิดอาการ Tip-burn ได้ ทั้งนี้ อาการที่เกิดต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิด้วย

ปุ๋ย "แคลเซียม ไนเตรท" ที่มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับระบบการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน (Hydroponics) และระบบการให้น้ำแบบท่อ (Fertigation) หรือการให้อาหารทางใบ (Spray Application) มีธาตุแคลเซียมซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเซลล์ สร้างความชุ่มชื้นให้เซลล์พืช ช่วยป้องกันผลแตก ช่วยแก้ปัญหารูปร่างของผลไม้บิดเบี้ยวหรือไม่เป็นรูปทรง และผลไม่สม่ำเสมอ เร่งการแทงยอดและการเจริญของรากฝอย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับพืช ป้องกันโรคก้นผลเน่าในมะเขือเทศ (Blossom End Rot) พริกและพืชตระกูลแตง  ป้องกันโรคใบไหม้ (Tip Burn) ในพืชผักและไม้ดอกหลายชนิด และแก้ปัญหาการขาดธาตุแคลเซียมในพืช


ธาตุแคลเซียมมีหน้าที่ 2 ประการ คือ
(1) เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ (Cell Wall) อยู่ในรูปของแคลเซียมเพคเตท (Calcium Pectate) ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง (เช่นเดียวกับกระดูกในคน) ส่งผลให้พืชมีความกรอบ และรักษาความสดได้นาน

(2) ทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณของฮอร์โมนพืช โดยอยู่ในรูปของ Calmodulin (Ca + Protein) ทำให้เกิดการตอบสนองทางสรีระวิทยาต่างๆในพืช อาทิเช่น การออกดอก การร่วงของใบ เป็นต้น

สำหรับไนเตรท (NO3) หรือไนโตรเจนในพืชมีหน้าที่หลายด้าน อาทิเช่น เป็นส่วนประกอบของคลอโรฟิลล์, โปรตีน, กรด
อะมิโน และ DNA เป็นต้น

การใช้ปุ๋ย "แคลเซียมไนเตรท" (Ca(NO3)2) ฉีดพ่นทางใบ ควรเข้าใจว่าแคลเซียม (Ca) เป็นธาตุที่เคลื่อนที่ยาก แต่สำหรับไนโตรเจนแล้วค่อนข้างเร็ว ดังนั้นอาจพบว่าแคลเซียมอาจติดอยู่ที่ผิวใบ เวลาเอามือลูบอาจเห็นเป็นฝุ่นขาวๆหรือไม่มีสีติดอยู่ การใช้ปุ๋ยชนิดนี้แนะนำให้ใส่ทางดินจะให้ผลดีกว่าและประหยัดกว่า (รศ. ดร.อรพิน เกิดชูชื่น)

รูปของธาตุแคลเซียมในดิน
ก) Mineral forms  ได้แก่ แคลเซียมที่เป็นองค์ประกอบในหินแร่ต่างๆ เช่น แคลไซท์ โดโลไมท์

ข) แคลเซียมในรูปของเกลือ เช่น  CaCO3, CaSO4 , Ca(PO4)2  เป็นต้น

ค) Adsorbed Calcium  ได้แก่ แคลเซียมที่ถูกดูดยึดไว้ที่ผิวของสารคอลลอยด์ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ หรือถูกไล่ที่ออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้

ง) Ca++ ใน Soil Solution
รูปของแคลเซียม (Ca) ที่พืชใช้ได้ คือ Calcium ion (Ca++) ใน Soil Solution

แคลเซียมไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในพืช จึงจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้งตลอดช่วงการปลูก เพื่อรักษาให้มีปริมาณในเซลล์ให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชในการเจริญเติบโต

ธาตุแคลเซียม (Ca) มีหน้าที่ต่างๆในพืชดังนี้คือ
1) เป็นองค์ประกอบในสาร Calcium pectate ซึ่งจำเป็นในการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ของพืช สร้างเซลล์ใหม่ สร้างเซลล์รากใหม่ ทำให้รากแข็งแรง และจำเป็นในการพัฒนาผนังเซลล์พืชให้หนา

2) เป็นตัวต่อต้านฤทธิ์ของสารออกซิน (Auxin) ซึ่งเป็นสารเร่งการขยายตัวของเซลล์ให้ยาวออก ถ้าไม่มีแคลเซียมแล้ว จะทำให้เซลล์ยาวผิดปกติ


3) เป็นตัวแก้ฤทธิ์ของสารพิษต่างๆ อาทิเช่น กรดอินทรีย์

4) ช่วยในการสร้างโปรตีน เนื่องจากแคลเซียมทำให้พืชดูดไนโตรเจนได้มากขึ้น

5) ทำหน้าที่นำพาสารที่เกิดจากการสังเคราะห์แสงจากใบไปสู่ผล,ส่วนอื่นๆ และช่วยในการเคลื่อนย้ายแป้งและโปรตีนในขณะที่พืชกำลังสร้างเมล็ด

6) ช่วยให้พืชมีการดูดกินธาตุอาหารหลัก  N- P- K  อย่างมีประสิทธิภาพ

7) ควบคุมการดูดน้ำเข้าไปในเซลล์พืช และป้องกันผลแตก

8) Ca ที่มีในพืชต้องอยู่ในภาวะสมดุลกับธาตุอาหาร Mg K และ B ในพืช

9) ส่งเสริมการเกิดปมของรากถั่ว

10) ช่วยเพิ่มการติดผล  ช่วยให้สีเนื้อและสีผิวของผลสดใส

11)  ช่วยลดการเกิดเนื้อของผลที่แข็งกระด้างและเนื้อแฉะ ช่วยป้องกัน ผลร่วง ผลแตก



The Functions of Calcium
Every plant needs calcium to grow.
Once fixed, calcium is not mobile in the plant. It is an important constituent of cell walls and can only be supplied in the xylem sap. Thus, if the plant runs out of a supply of calcium, it cannot remobilize calcium from older tissues.
If transpiration is reduced for any reason, the calcium supply to growing tissues will rapidly become inadequate.
Without adequate amounts of calcium, plants experience a variety of problems.

The Benefits of Calcium
Calcium plays a very important role in plant growth and nutrition, as well as in cell wall deposition.
The primary roles of calcium:
As a soil amendment, calcium helps to maintain chemical balance in the soil, reduces soil salinity, and improves water penetration.
Calcium plays a critical metabolic role in carbohydrate removal.
Calcium neutralizes cell acids.
The role of calcium in plants must not be overlooked.

Factors Affecting Calcium Availability
Calcium is found in many minerals in soil, but is relatively insoluble in this state. Calcium is not considered a leachable nutrient. Many soils will contain high levels of insoluble calcium such as calcium carbonate, but crops grown in these soils will often show a calcium deficiency.
High levels of other cations such as magnesium, ammonium, iron, aluminum and especially potassium, will reduce the calcium uptake in some crops. A common misconception is that if the pH is high, adequate calcium is present. This is not always true.

ดินขาดธาตุ แคลเซียม :
- ดินที่เป็นกรดจัด (PH ต่ำกว่า 5.0) จะตรึงธาตุแคลเซียมไว้ ทำให้พืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้
- ดินที่มีการใช้ปุ๋ย N- P- K  สูง (เมื่อให้ธาตุไนโตรเจนมาก เมื่อให้ธาตุโพแทสเซียมมาก)
- เมื่อพืชแตกใบอ่อนต้องให้ธาตุแคลเซียมอยู่เสมอ
 - ต้นพืชโตช้า รากไม่เจริญ รากสีน้ำตาล
- ยอดกิ่งกุด ไม่เจริญ ใบยอดม้วนและแห้งตาย
- ให้มีการสะสมธาตุไนโตรเจน (N) มากขึ้น
- Ca จะเคลื่อนย้ายโดยตรงไปที่ยอดอ่อน ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อน

อาการที่พบของพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม
1) ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่จะหดสั้นและเหี่ยว แม้ว่าใบเก่าจะมีธาตุแคลเซียมอยู่ เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่



2) ใบอ่อนที่ขาดธาตุแคลเซียมจะมีสีเขียวแต่ปลายใบจะเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะตายในที่สุด


3) ถ้าขาดธาตุแคลเซียมที่บริเวณขั้วหรือข้อต่อของผลจะทำให้เกิดแก๊สเอทธีลีน(Ethylene) เป็นเหตุให้ผลร่วง

4) พืชหลายชนิดที่ขาดธาตุแคลเซียม เช่น มะเขือเทศ แตงโม พริก แตงกวา จะเกิดการเน่าที่ส่วนล่างผล



5) ในผักขึ้นฉ่ายจะแสดงอาการไส้ดำ, ในแครอดจะแสดงอาการฟ่ามที่หัว, ในแอปเปิลจะมีรสขม

6) ในมันฝรั่งจะแสดงอาการเป็นสีน้ำตาลบริเวณกลางหัว
7) ในพืชลงหัวต่าง ๆ เช่น ผักกาดหัว (หัวไชเท้า) หอม กระเทียม จะแสดงอาการไม่ลงหัว หรือลงหัวแต่หัวจะไม่สมบูรณ์

8) ในพืชไร่ ต้นจะแตกเป็นพุ่มแคระเหมือนพัด แสดงอาการที่ราก คือ รากจะสั้น โตหนามีสีน้ำตาล ดูดอาหารไม่ปกติ

9) ในระยะพืชออกดอก ติดผล ถ้าพืชขาดธาตุแคลเซียม ตาดอกและกลีบดอกจะไม่พัฒนา ดอกและผลจะร่วง

10)  ธาตุแคลเซียมจะมีความสมดุลกับธาตุโบรอนและธาตุแมกนีเซียมในพืช ถ้าไม่มีความสมดุลระหว่างธาตุทั้ง 3 ชนิด พืชจะแสดงอาการผิดปกติ

Calcium Deficiency
Calcium deficiency symptoms in crops are often called physiological disorders.
Symptoms of calcium deficiency:
Necrosis at the tips and margins of young leaves,
Bulb and fruit abnormalities,
Deformation of affected leaves,
Highly branched, short, brown root systems,
Severe, stunted growth, and
General chlorosis.
It must be remembered that these problems are caused by an inadequate supply of calcium to the affected tissues. These deficiencies can occur even when the soil appears to have an adequate presence of calcium.

Toxicity Issues
For all practical purposes, calcium is not considered to be toxic to plants. Although rare, excess calcium levels in the soil can reduce a plant’s uptake of other nutrients such as phosphorus, potassium, magnesium, boron, copper, iron, or zinc, resulting in deficiencies of these nutrients.

ภาคผนวก : ปุ๋ยไนโตรเจน
ปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้อาจจัดเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปุ๋ยไนโตรเจนประเภทอินทรีย์ และปุ๋ยไนโตรเจนประเภทอนินทรีย์หรือปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยไนโตรเจนประเภทอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จาสิ่งที่มีชีวิต เกิดการเน่าเปื่อยผุพังไป เช่น ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยเทศบาล เป็นต้น ปุ๋ยประเภทนี้จะมีปริมาณธาตุไนโตรเจนต่ำ ฉะนั้นในการใช้แต่ละครั้งต้องใช้ในปริมาณมาก  แต่มีความจำเป็นต้องใช้เพราะให้ประโยชน์ในการปรับปรุงดินให้โปร่ง ร่วนซุย ซึ่งเป็นสมบัติทางกายภาพที่สำคัญของดินที่พืชต้องการ

ปุ๋ยไนโตรเจนประเภทอนินทรีย์หรือปุ๋ยเคมี ส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่

1. ปุ๋ยแอมโมเนีย (NH3) หรือ anhydrous ammonia หรือ  liquid ammonia(แอมโมเนียมเหลว) มีไนโตรเจนทั้งหมด 82% เป็นปุ๋ยที่มีปริมาณไนโตรเจนสูงที่สุด

2. ปุ๋ยยูเรีย (CO(NH2)2) เป็นเม็ดกลมสีขาว มีไนโตรเจนสูงรองจากปุ๋ยแอมโมเนีย คือ มีไนโตรเจนทั้งหมด 46% มีสมบัติดูดความชื้นได้ง่าย

3. ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท (NH4NO3) มีไนโตรเจนทั้งหมด   35%

4. ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (NH4)2SO4 มีไนโตรเจนทั้งหมด   21%

5. ปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) มีไนโตรเจนทั้งหมด   24-26%

6. ปุ๋ยโซเดียมไนเตรท (NaNO3) มีไนโตรเจนทั้งหมด  16%

7. ปุ๋ยแคลเซียมไซยาไนด์ (CaCN2) มีไนโตรเจนทั้งหมด  21-22 % เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์  เวลาใช้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง อาจใช้เป็นยาฆ่าหญ้า และฉีดพ่นให้ใบฝ้ายร่วงก่อนการเก็บเกี่ยวได้ด้วย

8. ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรท (Ca(NO3)2)มีไนโตรเจนทั้งหมด  15.5%

9. ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรทซัลเฟต (NH4 NO3 .(NH4)2SO4) มีไนโตรเจนทั้งหมด  30%

10.ปุ๋ยไนโตรเจนอื่นๆ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต  ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต-ซัลเฟต  ปุ๋ยยูเรีย-ซัลเฟอร์   ปุ๋ยยูเรีย-ฟอสเฟต เป็นต้น

ปกติธาตุไนโตรเจนในดินมีอยู่น้อยมาก  ส่วนใหญ่เป็นส่วนผสมอยู่ในอากาศ ซึ่งมีธาตุนี้อยู่ถึง 78% ของปริมาณอากาศทั้งหมดที่ห่อหุ้มโลก  โดยอยู่ในรูปของโมเลกุลไนโตรเจน (N2) ซึ่งพืชส่วนใหญ่ไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง นอกจากพืชตระกูลถั่วเท่านั้น ดังนั้นไนโตรเจนจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปสารประกอบอนินทรีย์เสียก่อน เช่น ในรูปของไนเตรท (NO3-) หรือแอมโมเนีย (NH4+) จึงจะนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้

กรรมวิธีการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน  โรงงานอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยสามารถใช้ไนโตรเจนจากอากาศมาผลิตเป็นปุ๋ยไนโตรเจน  ในที่นี้จะเน้นการผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ((NH4)2SO4) และปุ๋ยยูเรีย (NH2CONH2)

การผลิตปุ๋ย (NH4)2SO4 หรือปุ๋ยขาว
เตรียมได้จากปฏิกิริยาระหว่างแก๊ส NH3 และสารละลายH2SO4
2NH3 (g) + H2SO4 (aq) → (NH4)2SO4 (s)

การผลิตปุ๋ยยูเรีย (NH2CONH2)
เตรียมได้จากปฏิกิริยาระหว่างแก๊ส NH3 กับแก๊สCO2 โดยใช้อุณหภูมิประมาณ  180-210 องศาเซลเซียส และความดัน 140-250 บรรยากาศ จะได้แอมโมเนียมคาร์บาเมต (NH2CONH4) กับน้ำ ดังสมการ
2NH3 (g) + CO2 (g) → NH2CONH4 (aq)
NH2CONH4 (aq)  → NH2CONH2 (aq) + H2O (l)
NH3 กับCO2 เตรียมได้จากก๊าซธรรมชาติ
NH3 เตรียมจาก N2 และ H2 ในอากาศ โดยนำอากาศมากลั่นลำดับส่วน  คือ ลดอุณหภูมิลงมากๆ พร้อมกับเพิ่มความดันจนอากาศกลายเป็นของเหลว
เริ่มต้นเตรียม N2 จากอากาศโดยกระบวนการ liquefaction คือ ทำให้อากาศกลายเป็ฯของเหลวทั้งหมดก่อนโดยการลดอุณหภูมิลงมากๆ และเพิ่มความดันสูงๆ จากนั้นนำอากาศเหลวซึ่งมี N2 และ O2 เป็นส่วนใหญ่มากลั่นลำดับส่วนแยกออกจากกัน N2 ซึ่งมีจุดเดือดต่ำกว่า O2 จะแยกออกมาก่อนแล้ว O2 จึงกลั่นออกมา ภายหลัง
การเตรียม H2 ในกรณีที่มีก๊าซปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติ โดยนำ O2 ที่ได้จากการกลั่นลำดับส่วนอากาศมาทำปฏิกิริยาดังสมการ  โดยใช้ภาวะที่เหมาะสมและใช้ Niเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จะได้ H2 และCO2 ซึ่งเรียกรวมกันว่า water gas
2CH4 (g) + O2 (g) →        2CO (g) + 4H2 (g)
หรืออาจใช้ไอน้ำทำปฏิกิริยากับก๊าซ CH4 โดยตรง จะได้ก๊าซ CO และH2 เช่นเดียวกัน
CH4 (g) + H2O (g) →      CO (g) + 3H2 (g)
เมื่อแยกก๊าซ H2 ออกจากก๊าซผสมแล้ว จึงนำก๊าซ COที่เหลือไปทำปฏิกิริยากับก๊าซ CH4 อีกภายใต้อุณหภูมิสูง และมีตัวเร่งปฏิกิริยาเหมาะสม จะได้ก๊าซ CO2 และH2
ก๊าซผสมทั้งหมด (CO+H2) สามารถแยกออกจากกันได้โดยผ่านเข้าไปในหอคอยที่มีน้ำพ่นลงมา ก๊าซ CO2 ละลายน้ำได้ เกิดเป็นกรด H2CO3 ไหลออกทางส่วนล่างของหอคอยพร้อมกับน้ำ
CO2 (g) + H2O (l) → H2CO3 (aq)
สำหรับก๊าซ H2 ซึ่งไม่ละลายน้ำจะผ่านขึ้นไปออกทางส่วนบนของหอคอย เก็บไว้ทำปฏิกิริยากับ N2 เพื่อเตรียมก๊าซ NH3 ต่อไป
สำหรับกรด H2CO3 นำไปแยกสลายให้กลับมาเป็นก๊าซ CO2ได้ โดยนำ H2CO3 ไปลดความดันและเพิ่มอุณหภูมิ
ก๊าซ N2 ที่เตรียมจากอากาศ และ H2 ที่ได้จากก๊าซธรรมชาตินำมาทำปฏิกิริยากันจะได้ NH3 เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่มีภาวะสมดุลจึงต้องเลือกภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ก๊าซ มากที่สุด โดยทั่วๆไปใช้อุณหภูมิประมาณ 300 องศาเซลเซียส 350 บรรยากาศ และใช้ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
เมื่อนำก๊าซ NH3ไปทำปฏิกิริยากับก๊าซ CO2 จะได้ปุ๋ยยูเรีย
CH3 (g) + CO2 (g)  → NH2CONH2 (s) + H2O (l)
นอกจากนี้ ถ้าใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นวัตถุดิบแทนก๊าซธรรมชาติ จะเตรียม CO2 และ H2 ได้โดยการเผารวมกับ O2 จะได้ CO2 9.4%,CO 59.9%, H2 28.6% และก๊าซอื่นๆ 2.1%
เมื่อแยกก๊าซอื่นๆที่ไม่ต้องการ เช่น H2S และNO ออกไปแล้วจึงทำให้ CO กลายเป็นCO2 โดยนำก๊าซผสมไปทำปฏิกิริยากับไอน้ำที่ความดันสูงๆ และมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม CO จะรวมตัวกับ H2O ได้เป็น CO2 และ H2
หลังจากได้ก๊าซผสม CO2 และ H2 แล้ว กระบวนการต่อๆไป สำหรับเตรียมปุ๋ยยูเรีย จะเหมือนกับกรณีที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ

การผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (NH4)2SO4
เตรียมก๊าซ NH3 และกรด H2SO4 ก่อนแล้วจึงนำมาทำปฏิกิริยากันเป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต
ก๊าซ NH3 เตรียมได้โดยวิธีการเดียวกับการผลิตปุ๋ยยูเรีย
กรด H2SO4 เตรียมได้โดยใช้ S เป็นสารตั้งต้นซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากถ่านลิกไนต์ โดยนำ S มาหลอมเหลวแล้วเผารวมกับก๊าซ O2 จะได้ก๊าซ SO2
S (l) + O2 (g)  → SO2 (g)
เมื่อนำก๊าซ SO2ทำปฏิกิริยาต่อกับ O2 จะได้ก๊าซ SO3แต่เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่มีสมดุลจึงต้องเลือกภาวะของอุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม คือ 330 องศาเซลเซียส  และใช้ V2O5 หรือ Pt เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะเหมาะสมได้ก๊าซ มากที่สุด
เมื่อผ่านก๊าซ SO3 ลงในสารละลายกรด H2SO4 เข้มข้น(เกือบบริสุทธิ์) จะเกิดปฏิกิริยาได้เป็น H2S2O7 หรือ H2SO4 . SO3 เรียกว่า โอเลียม(oleum) หรือ fuming sulfuric acid
H2SO4 (aq) + SO3 (g)  → H2S2O7 (aq)
เมื่อต้องการกรด H2SO4 กลับคืน ให้นำ H2S2O7 ไปทำปฏิกิริยากับน้ำ
เมื่อนำก๊าซ NH3 และกรด H2SO4 มาทำปฏิกิริยากันจะได้ปุ๋ย (NH4)2SO4 ตามต้องการ
2NH3 (g) + H2SO4 (aq)  → (NH4)2SO4(s)

หมายเหตุ
การเตรียมกรด H2SO4 จะไม่เตรียมจากปฏิกิริยาระหว่าง SO3 (g) กับ H2O (l) โดยตรง  ตามสมการ
H2O (l) + SO3 (g)  → H2SO4(aq)
เนื่องจาก เกิดปฏิกิริยายาก และมีการคายความร้อนสูงมาก รวมทั้งยังมีก๊าซบางอย่างระเหยออกมาตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย
Cr: Scimath คลังความรู้สู่ความเป็นเลิศ






















สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
084-8809595, 084-3696633
www.facebook.com/organellelife.org
Line ID : @organellelife.com (พิมพ์@ด้วยนะครับ)

หรือคลิกที่ลิ้ค์นี้ได้เลย >> https://lin.ee/nTqrAvO 



วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แคลเซียม - โบรอน

มารู้จักกับ..แคลเซียม-โบรอน กันเถอะ

แคลเซียม-โบรอน สำคัญและจำเป็นต่อพืชอย่างไร?? 

      ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในภาคของเกษตรกรรมอาชีพที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน  แต่ยิ่งนานวันยิ่งทำให้เกษตรกรต้องพบกับปัญหาด้านการจัดการที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย  การให้อาหารเสริม  ตลอดจนหลักการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ  ตรงความต้องการของพืช  เกษตรบางส่วนยังไม่ได้ทำความเข้าใจถึงหลักความต้องการของพืชอย่างแท้จริงว่าการให้ปุ๋ย  อาหารเสริม  หรือผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่ให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างไร?  
กระบวนการทำงานระหว่างพืชและสิ่งที่ใส่ลงไปทำงานร่วมกันอย่างไร?  โดยเฉพาะการทำผลไม้นอกฤดู  พืชมีความต้องการ  จนเรียกว่ามีความจำเป็นต้องใช้  “แคลเซียม-โบรอน”  อย่างมากเพราะอะไร

                แคลเซียมโบรอน  เป็นธาตุอาหารที่อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดและพืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที  ประกอบด้วย  แคลเซียม , โบรอน  กรดอะมิโน 17  ชนิด  และอื่นๆ  ในสัดส่วนที่เหมาะสม  ช่วยเพิ่มผลผลิต  เพิ่มการผสมเกสร  ลดการหลุดร่วงของขั้วดอกและขั้วผล  ขยายขนาดผล  กระตุ้นการแตกตาดอก  ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี  ทำให้พืชแข็งแรง ใบเขียว  ป้องการอาการก้นดำในมะเขือเทศ  ไส้ดำในกะหล่ำปลี  ทำให้โครงสร้างพืชแข็งแรง  ต้านทานโรคได้ดี




                พืชมีความต้องการธาตุอาหารต่างๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต  ซึ่งธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชจะมีอยู่ด้วยกัน  16  ธาตุ  คือ  คาร์บอน , ไฮโดรเจน , ออกซิเจน , ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส , โพแตสเซียม , แมกนีเซียม , กำมะถัน , แคลเซียม , เหล็ก , แมงกานีส , สังกะสี , ทองแดง , โบรอน ,โมลิบดีนัมและคลอรีน  โดยธาตุคาร์บอน , ไฮโดรเจน  และออกซิเจน พืชได้จากน้ำและอากาศ  ส่วนที่เหลืออีก  13  ธาตุแบ่งออกเป็นธาตุหลัก  6 ธาตุ  และธาตุอาหารเสริม 7 ธาตุ  ดังนี้
                ธาตุหลักและธาตุอาหารรอง  6  ธาตุ  ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชต้องการในปริมาณมากที่มาจากดินคือ  ไนโตรเจน ,ฟอสฟอรัส , โพแตสเซียม , แมกนีเซียม , กำมะถัน , แคลเซียม 

                ธาตุอาหารเสริม  7  ธาตุ  ที่พืชใช้ในปริมาณที่น้อยแต่พืชจะขาดธาตุอาหารเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน  คือ  เหล็ก , แมงกานีส , สังกะสี , ทองแดง , โบรอน , โมลิบดีนัม  และคลอรีน

                ปกติแล้วธาตุอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว  แต่ในปริมาณที่น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช  ดังนั้นเราจึงต้องมีการเสริมธาตุในดินทดแทน 
               
“แคลเซียม โบรอน”  มีความจำเป็นอย่างไรต่อการทำผลไม้นอกฤดู?  ตลอดจนกระบวนการทำงานของพืช

                 ธาตุแคลเซียม  เป็นธาตุที่ต้นพืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต  ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น  ในระยะออกดอกและระยะที่สร้างเมล็ด  พืชจะมีความจำเป็นต้องใช้มาก  เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในพืช  เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลและเมล็ดต่อไป  ประกอบกับเป็นองค์ประกอบของสารที่เชื่อมผนังเซลล์  ช่วยในการแบ่งเซลล์  การผสมเกสร  การงอกของเมล็ด  และช่วยให้เอ็นไซม์ทำงานได้ดี

                อาการของพืชที่ขาดแคลเซียม  จะพบมากในบริเวณยอดใบที่เจริญใหม่ๆ  หงิกม้วนงอและขาดเป็นริ้วๆ ตายอด
ไม่เจริญ  อาจมีจุดดำที่เส้นใบ  รากสั้น  ยอดอ่อนจะแห้งตายทั้งนี้แก้ไขโดยการใส่ปูนขาว  หินปูนบด  หินปูนเผา  เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน  หรือการใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน

                นอกจากนี้แคลเซียมยังเกี่ยวข้องกับการคายน้ำเพราะฉะนั้นในสภาพอากาศที่ร้อนต้องให้แคลเซียมมากขึ้น  “แล้วถ้าเกิดติดดอกมากในช่วงนอกฤดูความชื้นในอากาศมันต่ำกว่า  มันก็ต้องคายน้ำออกเพื่อ  การที่จะคายน้ำได้ดีก็ต้องใช้พลังมากไปเผาผลาญน้ำตาลจึงต้องใช้แคลเซียมโบรอนโดยเฉพาะการทำผลไม้นอกฤดูจึงจำเป็นมาก

          ธาตุโบรอน มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดึงดูดธาตุอาหารพืช  ช่วยให้พืชดูดธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น  มีบทบาทในการสังเคราะห์แสงการย่อยโปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และเพิ่มคุณค่าทั้งรสชาติ  ขนาด  และน้ำหนักของผล  เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต  เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง  ในขณะที่ช่วยการออกดอกและผสมเกสร  ช่วยในการติดผล  และเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล  การเคลื่อนย้ายฮอร์โมนการใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนในการแบ่งเซลล์



                หากขาดธาตุโบรอน  ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคือ  ส่วนยอดและใบอ่อน  จะบิดงอ  ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ  เส้นกลางใบหน้ากร้าน  และตกกระ  มีสารเหนียวๆ  ออกมาตามเปลือกของลำต้น  ตายอดตายแล้วมีตาข้าง  แต่ตาข้างก็จะตายเหมือนกัน  ลำต้นไม่ค่อยยืดตัว  กิ่งก้านใบจึงชิดกัน  ใบเล็ก  หนา  ผลเล็กและแข็งผิดปกติ  มีเปลือกหนาบางทีผลแตกเป็นแผลได้




                อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมากๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก  และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

                “แคลเซียมเพิ่มความหวาน  สร้างน้ำตาล  แต่การเคลื่อนย้ายเกี่ยวข้องกับโบรอน  แคลเซียมเผาผลาญไนโตรเจนเพราะฉะนั้นแคลเซียมกับไนโตรเจนจึงไปด้วยกัน  ถ้าขาดแคลเซียม  ไนโตรเจนก็ไม่เกิดขึ้น  เพราะฉะนั้นที่ถามว่าทำไมถึงต้องใช้แคลเซียม-โบรอน  ตามหลักวิชาการก็คือเราใช้ตอนที่ดินมันขาด  หรือเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในช่วงที่ต้องใช้พลังงานเยอะ  เพราะมันต้องเผาผลาญไนโตรเจน  แล้วถามอีกว่าแคลเซียมเกี่ยวข้องอะไร  ก็อย่างที่บอกว่าการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลเกี่ยวข้องกับโบรอน  เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากในการทำผลไม้นอกฤดู” 




                นอกจากนั้นหลักการให้แคลเซียม-โบรอน  จะต้องพิจารณาสภาพอากาศในช่วงนั้นๆ  ด้วย ยกตัวอย่าง  ต้นไม้อาจจะเจอกับสภาพอากาศไม่เหมาะสม  ดินมีธาตุอาหารที่เพียงพอที่พืชสะสมไว้  อย่างในช่วงที่ดอกกำลังจะบาน  และช่วงผลจะติด  หากพบว่าดอกกำลังตูมอยู่ในช่วงกำลังจะบานสามารถใช้แคลเซียม-โบรอนได้  เพราะจะไปช่วยให้รังไข่สมบูรณ์ขึ้น  ในขณะเดียวกันเมื่อใช้แคลเซียมโบรอนในช่วงนี้ได้แคลเซียม และ โบรอน  ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของโพแทสเซียมในการสังเคราะห์น้ำตาล  แป้ง  และเคลื่อนย้ายจากใบไปสู่ผล  จากนั้นให้แคลเซียมโบรอนอีกครั้งช่วงติดผล  อย่างเช่นมะม่วง  ครั้งแรกฉีดก่อนดอกบาน  เมื่อดอกบานไปแล้วเว้นไว้ประมาณ  5-7  วัน  แล้วจึงฉีดแคลเซียม-โบรอนอีกครั้ง




                บทบาทสำคัญของแคลเซียมโบรอน กับผลไม้นอกฤดู ขอทิ้งท้ายไว้ว่า  แคลเซียม ช่วยในการคายน้ำ  พืชที่ต้องออกดอก  ออกผลในช่วงที่อากาศไม่เป็นใจเพราะฉะนั้นแคลเซียมจึงมีส่วนสำคัญ  เช่น  พืชคายน้ำจากใบพืช  1 ซีซี  จะสามารถลดอุณหภูมิได้  15 องศาเซลเซียส  จากผิวใบซึ่งเป็นหลักทั่วๆ ไปของพืช  เมื่อใบสังเคราะห์แสงทั้งวันสมมุติที่อุณหภูมิ  40  องศาเซลเซียส  อาจจะทำให้ใบไหม้แต่หากมีการสะสมแคลเซียมที่เพียงพอจะช่วยไม่ให้ใบไหม้ได้
                ด้านโบรอน ก็เป็นตัวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเคลื่อนย้ายแป้ง  และน้ำตาลให้กับพืช  ที่เป็นสารพลังงานซึ่งเป็นโปรดักส์ที่ได้จากโพแทสเซียม  เพราะฉะนั้นในช่วงที่ต้องคายน้ำมาก  ต้องใช้พลังงานมาก  โบรอนจึงทำหน้าที่จูงสารพลังงานมาให้  “เหมือนเตาเชื้อเพลิง  ถ้าเชื้อเพลิงหมด  ก็เผาผลาญไม่ได้”  ดังนั้น แคลเซียมโบรอน  จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการทำผลไม้นอกฤดู

                “ฉีดแคลเซียมโบรอนช่วงก่อนดอกบาน  เพื่อช่วยในการขยายเซลล์  อย่างเช่นในมะม่วง  หนึ่งก้านจะติดดอกจำนานมาก   ทำให้เกิดการแข่งขันใช้เซลล์  แต่ต้องระวังหากใช้ผิดจังหวะมีผลเสียแน่นอน  เพราะจะทำให้ธาตุอาหารไม่สมดุลกัน  อย่างฉีดในช่วงที่ดอกบานมันอาจเสียหายได้  หรือยกตัวอย่างเมื่อมีฝนตกหนักดินบริเวณนั้นๆ จะเป็นกรด  เมื่อได้รับแคลเซียมโบรอนเข้าไปอีกก็กลายเป็นกรดไปเลย  เป็นต้น”

                แคลเซียมโบรอน นับเป็นธาตุอาหารพืช  ที่เกษตรกรใช้กันมาก  เพราะนอกจากจะช่วยทำให้พืชมีโครงสร้างที่แข็งแรงแล้วยังช่วยพืชออกดอกออกผลได้ง่าย  ขั้วเหนียว  สีสวย  เนื้อแน่น  รสชาติดี  ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี  หากแต่เกษตรกรต้องใช้หลักความรู้ความเข้าใจให้มากในกระบวนการใช้สำหรับไม้ผล หรือพืชให้ผล ประโยชน์ของ แคลเซียมโบรอน พอจะสรุปได้ดังนี้ 
1.เร่งการขยายขนาดของผลได้อย่างรวดเร็ว เนื้อแน่น 
2.ป้องกันการแตกของผลขณะขยายขนาดผลหรือช่วงฝนตกได้ดี 
3.เร่งการงอก เพิ่มการติดเมล็ด เมล็ดงอกไว ได้ต้นใหญ่และแข็งแรง 
4.เร่งการแตกรากแตกยอดใหม่ ช่วยสร้างระบบรากให้แข็งแรง รากแผ่กระจายมากขึ้น ดูดกินอาหารดีขึ้น 
5.ขยายตาดอก สร้างตาดอก ตาดอกที่เล็กแกร็น ไม่สมบูรณ์ ช่วยในการแบ่งเซลล์ เสริมสร้างการเจริญเติบโต 
6.ขยายรังไข่ในดอก ช่วยทำให้รังไข่ขยายโตแข็งแรง รอรับการผสมเกสรตัวผู้ได้ดี ทำให้ติดผลได้มากขึ้น


ท่านทราบไหมว่า..แคลเซียม-โบรอน มีอยู่ใน ...
พาร์ทเวย์ เพาเวอร์-ไฟว์ (POWER-5) และใน "โออาร์จี - วัน (ORG-1)"

สำหรับ พาร์ทเวย์ -เพาเวอร์-ไฟว์ (POWER-5) และ โออาร์จี - วัน (ORG-1)
มีแคลเซียม – โบรอน เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ในรูป อะมิโน คีเลท (Amino Chelate) เมื่อใช้กับพืชทั่วๆไป แคลเซียม-โบรอน จะช่วยให้เกิดผลแตกต่างจาก แคลเซียม-โบรอนทั่วๆไปคือ

• ช่วยแก้ไขอาการขาดธาตุแคลเซียมและธาตุโบรอนในพืชได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน ในรูปของ อะมิโน คีเลท ซึ่งมีโมเลกุลเล็กมากทำให้ดูดซึมผ่านเข้าไปในพืชได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อเทียบกับคีเลทชนิดอื่นๆ และยังสามารถเคลื่อนที่ง่ายและรวดเร็ว เพื่อไปยังส่วนต่างๆได้อย่างสมบูรณ์

• ช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ (Cell Wall) ให้แข็งแกร่งในรูปของ แคลเซียม แพคเตท (Calcium Pectate) ทำให้ช่อดอกแข็งแรง ขั้วดอก ขั้วผลเหนียว ลดปัญหาการหลุดร่วงของทั้งดอกและผล และลดปัญหาการแตกของผล  


• ช่วยสร้างและน้ำตาลที่ใบ และควบคุมการเคลื่อนย้ายจากใบไปสู่ผลได้ดี

• ช่วยให้การติดผล การติดเมล็ด การติดฝักของพืชแต่ละชนิดดีขึ้น โดยการกระตุ้นเกสรตัวผู้ให้งอกไปผสมกับไข่ในเกสรตัวเมียได้ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตสูง

• ช่วยให้มะเขือเทศ ไม่มีอาการก้นผลเน่า และพริกไม่มีอาการ กุ้งแห้งเทียม


• ผลไม้ต่างๆ จะมีรูปทรงดี ไม่มีผลที่รูปร่างบิดเบี้ยว ไม่ได้รูปทรง ทรงจึงสวย เป็นที่ต้องการของตลาด

• คุณภาพของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวดีขึ้น ไม่เน่าช้ำง่าย ทนแรงกระแทก ทนต่อการขนส่งดี

• ทำให้ผนังเซลล์พืชแข็งแรง ทนต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง
• ลดความสูญเสียระหว่างการเก็บรักษาและการขนส่ง

สรุป: ประโยชน์ของแคลเซียมโบรอน (CaB) ใน พาร์ทเวย์ เพาเวอร์-ไฟว์ (POWER-5) และ โออาร์จี - วัน (ORG-1) จะช่วยเร่งการขยายขนาดของผลได้อย่างรวดเร็ว เนื้อแน่น ป้องกันการแตกของผลขณะขยายขนาดผลหรือช่วงฝนตกได้ดี เร่งการงอก เพิ่มการติดเมล็ด เมล็ดงอกไว ได้ต้นใหญ่และแข็งแรง เร่งการแตกรากแตกยอดใหม่ ช่วยสร้างระบบรากให้แข็งแรง รากแผ่กระจายมากขึ้น ดูดกินอาหารดีขึ้น ขยายตาดอก สร้างตาดอก ป้องกันตาดอกที่เล็กแกร็นไม่สมบูรณ์ ช่วยในการแบ่งเซลล์ เสริมสร้างการเจริญเติบโต ทำให้ดอกโปนใหญ่ ทนร้อน ทนหนาว ทนแดด ทนฝน ขยายรังไข่ในดอก ช่วยทำให้รังไข่ขยายโตอวบอ้วนแข็งแรง รอรับการผสมเกสรตัวผู้ได้ดี ทำให้ติดผลได้มากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง    
ดร.สุนทร  พิพิธแสงจันทร์  คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา






 หน้าที่ ที่สำคัญของ พาร์ทเวย์ -เพาเวอร์-ไฟว์ (POWER-5)
1. กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ และสังเคราะห์โปรตีน
2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของคลอโรฟิลล์
3. การช่วยปรับความสมดุลย์ของฮอร์โมน
4. ช่วยให้พืชสามารถนำไนโตรเจนไปใช้ได้ดีขึ้น และก็ช่วยให้การดูดซึมจุลธาตุอาหารทางใบดีขึ้น
     ช่วยปรับปรุงการดูดซึมธาตุอาหารทางราก
5. เพิ่มการสังเคราะห์แสง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอ๊อกซิน
6. กระตุ้นการสร้างดอก  ช่วยการผสมเกสร ติดผลดก ลดการหลุดร่วง
7. ช่วยขยายขนาดผล  เร่งการสุกของผล
8. ช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะวิกฤต และความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ
     ต้านอากาศหนาว สู้อากาศร้อน  ทนอากาศแล้ง
9. พืชฟื้นตัวไว  ให้ดอก ให้ผลเร็ว  ผลใหญ่ได้คุณภาพ และผลผลิตสูง

คุณประโยชน์ของ พาร์ทเวย์ -เพาเวอร์-ไฟว์ (POWER-5)
- ใช้เพื่อฟื้นสภาพต้นให้สมบูรณ์ พืชไม่โทรมง่าย เช่น หลังเก็บเกี่ยว หรือหลังจากประสบกับโรคระบาดเข้าทำลาย
- ใช้เพื่อทดแทนการสร้างอาหาร ขณะที่พืชวิกฤติการปรุงอาหาร(การสังเคราะห์แสง)จากธรรมชาติได้ไม่เพียงพอ
- ใช้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ให้กับทุกส่วนของต้นพืช เช่น ส่วนราก ยอด ดอกและผล โตไว ใบใหญ่ ใบเขียวเข้ม ติดดอกดี ผลดก ผลใหญ่ ได้ขนาด รสชาติดี สีสวย เนื้อแน่น มีน้ำหนัก
- ใช้เพื่อให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ร้อนจัด หนาวจัด แล้งจัด เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ฯลฯ
- ช่วยสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง สามารถช่วยต้านทานการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้



 หน้าที่ ที่สำคัญของ ORG-1
1. กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ และสังเคราะห์โปรตีน
2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของคลอโรฟิลล์
3. การช่วยปรับความสมดุลย์ของฮอร์โมน
4. ช่วยให้พืชสามารถนำไนโตรเจนไปใช้ได้ดีขึ้น และก็ช่วยให้การดูดซึมจุลธาตุอาหารทางใบดีขึ้น
     ช่วยปรับปรุงการดูดซึมธาตุอาหารทางราก
5. เพิ่มการสังเคราะห์แสง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอ๊อกซิน
6. กระตุ้นการสร้างดอก  ช่วยการผสมเกสร ติดผลดก ลดการหลุดร่วง
7. ช่วยขยายขนาดผล  เร่งการสุกของผล
8. ช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะวิกฤต และความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ
     ต้านอากาศหนาว สู้อากาศร้อน  ทนอากาศแล้ง
9. พืชฟื้นตัวไว  ให้ดอก ให้ผลเร็ว  ผลใหญ่ได้คุณภาพ และผลผลิตสูง

คุณประโยชน์ของ ORG-1
- ใช้เพื่อฟื้นสภาพต้นให้สมบูรณ์ พืชไม่โทรมง่าย เช่น หลังเก็บเกี่ยว หรือหลังจากประสบกับโรคระบาดเข้าทำลาย
- ใช้เพื่อทดแทนการสร้างอาหาร ขณะที่พืชวิกฤติการปรุงอาหาร(การสังเคราะห์แสง)จากธรรมชาติได้ไม่เพียงพอ
- ใช้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ให้กับทุกส่วนของต้นพืช เช่น ส่วนราก ยอด ดอกและผล โตไว ใบใหญ่ ใบเขียวเข้ม ติดดอกดี ผลดก ผลใหญ่ ได้ขนาด รสชาติดี สีสวย เนื้อแน่น มีน้ำหนัก
- ใช้เพื่อให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ร้อนจัด หนาวจัด แล้งจัด เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ฯลฯ
- ช่วยสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง สามารถช่วยต้านทานการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

หมายเหตุ :  "แนะนำให้ใช้ร่วมกับ ORG-2 จะเกิดประโยชน์สูงสุด"






สั่งดอก สั่งดก ORG-1 & ORG-2 : สำหรับพืช
ต้องคู่นี้จริงๆ
• จะสั่งดอก
• จะสั่งช่อ
• จะสั่งผล
• จะสั่งหนัก
• จะสั่งหวาน
• จะสั่งใหญ่

จะหนีไปจาก “คู่นี้” ไม่ได้จริงๆ
ก็มีให้มากมายและครบเครื่องซะขนาดนี้ มีหรือพืชไม่เปรมปรี ถ้ายังไม่เปรมปรี ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วล่ะ

• Amino acid
• Carbohydrate as Monosaccharides
• Malate Compound
• Calcium-Boron (CaB)
• Magnesium chelate
• Potassium (K)
• Nitrogen  as No3 form

ORG-1 และ ORG-2 มีสาร Precursor ที่สำคัญในกระบวนการ Metabolism และมีคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharides) ที่เป็นพลังงานชั้นสูงในรูปน้ำตาลทางด่วนที่พืชต้องการและอยู่ในรูป Amino acid Chelateหลายชนิดที่สำคัญที่พืชต้องการ และยังมีสารสำคัญๆ อีกหลายชนิดที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Magnesium Chelate ( Mg), Calcium-Boron Chelate (CaB) , Nitrogen as NO3 และธาตุอาหารหลักบางตัว อาทิ Potassium (K) เป็นต้น ใช้ได้ดีกับทุกช่วงการเจริญเติบโตของพืช เหมาะสำหรับช่วงสะสมอาหาร เร่งใบแก่ เพิ่มคาร์โบไฮเดรต(แป้งและน้ำตาล) ให้พร้อมเต็มที่เพื่อการออกออก ช่วยเพิ่มอาหารยามพืชอ่อนแอหรือสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารเองได้ไม่เต็มที่ในช่วงแล้งจัด หนาวจัด หรือช่วงอากาศแปรปรวน ฟ้าปิดแสงแดดน้อย ที่สำคัญช่วยเพิ่มอาหารยามที่พืชต้องการในระยะแทงช่อดอกให้ช่อดอกแข็งแรง แทงช่อดอกออกมาได้ดี ช่อใหญ่สมบูรณ์ เพิ่มแป้งน้ำตาลเมื่อพืชต้องการขยายขนาดผลเพิ่มน้ำหนัก ช่วยเร่งความหวาน เพิ่มขนาด และสีผลเข้มสวย ทำให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี สร้างภูมิต้านทานต่อโรคและแมลง

ORG-1 และ ORG-2 มีลักษณะเป็นโมเลกุลที่พืชดูดซึมได้ง่าย พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สามารถใช้ได้ดีทั้งแบบฉีดพ่นทางใบ ผสมน้ำราดดินรากสามารถดูดซึมได้ หรือให้ไปกับระบบน้ำ พืชสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทั้งทางใบและทางราก

คุณประโยชน์ :
-ช่วยการเจริญเติบโตทุกส่วนของพืชของพืช  ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นหลังการเก็บเกี่ยว หรือแก้อาการต้นโทรม
-ช่วยให้พืชแตกใบใหม่ได้พร้อมๆกันทั้งลำต้น ยอด และใบที่สมบูรณ์
-ช่วยสะสมอาหาร ช่วยสร้างแป้งและน้ำตาลให้พืช พืชมีใบหนา ใบใหญ่เขียวเข้มสมบูรณ์
-ช่วยเติมสารอาหารแบบเร่งด่วนยามที่พืชอ่อนแอ เมื่อสังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่
-ช่วยเปิดตาดอก เร่งแทงช่อดอก ให้ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น
-ช่วยเร่งดอก ออกดอกดก  ช่วยให้ช่อดอกยืดยาว ช่อดอกอวบอ้วนสมบูรณ์
-ช่วยผสมเกสร ให้ติดผลดี ติดผลดก  ช่วยให้ขั้วเหนียว ลดการหลุดร่วง
-ติดผลดก ไม่หลุดร่วงง่าย ขยายขนาดผล เร่งผลโต อย่างสม่ำเสมอ
-ช่วยสร้างเปลือกให้หนา ยืดหยุ่นดี ไม่มีเปลือกแตกง่าย
-ช่วยให้พืชทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน แห้งแล้ง
-ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรค แมลง

อัตราใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเป็นละอองให้ทั่วทั้งต้น




ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นี้นะครับ
http://www.paccapon.blogspot.com/2015/06/1-org-1-2-org-2.html     ORG-1+ORG-2

http://paccapon.blogspot.com/2016/08/c6h12o6.html     การสังเคราะห์กลูโคส



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
084-8809595 , 084-3696633
Line ID : @organellelife.com (พิมพ์ @ ด้วยครับ)
คลิ๊กเพื่อถามทางไลน์ >>https://lin.ee/nTqrAvO


www.facebook.com/organellelife.org


วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"แมกนีเซียม" พืชขาด..ลำบากแน่

"แมกนีเซียม"  พืชขาด..ลำบากแน่









Role of magnesium in plants
Magnesium is an indispensable mineral for plant growth, for it plays a major role in the production of chlorophyll, on which photosynthesis depends. Without a ready source of magnesium the plant cannot grow. Magnesium plays a part in many processes :
• Chlorophyll formation
     o Light-absorbing green pigment
     o Capture's the energy of sunlight and turns it into chemical energy
     o Allows synthesis of organic compounds that are
        useful for plant growth and functioning
       (carbohydrates, lipids, proteins)
• Synthesis of amino acids and cell proteins
• Uptake and migration of phosphorus in plants
• Vitamin A and C concentrations
• Resistance to unfavourable factors (drought,
  cryptogamic disease)

ศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับ Magnesium for Plant บางส่วนได้ที่
http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S221451411500121X





ธาตุแมกนีเซียม (MAGNESIUM) : Mg

หน้าที่สำคัญของธาตุแมกนีเซียมในพืช

- เป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยเสริมสร้างสารคลอโรฟิลล์ หรือความเขียวในพืช ช่วยให้พืชปรุงอาหารได้ดีขึ้น
- ช่วยในการเคลื่อนย้ายธาตุฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น
- มีส่วนสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสง กระตุ้นการถ่ายทอดพลังงานในกระบวนการสังเคราะห์แสง
- กระตุ้นการสร้างแป้ง น้ำตาล และ ไขมัน
- มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการสุกการแก่ของผลผลิต ให้ความสม่ำเสมอของการสุกแก่ที่เร็วขึ้นอย่างสม่ำเสมอของผลไม้
- ช่วยให้พืชเพิ่มการใช้ธาตุเหล็กมากยิ่งขึ้น
- เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยต่างๆ ของพืช เคลื่อนย้ายภายในพืชได้ดี
- ช่วยเสริมสร้างให้พืชไม่ชะงักการเจริญเติบโตในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
- ช่วยเสริมสร้างให้พืช มีความต้านท่านต่อโรคพืชต่างๆ
- พืชอาหารสัตว์ ถ้าขาดธาตุแมกนีเซียม จะเป็นสาเหตุของพืชอาหารสัตว์เป็นพิษ
- เป็นตัวเร่ง และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ของพืชหลายชนิด


การแสดงอาการของพืขที่ขาดธาตุุแมกนีเซียม
- จะทำให้ต้นเล็กแคระแกรน ใบเหลือง
- ในใบแก่จะมีสีซีดจาง ไม่เขียวสดใส และเมื่อแตกใบอ่อน ก็จะมีสีซีดจางเช่นเดียวกัน และธาตุแมกนีเซียม
- สามารถเคลื่อนย้ายในพืชได้
- เมื่อใบแก่ขาดธาตุแมกนีเซียม ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ก็จะขาดด้วย ใบจะเป็นสีเหลืองและเปลี่่ยนเป็นสีน้ำตาลและตายไปในที่สุด
- ผลจะสุกแก่ช้ากว่าปกติ
- ในพืชตระกูลถั่วจะทำให้พืชไม่ค่อยจะลงฝัก และจะทำให้แบคทีเรียที่รากถั่ว ไม่จับธาตุไนโตรเจนไว้ได้ดีเท่าที่ควร
- ในพืชอาหารสัตว์จะให้ผลผลิตต่ำ และทำให้พืชอาหารสัตว์เป็นพิษ




สีเขียวสดใสของพืชที่สวยสดงดงามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะต้องเป็นหนี้บุญคุณธาตุแมกนีเซียมเป็นอย่างมาก     เพราะว่าแมกนีเซียมเป็นธาตุหลัก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของจุดสีเขียวในใบพืช  จุดสีเขียวเหล่านี้จะเป็นผู้ประสานงานในต้นพืช ก่อให้เกิดการผลิตอาหารและเส้นใย จนเกิดประโยชน์กับชีวิตของมนุษย์




นอกจากนี้ แมกนีเซียมยังมีบทบาทเกี่ยวกับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องในการดำรงชีวิตของพืช และมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพลังงานในการใช้สารประกอบฟอสฟอรัส
พืชจะดูดแมกนีเซียมขึ้นไปใช้ในต้นพืชหลังจากที่พืชงอกมาแล้ว 5-6 สัปดาห์ แมกนีเซียมจะช่วยเพิ่มให้พืชมีความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมและโรคพืชได้
พวกพืชที่ให้น้ำตาล เช่น พืชไม้ผลทุกชนิด ข้าวโพด มันฝรั่ง เป็นต้น พืชพวกนี้ต้องการแมกนีเซียมมากกว่าพืชให้เมล็ด เช่น ข้าว ข้าวสาลี เป็นต้น


ปัญหาต่าง ๆ ที่พืชขาดแมกนีเซียม
1. มีแมกนีเซียมในดินต่ำ
2. ในดินมีแคลเซียม โซเดียม หรือโพแทสเซียมสูง
3. ในดินมีพวกเกลือแร่สูง
4. อากาศเย็น
5. พืชดูดไนโตรเจนไปใช้อย่างรวดเร็ว

การให้แมกนีเซียมแก่พืชอย่างเพียงพอ ไม่เพียงแต่จะทำให้แมกนีเซียมอยู่ในระดับที่สมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังจะทำให้เกิดสมดุลของอัตราส่วนระหว่างแคลเซียมและแมกนีเซียมอีกด้วย
ธาตุโพแทสเซียมก็เป็นธาตุอาหารหนึ่งที่ทำให้แมกนีเซียมขาดได้ โดยที่มันจะไปเป็นตัวรบกวนการดูดซับแมกนีเซียมที่บริเวณผิวของรากขนของพืช
ขณะที่แมกนีเซียมเป็นสารละลายอยู่ในดินพืชจะดูดเข้าทางราก โดยซึมผ่านเข้าทางผนังเซลล์ หรือโดยการแลกเปลี่ยน
อิออน (ions) กัน ก็จะมีการแข่งขันการเข้าสู่ต้นพืชเกิดขึ้นจากธาตุไนโตรเจน แคลเซียม และโดยเฉพาะตัวโพแทสเซียมเองจะรบกวนการดูดซับของแมกนีเซียมด้วย

         ดังนั้นขณะที่พืชดูดใช้ไนโตรเจนอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างไนโตรเจนกับแคลเซียม แมกนีเซียมและเกลือแร่อื่น ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดในทุ่งหญ้าอาหารเลี้ยงสัตว์ จะทำให้เกิดไนโตรเจนเป็นพิษกับสัตว์ หรือที่เรียกว่า โรคกร๊าสเทตานี่หรือโรคกระแตเวียน (Grass Tetany) เป็นต้น
สำหรับโรคกระแตเวียนในสัตว์เราไม่มีทางรักษาแก้ไขได้ นอกจากจะทำให้บรรเทาอาการได้เท่านั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้แมกนีเซียมกับพืชให้พอเพียงตลอดเวลา
การขาดแมกนีเซียมในพืชตระกูลถั่ว จะทำให้เกิดการกีดกันการตรึงไนโตรเจนในปมถั่ว ถ้าระยะที่ต้นถั่วมีการดูดไนโตรเจนอย่างรวดเร็ว จะทำให้แมกนีเซียมขาดได้ง่าย
อากาศหนาวเย็นพืชจะดูดแมกนีเซียมน้อยลงดินที่มีเกลือโซเดียมจะทำให้ธาตุแมกนีเซียมเกิดประโยชน์ต่อพืชได้น้อย
ไม้ผล หรือไม้ยืนต้น ต้องการแมกนีเซียมมากที่สุดเมื่อเริ่มแตกใบอ่อน และต้องการในปริมาณค่อนข้างสูง

หัวใจสำคัญเลย คือแมกนีเซียมใช้เป็นสารในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ หากพืชขาดแมกนีเซียมจะทำให้พืชสร้างคลอโรฟิลล์ที่เป็นรงควัตถุสีเขียวได้น้อยลง ใบพืชมีสีซีดเหลือง ไม่เจริญเติบโต ลำต้นแคะแกรน และเหี่ยวตายในที่สุด หากขาดในระยะที่พืชกำลังสะสมอาหารในผลหรือหัวก็จะทำให้ปริมาณแป้งในผลหรือหัวลดลง
โดยทั่วไปดินที่มักมีแมกนีเซียมที่ไม่เพียงพอต่อพืชมักเป็นดินเนื้อหยาบที่เป็นกรดจัด pH ต่ำกว่า 5.5 ซึ่งดินประเภทนี้จำเป็นต้องให้แมกนีเซียมประมาณ 0.7-1.1 กิโลกรัม/ไร่
แมกนีเซียม พืชขาด..ลำบากแน่

แหล่งที่มาของแมกนีเซียม

1. โดโลไมท์(Dolomite) จะให้แมกนีเซียมอยู่ในรูปของแมกนีเซียม-คาร์บอเนต การเกิดประโยชน์จะขึ้นอยู่กับความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ของดินและขนาดของเม็ดโดโลไมท์ ปกติแล้วเราใช้โดโลไมท์เพื่อปรับปรุงดิน โดโลไมท์จะให้แมกนีเซียมแก่พืชช้า เราใช้ลดความเป็นกรดของดินได้
มีการค้นคว้าอย่างมากมาย แสดงว่าในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) สูงกว่า 6.5 จะทำให้เกิดปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับการขาดแมกนีเซียมของพืช การใช้โดโลไมท์จะไม่เกิดผลดี เมื่อดินมีความเป็นกรดเป็นด่างสูงกว่า 6.5 ถ้ายิ่งใช้ไปก็จะยิ่งก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นสำหรับโดโลไมท์ที่ใส่กับดินที่เป็นกรดบางประเภทก็ไม่ให้ผลดีเช่นกัน

              จุดเด่น                                             จุดด้อย

      ก. ราคาถูก                                               ก. เกิดประโยชน์ช้ากับพืช

      ข. ปรับปรุงดินในระยะยาว                        ข. อาจจะปรับปรุงดินทรายที่เป็นกรดและพืชต้องการ          แมกนีเซียมไม่ได้

                                                                       ค. ใช้ในดินด่างไม่ได้          

                                                               

         2. แมกนีเซียมออกไซด์(Magnesium oxide) มีทั้งชนิดผงและชนิดเม็ด ชนิดผงจะละลายน้ำได้ช้าอยู่แล้ว ชนิดเม็ดยิ่งละลายไม่ดี ถ้าจะใช้เมล็ดผงคุณภาพก็จะเทียบกับโดโลไมท์

              จุดเด่น                                             จุดด้อย

      ก. ปรับปรุงดินได้                                  ก. เกิดประโยชน์ช้ากับพืช

      ข. ค่อนข้างแพง                                   ข. อาจจะปรับปรุงดินทรายที่เป็นกรดและพืชต้องการแมกนีเซียมสูง ไม่ดี


                                                                   
         3. โพแทสเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต เป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้ชนิดหนึ่งการละลายตัวดีปานกลาง แต่ดีกว่าแมกนีเซียมออกไซด์ หรือโดโลไมท์ เมื่อผสมรวมเป็นปุ๋ยอันเดียวกันกับปุ๋ย N-P-K ในรูปเม็ด การละลายตัวของมันจะสูญเสียไปมากเนื่องจากผลิตภัณฑ์ในรูปของแมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต ถ้าใช้กับรูปของปุ๋ย N-P-K (ชนิดน้ำ) จะมีการตกตะกอนให้เห็น เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ย N-P-K จะไม่มีปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์จะให้แมกนีเซียมออกมามากที่สุดในปีแรกของการใช้ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ยังจะให้กำมะถันซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งกับพืชอีกด้วย

         การใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปนี้ใช้ร่วมกับปุ๋ย N-P-K โดยไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นก็ตาม แต่มีปัญหาที่ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย โพแทสเซียมจะเป็นตัวปัญหาของแมกนีเซียม คือกีดกันการดูดซับของแมกนีเซียมของพืชที่บริเวณรากขน เราจึงได้ข้อคิดว่าไม่ควรใส่โพแทสเซียมและแมกนีเซียมร่วมกัน ถ้าจะให้แมกนีเซียมดูดซับเข้าพืชได้มากที่สุด


                จุดเด่น                                             จุดด้อย

      ก. เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่จะใช้         ก. มีส่วนประกอบของโพแทสเซียม
                                                                     จะกีดกันการเกิดประโยชน์ของแมกนีเซียม                                              

      ข. การละลายตัวค่อนข้างดี                 ข. ถ้ารวมเนื้อเดียวกันกับปุ๋ย เอ็น-พี-เค
                                                                     จะทำให้การละลายตัวน้อยลง                                              

      ค. มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบด้วย  

                                                                     

         4. แมกนีเซียมซัลเฟต(Magnesium sulphate) ละลายน้ำได้ดีมาก เป็นแหล่งผลิตที่ดีของแมกนีเซียมชนิดหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

         5. แมกนีเซียม-อ๊อกซี่ซัลเฟต ชนิดเม็ดจะมีส่วนผสมของแมกนีเซียมอ๊อกไซด์กับแมกนีเซียมซัลเฟต(ละลายน้ำได้ดีประมาณ 50%)  ผลิตภัณฑ์นี้เป็นส่วนที่จะใช้ได้ดีสมบูรณ์แบบโดยใช้ผลิตภัณฑ์รวมกันระหว่างแมกนีเซียมอ๊อกไซด์ผง และแมกนีเซียมซัลเฟต เมื่อเม็ดของผลิตภัณฑ์ละลายน้ำซัลเฟตจะละลายตัวทำให้เม็ดของผลิตภัณฑ์แตกตัวละเอียดออกไปได้รูปของแมกนีเซียมอ๊อกไซด์ แมกนีเซียมอ๊อกซี่ซัลเฟต ไม่มีส่วนประกอบของโพแทสเซียมรวมอยู่ด้วย จึงทำให้แมกนีเซียมถูกพืชดูดซับเข้าได้ง่ายโดยปราศจากสิ่งกีดขวาง

                                     จุดเด่น                                        จุดด้อย

      ก. เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่จะใช้          ก. ใช้ผสมกับปุ๋ยเอ็น-พี-เค จะมีส่วนที่ทำให้การละลายตัวเสีย                                                                         บ้างเล็กน้อย

      ข. ให้ผลเร็วและยาวนาน                            

      ค. ให้กำมะถันด้วย                                                                    

           6. แมกนีเซียมคีเลต ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เหมาะที่จะใช้พ่นทางใบ ใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบหรือใช่ร่วมกับยากำจัดศัตรูพืชก็ได้ ผลิตภัณฑ์ของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทีม-เกษตร ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แมกนีเซียมคีเลตมีประสิทธิภาพสูง 20-40 เท่า ของแมกนีเซียมในรูปอื่น ๆ ยกเว้นการใช้แมกนีเซียมซัลเฟต (ยิปซัม) ใส่ทางดิน

         การใส่แมกนีเซียมคีเลตทางดินจะไม่ช่วยในการปรับสภาพของดิน แต่ก็สามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่รากพืชได้ดี ใช้ได้กับพืชทั่ว ๆ ไป  จุดที่สำคัญที่สุดในการใช้แมกนีเซียมคีเลตให้เกิดประโยชน์ เราจะต้องใส่ให้ใกล้กับเมล็ดพืชที่กำลังจะงอก จะให้ผลดีมาก

                         จุดเด่น                                            จุดด้อย

      ก. ใช้ร่วมกับปุ๋ยทุกชนิดได้                       ก. ราคาค่อนข้างแพง เมื่อคิดการใช้ในพื้นที่เท่ากัน
                                                                           ปรับสภาพดินไม่ได้        

      ข. ประสิทธิภาพสูง                                      

      ค. ใช้ร่วมกับยากำจัดศัตรูพืชได้

      ง.  ใช้พ่นทางใบได้

         7. แมกนีเซียมคลอไรด์เหลว  มีข้อดีกว่าแมกนีเซียมซัลเฟต แม้ว่าจะใช้ร่วมกับปุ๋ย เอ็น-พี-เค ชนิดน้ำไม่ได้ก็ตาม แต่ก็สามารถใช้ร่วมกับพวกไนโตรเจนชนิดเหลวได้ และใช้ร่วมกับยากำจัดวัชพืชได้เช่นกัน

                         จุดเด่น                                        จุดด้อย

      ก. ละลายน้ำได้ดี                                 ก. รวมกับปุ๋ย เอ็น-พี-เค ชนิดน้ำไม่ได้

      ข. เหมาะที่จะใช้ในการเกษตร             ข. ต้องใช้เดี่ยว ๆ หรือร่วมกับ ไนโตรเจน


การใช้แมกนีเซียมให้ถูกต้อง-ได้ผล-ประหยัด
         ในดินแมกนีเซียมเคลื่อนตัวได้พอประมาณพอ ๆ กับแคลเซียม โดยเทียบกับ ไนโตรเจน โพแทสเซียม และกำมะถัน แม้ว่าแมกนีเซียมจะมีการสูญเสียอย่างรวดเร็วแต่ความจริงแล้วปริมาณส่วนใหญ่ที่สูญเสียนั้นจะถูกพืชนำไปใช้มาก กว่าการสูญเสียโดยการถูกชะล้าง การใช้แมกนีเซียมในรูปที่ช่วยปรับสภาพดินให้ดีขึ้น มันก็จะทำให้เราต้องเสียเงินมากขึ้น แต่ในเมื่อเราต้องการจะใช้มันเพราะความสำคัญของมัน  เราจึงต้องยึดหลักว่าเสียเงินแล้วต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ อย่าทำให้มันสูญเสียไป


สิ่งที่ควรพิจารณาในการใช้ให้ถูกต้อง
         1.  พืชที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว(พวกพืชไร่)  จะแสดงอาการขาดแมกนีเซียมประมาณ 40 วัน หลังจากปลูก แต่ถ้าไม่แสดงอาการขาดในช่วงนี้พืชจะค่อย ๆ แสดงอาการหลังจาก 40 วัน
         2.  พืชที่ให้เมล็ด ต้องการแมกนีเซียมมากที่สุดในระยะแรกของการเจริญเติบโต
         3.  พืชไม้ผลต้องการมากในช่วงแตกใบอ่อน และต้องการปริมาณสูงกว่าพืชชนิดอื่น         สารละลายของแมกนีเซียมในดินที่รากพืชดูดเข้าโดยการซึมผ่านเซลล์หรือซึมผ่านโดยการแลกเปลี่ยน อิออน(ions) ก็ตาม  ระบบของรากพืชที่อยู่ในระยะอ่อน ๆ อยู่ก็มีปัญหาในการดูดซับแมกนีเซียมเช่นกัน เนื่องจากเกิดการแข่งขันการดูดซับเข้าต้นพืชจากแคลเซียม โพแทสเซียม และไนโตรเจน

         อาจจะกล่าวได้ว่า โพแทสเซียมเป็นศัตรูที่ร้ายกาจมากของแมกนีเซียมเลยที่เดียวก็ว่าได้ แต่ละปีเรามักจะใส่โพแทสเซียมให้กับพืชมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อต้องการให้พืชมีผลผลิตสูง จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการใช้แมกนีเซียมของพืชอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ปัญหานี้หลาย ๆ ท่านพยายามค้นคว้าหาอัตราส่วนการใช้โพแทสเซียมกับต้นพืช เพื่อที่เราจะใส่แมกนีเซียมกับพืชให้มากขึ้น              

         การค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนเรากำลังต่อสู้กับความพ่ายแพ้ในสงครามนั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากว่า
           1.  อัตราส่วนของธาตุทั้งสองชนิดจะแตกต่างกันไปในการใช้กับพืชแต่ละชนิด
           2.  อัตราส่วนของธาตุทั้งสองชนิดจะแตกต่างกันไปในการใช้กับพืชแต่ละพันธุ์
           3.  อัตราส่วนของธาตุทั้งสองชนิดจะแตกต่างกันไปในการใช้กับที่ดินแต่ละชนิด
ที่ดินแปลงหนึ่งอาจมีความแตกต่างของชนิดของดินหลายชนิด
เมื่อเห็นว่าเราไม่มีทางจะหาอัตราส่วนของการใช้โพแทสเซียมและแมกนีเซียม กับพืชได้ เราจะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ คำตอบก็คือได้แน่นอน

ลองพิจารณาตามความเหมาะสมของพืชที่ปลูกเป็นขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 สำหรับพืชไร่ ให้ไถลึกสักหน่อย ต่ำกว่าระดับที่ให้ปุ๋ยโพแทสเซียม เมื่อโรยเมล็ดพืชแล้ว ให้ใส่แมกนีเซียมไปเลย พืชจะงอกออกราก รากที่เกิดใหม่จะอยู่บริเวณที่ห่างไกลจากชั้นของธาตุโพแทสเซียม รากพืชก็จะได้รับแมกนีเซียมทันที
ในระยะแรก ๆ ของพืชจะไม่มีปัญหาของการใช้โพแทสเซียมมากนัก ยกเว้นในช่วงที่พืชจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับไนโตรเจน

ขั้นที่ 2 ให้ใส่แมกนีเซียมให้ใกล้ต้นพืช “บริเวณที่รากพืชจะเจริญ” โดยปฏิบัติดังนี้
         ก.ใส่พร้อมกับปุ๋ยเร่ง ไนโตรเจนและฟอสเฟต หรือ
         ข.หว่านในแปลงเพาะกล้า แล้วเกลี่ยคลุกให้เข้ากับดินส่วนผิวของแปลงกล้า
         ค.ใช้วิธีพ่นทางใบ ขณะที่พืชเล็ก ๆ อยู่ ก่อนที่จะมีใบ 4 ใบหรือสำหรับพืชไม้ผลให้ใช้ในช่วงผลิใบอ่อนจะดีที่สุด
ขั้นที่ 3 อย่าใส่โพแทสเซียมร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต เพราะมันจะทำให้เกิดปัญหากับแมกนีเซียม

ข้อควรคำนึง
แมกนีเซียมจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่จะต้องมีอยู่จึงจะเกิดประโยชน์ให้กับพืชในช่วง  ที่พืชต้องการ






ข้อควรคำนึง
การใส่โพแทสเซียมและ/หรือแคลเซียม จะทำให้เกิดปัญหากับแมกนีเซียมการแก้ปัญหานี้ก็คือ การใส่แมกนีเซียมทางดิน ในอัตราเต็มตามที่แนะนำต่อเนื้อที่ให้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้แมกนีเซียมทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ แม้ว่าบางส่วนจะถูกตรึงไว้บ้างก็ตาม วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ออกจะแปลกสักหน่อย สำหรับความคิดของนักวิชาการทางปุ๋ยหรือนักพืชกรรม แต่อย่างไรก็ดี หนทางที่เราเห็นแล้วว่าดีก็ต้องปฏิบัติเพื่อการแก้ปัญหาได้

         การแก้ปัญหา จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ถ้ายิ่งไม่ปฏิบัติเลยก็ยิ่งจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายไปอีก ถ้าเราพยายามเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปัญหา ก็จะทำให้การแก้ไขง่ายยิ่งขึ้น

– มนุษย์เราต้องเป็นหนี้กับความเขียวของพืช อันเกิดจากแมกนีเซียมอันเป็นส่วนสำคัญของโมเลกุลคลอโรฟีลล์-เม็ดสีเขียวในพืช สีเขียวนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการผลิตอาหารและเส้นใย โดยเริ่มต้นจากพืชสีเขียวและเกิดประโยชน์ไปจนถึงสัตว์และมนุษย์

– แมกนีเซียมมีบทบาทที่สำคัญในปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายชนิดในการ ดำรงชีวิตของพืช และมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพลังงานที่ได้รับจากสารประกอบฟอสฟอรัส
– แมกนีเซียมจะทำให้พืชมีความสามารถในการต่อต้านกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและโรคพืชด้วย
– พืชที่ผลิตน้ำตาล เช่น ข้าวโพด, มันฝรั่ง และพืชไม้ผลทุกชนิดต้องการแมกนีเซียมมากกว่าพืชพวกให้เมล็ดเช่น ข้าว, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น


ธาตุแมกนีเซียม
เป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียว ทั้งที่ใบและส่วนอื่น ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนพืช
อาการขาดแมกนีเซียมจะสั่งเกตได้จาบใบพืช ที่เหลืองซีดบริเวณเส้นกลางใบที่อยู่ใกล้กับผล ถ้าหากอาการขาดรุ่นแรงใบแก่จะมีอาการมากกว่าใบอ่อน
การขาดธาตุแมกนีเซียม จะทำให้ผลผลิตลดน้อยลงและต้นพืชทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียมนั้น เพราะปริมาณแมกนีเซียมที่อยู่ในดินถูกชะล้างลึกลงไปเกินกว่าที่รากพืชจะดึง ดูดมาใช้ได้ และการที่มีปริมาณโปแตสเซียมสะสมในดินมากเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ สำคัญ
การแก้ไข สามารถทำได้โดยการปรับปรุงสภาพดิน ความเป็นกรด ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการดูดเข้าไปใช้ของพืช และมีการใช้ปุ๋ยโปแตสเซียมที่พอเหมาะ ที่สำคัญก็คือ การฉีดพ่นทางใบด้วยธาตุอาหารเสริม ซึ่งมีธาตุแมกนีเซียมในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที



Mg คือ แมกนีเซียม (Magnesium) เป็นแกนกลางของโครงสร้างของคลอโรฟีลล์ที่เป็นตัวกระตุ้นของเอนไซม์ที่เกี่ยว ข้องกับการสังเคราะห์แสง และการหายใจ ฯลฯ พืชดูดกินในรูปแมกนีเซียมไอออน (Mg+2)  สารเคมีที่ให้แมกนีเซียมคือ แมกนีเซียมซัลเฟต (MgSo4)

ธาตุอาหารพืช ธาตุแมกนีเซียม (Mg)

แมกนีเซียมจะเข้าสู่ต้นพืชในรูปของแมกนีเซียมไอออน(Mg2+) แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของคลอโรฟิลล์และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่สำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะเอนไซม์ในกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์อาการที่พืชแสดงภาวะขาดแมกนีเซียมที่จะปรากฏก่อนคือภาวะพร่องคลอโรฟิลล์ในใบแก่เนื่องจากเกิดการสลายของคลอโรฟิลล์ในเซลล์ของเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างเส้นใบส่วนคลอโรฟิลล์ในเซลล์ของเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณเส้นใบจะตอบสนองต่อการขาดแมกนีเซียมได้ช้ากว่าจึงมักจะชะลอการสลายตัวไว้ได้นานกว่าแมกนีเซียม(Mg)แมกนีเซียมจะเข้าสู่ต้นพืชในรูปของแมกนีเซียมไอออน(Mg2+) แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของคลอโรฟิลล์และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่สำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะเอนไซม์ในกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์

 ใบมะนาวสีเขียวสดใส สวย สด งดงามเพราะว่าแมกนีเซียมเป็นธาตุหลักซึ่งเป็นองค์ประกอบของจุดสีเขียวในใบพืช  จุดสีเขียวเหล่านี้จะเป็นผู้ประสานงานในต้นพืช ก่อให้เกิดการผลิตอาหารและเส้นใย  นอกจากนี้แมกนีเซียมยังมีบทบาทเกี่ยวกับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องในการดำรงชีวิตของมะนาวมีอิทธิพลเกี่ยวกับให้ความสม่ำเสมอของการสุกการแก่ที่เร็วขึ้นอย่างสม่ำเสมอของผลมะนาวและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพลังงานในการใช้สารประกอบฟอสฟอรัส ต้นมะนาวจะดูดแมกนีเซียมขึ้นไปใช้ในต้นหลังจากที่ปลูกแล้ว ประมาณ 4สัปดาห์แมกนีเซียมจะช่วยเพิ่มให้ต้นมะนาวมีความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมและโรคของมะนาวได้

ธาตุแมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิด หรือบางคนนิยมเรียกว่า น้ำย่อย หากขาดธาตุแมงกานีสแล้ว ใบส่วนกลางของต้นมะนาวจะเกิดเป็นแผลขึ้นระหว่างเส้นใบแต่โดยธรรมชาติแล้วต้นมะนาวขาดธาตุแมงกานีส เนื่องจากดินส่วนใหญ่จะมี pH ต่ำกว่า 7 ซึ่งจะแสดงการขาดธาตุแมงกานีสก็ต่อเมื่อดินปลูกมี pH เกิน 7 ขึ้นไปหรือดินมีฤทธิ์เป็นด่างนั่นเอง แต่ถ้าหากเกิดการขาดธาตุนี้ขึ้นแก้ไขด้วยการใส่แมงกานีสซัลเฟต ในอัตรา 1-5 กิโลกรัม ต่อไร่ อาการของการขาดธาตุแมงกานีสก็จะหมดไป ขณะที่แมกนีเซียมเป็นสารละลายอยู่ในดินพืชจะดูดเข้าทางรากโดยซึมผ่านเข้าทางผนังเซลล์ หรือโดยการแลกเปลี่ยน อิออน(ions) กันก็จะมีการแข่งขันการเข้าสู่ต้นพืชเกิดขึ้นจากธาตุไนโตรเจน แคลเซียมและโดยเฉพาะตัวโพแทสเซียมเองจะรบกวนการดูดซับของแมกนีเซียม


แมกนีเซียม
แมกนีเซียม จึงจัดเป็นธาตุอาหารรองที่พืชต้องการในกลุ่มเดียวกันกับ แคลเซียม และกำมะถัน โดยถูกดูดซึมเข้าสู่ต้นพืชในรูปของประจุ Mg2+ แต่อัตราการดูดซึมจะลดลงมาก หากดินนั้นมีประจุของธาตุอื่น ได้แก่ โพแทสเซียม, แอมโมเนียม, แคลเซียม, แมงกานีส และ ไฮโดรเจน และอัตราผลกระทบจะเรียงลำดับจากมากของโพแทสเซียมลงมาจนถึงไฮโดรเจน




แมกนีเซียมใช้เป็นสารในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ หากพืชขาดแมกนีเซียมจะทำให้พืชสร้างคลอโรฟิลล์ที่เป็นรงควัตถุสีเขียวได้น้อยลง ใบพืชมีสีซีดเหลือง ไม่เจริญเติบโต ลำต้นแคะแกรน และเหี่ยวตายในที่สุด หากขาดในระยะที่พืชกำลังสะสมอาหารในผลหรือหัวก็จะทำให้ปริมาณแป้งในผลหรือหัวลดลง

โดยทั่วไปดินที่มักมีแมกนีเซียมที่ไม่เพียงพอต่อพืชมักเป็นดินเนื้อหยาบที่เป็นกรดจัด pH ต่ำกว่า 5.5 ซึ่งดินประเภทนี้จำเป็นต้องให้แมกนีเซียมประมาณ 0.7-1.1 กิโลกรัม/ไร่
ปริมาณแมกนีเซียมในดินที่มีผลต่อพืชของแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้
• 0-25 มก./กก. : พืชทั่วไปจะแสดงอาการขาด เช่น ใบเหลือง จำเป็นต้องใส่ให้เพิ่ม
• 26-50 มก./กก. : มักพบอาการขาดในต้นบีท มันฝรั่ง ไม้ผลชนิดอื่นๆ  และพืชในเรือนกระจก (มะเขือเทศ แตงกวา และพริกไทย เป็นต้น) ยกเว้นในพืชที่เป็นเมล็ดธัญพืช
• 51-100 มก./กก. :  เป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับพืชไร่ และพืชผัก แต่ไม่เพียงพอสำหรับพืชในเรือนกระจก และหากมีอาการขาดมักเกิดจากปัจจัยด้านอื่น อาทิ อัตราส่วนของโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในดิน
• 101-175 มก./กก. : เป็นมาตรฐานสำหรับพืชในเรือนกระจกชนิดต่างๆ
• 176-250 มก./กก. : สำหรับพืชในเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว
(เอกสารอ้างอิง 1. สุวรรณ สุนทรีรัตน์, 2529. “แมกนีเซียม”.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี).





ภาคผนวก :
แมกนีเซียม  (สารประกอบ)
 มีหลายชนิด แต่อาจจำแนกได้ 2 พวก คือ สารที่ละลายน้ำง่าย และ สารที่ละลายน้ำได้เพียงเล็กน้อย
– สารประกอบของแมกนีเซียมที่ละลายน้ำได้ง่าย มี 4 ชนิด ได้แก่

1. แมกนีเซียมซัลเฟตโมโนไฮเดรต หรือคีเซอร์ไรด์ (kieserite) ซึ่งมี 18%Mgและ 27%S กับแมกนีเซียมเฮปตาไฮเดรตหรือดีเกลือฝรั่ง (epsom salt) มี 10% Mg ใช้เป็นปุ๋ยทางดินหรือละลายน้ำฉีดให้ทางใบเพื่อแก้ไขการขาดแมกนีเซียม

2.แมกนีเซียมไนเทรต เป็นเกลือที่มีน้ำผลึก 6 โมเลกุล เมื่อบริสุทธิ์มีแมกนีเซียม 9.5%Mg เนื่องจากสารนี้ละลายน้ำได้ง่าย จึงใช้เป็นปุ๋ยที่ให้ทางใบได้เป็นอย่างดี

3. แมกนีเซียมคลอไรด์ มี25%Mg และ 75%Cl เป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ง่าย นำมาใช้กับพืชทางใบที่ทนต่อคลอไรด์ได้เท่านั้น

4. เกลือซึ่งมีทั้งแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ได้แก่ เกลือเชิงคู่ ดังต่อไปนี้ แลงไบไนต์ (langbeinite) ไคไนต์ (kainite) โซไนต์ (schoenite) ลีโอไนต์ (leonite) แลงไบไนต์เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารถึง 3 ชนิด ส่วนไคไนต์ โซไนต์และลีโอไนต์ ต่างก็เป็นเกลือเชิงคู่ที่มีแมกนีเซียมซัลเฟตและโพแทสเซียมคลอไรด์เป็นองค์ประกอบ เพียงแต่มีจำนวนโมเลกุลของน้ำแตกต่างกัน
– สารประกอบของแมกนีเซียมที่ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีหลายชนิด ได้แก่ โดโลไมต์ แมกนีไซต์และแมกนีเซีย
1.โดโมไลต์ เป็นทั้งปูนและปุ๋ยแมกนีเซียม จึงเหมาะที่จะใช้ในดินกรด โดโมไลต์มีแมกนีเซียม 8-20% ขึ้นอยู่กับปริมาณของสิ่งเจอปน
2.โดโลมิติกไลม์ เกิดจากการเผาโดโมไลต์ที่อุณหภูมิ 900-1000 C แร่จะปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากลายเป็นโดโลมิติกไลม์ แต่ถ้าเผาที่อุณหภูมิเพียง 550-600 C และพ่นด้วยไอน้ำเฉพาะแมกนีเซียมคาร์บอเนตเท่านั้นที่แปรสภาพเป็นแมกนีเซียมออกไซด์ ส่วนแคลเซียมคาร์บอเนตยังไม่สลายตัว ซึ่งเมื่อใส่ในดินจะสลายเป็นประโยชน์แก่พืชได้ง่ายกว่าโดโลไมต์ธรรมดา
3.แมกนีต์ มีอยู่ในธรรมชาติ แต่ไม่มากเหมือนโดโลไมต์
4.แมกนีเซียหรือแมกนีเซียมออกไซด์ ผลิตโดยนำแมกนีเซียมคาร์บอเนตมาเผาเพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ระเหยไป จะได้แมกนีเซียซึ่งมีแมกนีเซียม 50-55%
5.เซอร์เพนทีน (serpentine) แร่ชนิดนี้มีแมกนีเซียมประมาณ 26% ใช้เป็นปุ๋ยแมกนีเซียมได้ดี


LACENA (ลาเซน่า)
คุณประโยชน์  ใช้ได้กับพืชทุกชนิด เพิ่มคลอโรฟิลล์ ทำให้พืชใบเขียว เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการปรุงอาหาร (Photosynthesis) ของพืช พืชปรุงอาหารได้เต็มที่ ช่วยการถ่ายทอดพลังงานในกระบวนการสังเคราะห์แสง ช่วยในการสร้างแป้ง น้ำตาล และไขมัน ช่วยในการสร้างโปรตีน เสริมสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง ลดความเครียดจากสภาวะอากาศแปรปรวน ทำให้ใบพืชมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรค ทำให้เจริญเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตดี พืชสุกแก่ดีน้ำหนักดี และมีคุณภาพดี

สำหรับยาสูบ  ทำให้ใบยาสุกแก่ดี สุกแก่สม่ำเสมอ โครงสร้างใบยาโปร่ง ไม่แน่นทึบ มีความยืดหยุ่นสูง สีดี สีเข้ม กลิ่นหอม คุณภาพสูง เกรดสูง

สำหรับยางพารา  ใบเขียวเข้ม โปร่งใบดี ใบใหญ่ ให้น้ำยางดี มีเปอร์เซนต์น้ำยางสูง

สำหรับปาล์มน้ำมัน  เจริญเติบโตดี  ใบเขียวเข้ม ผลปาล์มดก ให้ผลผลิตน้ำมันสูง  เปอร์เซนต์น้ำมันดี


สำหรับมันสำปะหลัง  เจริญเติบโตดี  มีการสร้างหัวที่ดี หัวสม่ำเสมอ  มีเนื้อแน่น น้ำหนักดี เปอร์เซนต์แป้งดี













สอบถามเพิ่มเติม
084 - 8809595 , 084 - 3696633
www.organellelife.com
www.facebook.com/organellelife.org
📱Line ID : @organellelife.com (อย่าลืมพิมพ์ @ ด้วยครับ)
หรือกดลิงก์ด้านล่าง แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line@ เพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ครับ>>>  http://line.me/ti/p/%40organellelife.com